น้ำมันหยดสุดท้ายในถังรถจักรยานยนต์หมดลงตรงริมทางดิน ก่อนที่วรเดชจะได้เห็นแสงสีทองของฟ้ารุ่ง
“เฮือก...!”
เขาเตะขาตั้งรถ หอบหายใจอย่างคนหมดแรง เสียงเครื่องบินดังก้องอยู่เบื้องบน — แหวกหมอกบางๆ ที่ยังลอยคลุมยอดไม้เหนือหัว วรเดชไม่รอช้า เขาควักพลุสัญญาณออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วจุดมันด้วยมือสั่นจากความหนาวและความเครียด
เสียง "ปัง!" ดังขึ้น พลุไฟสีแดงทะยานขึ้นฟ้า ทิ้งกลุ่มควันสีเืไว้เื้ั เขาเงยหน้าจ้องเครื่องบินที่บินผ่านมา... แต่ไม่มีการเปลี่ยนทิศ ไม่มีปีกเอียง ไม่มีอะไรเลย
พวกเขาไม่เห็นเขา...
เสียงเครื่องบินหายไป ทิ้งไว้แต่ความเงียบและลมหายใจหนักๆ ของวรเดช
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ขาของเขาร้าวระบม กล้ามเนื้อบีบรัดเหมือนจะยอมแพ้ทุกย่างก้าว เขาเดินผ่านไร่อ้อย ผ่านลำคลองแคบๆ และในที่สุดก็เห็นูเาที่คุ้นตา — เขาวัง เพชรบุรี
“อย่างน้อย…ยังไม่ออกนอกเส้นทางมาก”
เสียงแตรเรือดังมาแต่ไกล แหวกอากาศยามเช้าเข้ามาในโสตประสาทอย่างแหลมคมจนวรเดชชะงัก
“เรือรบ…?”
เขารีบเดินเข้าไปใกล้เขาวังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ประตูทางเข้าถูกปิดแน่น ทหารเวรไม่ให้เขาผ่าน ทั้งที่เขาแสดงตราราชองครักษ์แล้วก็ตาม
“ขออภัยครับ นายสั่งไม่ให้ใครเข้า—แม้จะมีตราก็ตาม”
วรเดชกัดฟันกรอด ไม่ใช่เพราะโกรธ... แต่เพราะรู้ว่า ข้างในมีบางอย่างเกิดขึ้นแล้วโดยไม่ต้องรอเขา
บนเขาวัง
เสียงสัญญาณเรือรบดังอีกครั้ง หนักแน่น ยืนยันการมีอยู่ของกองกำลังในอ่าวเพชร
เมื่อวรเดชไต่ขึ้นยอดเขาเล็กๆ ฝั่งตรงข้าม เขาใช้กล้องพกส่องผ่านระหว่างพุ่มไม้
สิ่งที่เขาเห็นคือ... เรือรบของกองทัพเรือไทย 3 ลำ จอดประจัญอยู่กลางอ่าว พร้อมกำลังพลเต็มอัตรา
ชายหนุ่มถอนหายใจแรง ราวกับเพิ่งได้สูดอากาศเป็ครั้งแรก
“พวกเขารู้แล้ว...”
เสียงก้องในใจนั้นไม่ใช่แค่ความโล่งใจ — แต่เป็ คำเตือน
ถ้ากองทัพรู้ก่อนเขามาถึง แปลว่ามี ใครบางคนส่งข่าวเร็วกว่าราชองครักษ์
และหากข่าวจากอีกทางไปถึง... จะเป็ฝ่ายไทย หรือฝ่ายญี่ปุ่น?