เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 83 เมืองไท่หยาง

                ท่ามกลางยอดเขาขนาดใหญ่เต็มไปด้วยคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิต ยามนี้คนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตทั้งหลายล้วนแต่เริ่มทำการลาดตระเวนไปทั่วเทือกเขาชิงหลงเพื่อตามหาเมิ่งฝาน

               พวกเขาจับกลุ่มกันจำนวนหลายคน ไม่ว่าเด็กหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่ายี่สิบปีคนใดล้วนแต่ถูกตรวจสอบอย่างเคร่งครัดทั้งสิ้น หากมีสิ่งใดน่าสงสัยก็จะถูกสังหารในทันใด

               บรรดาคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตทั้งหลายต่างก็พยายามปิดข่าวการถูกสังหารของยอดฝีมือหน่วยองครักษ์แพรโลหิตที่อยู่ภายใต้สวีจ้านเอาไว้ แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังแพร่สะพัดไปทั่วเทือกเขาชิงหลงอย่างรวดเร็วอยู่ดี

               ไม่ว่าผู้ใดที่รู้ข่าวนี้ล้วนแต่ต้องตกตะลึงทั้งสิ้น เพราะหน่วยองครักษ์แพรโลหิตนั้นอยู่ในเทือกเขาชิงหลงแห่งนี้โดยไร้ซึ่งความกลัวมาเนิ่นนาน อย่าว่าแต่ผู้ที่ตั้งตัวเป็นปรปักษ์ หากผู้ใดขัดขืนแม้เพียงน้อยนิดก็จะถูกสังหารในทันที

               แต่กลับมีคนที่เลือดเย็นและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าพวกเขาปรากฏตัวขึ้นมา ทั้งยังตัวคนเดียวอีกด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้นามของเมิ่งฝานนั้นดั่งกระฉ่อนไปทั้งแถบในเวลาเพียงสองวัน ทางฝั่งของทหารรับจ้างกองอื่นที่โหดร้ายไม่แพ้กันก็ยังหน้าถอดสีและไม่กล้าพูดอันใดให้มากความ

               แน่นอนว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องแลกมานั้นก็คือการถูกไล่ล่าจากทุกพื้นที่ของเทือกเขา ไม่เว้นแม้แต่ในจุดที่ลึกลับ

               สำหรับเมิ่งฝานแล้วนั้น สวีจ้านถึงกับลงมืออย่างดุดันและให้ความสำคัญถึงขั้นใช้สัตว์อสูรในการตามกลิ่นด้วย

               ทว่าแม้เวลาจะผ่านไปถึงครึ่งเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่มีผู้ใดพบเจอเมิ่งฝานแม้เพียงเงา ซึ่งนั่นก็ทำให้บรรดาองครักษ์แพรโลหิตทั้งหลายต่างก็จนปัญญา

               ทว่าในจุดที่ห่างจากใจกลางของเทือกเขาชิงหลงออกไปไกลนั้น ปรากฏเงาร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินไปมาอย่างสบายอารมณ์ เขาคนนั้นก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง

               เจ้าของชุดสีครามอย่างเมิ่งฝานก้าวเดินอย่างสบายอารมณ์และมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า แม้ว่ารั่วสุ่ยอีจะไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือตนเองโดยตรงแต่ก็บอกข่าวสารทั้งหลายให้เมิ่งฝานได้รับรู้ ทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระยะหลายพันเมตรรอบกายของเขาล้วนแต่อยู่ในสายตาของเมิ่งฝานทั้งสิ้น

               แม้ว่าหน่วยองครักษ์แพรโลหิตจะแข็งแกร่งเพียงใด หรือปูพรมตามหาเขาในบริเวณที่กว้างขวางเท่าใด เมื่อเทียบกับพลังจิตของรั่วสุ่ยอีก็ยังถือว่าอ่อนแออย่างยิ่ง

               เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเอง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ออกจากอูเจิ้นมาเกือบครึ่งปีแล้วสินะขอรับ”

               ทั้งที่ผ่านมานานขนาดนี้แต่เมิ่งฝานก็เพิ่งจะออกจากเขตพื้นที่ของเทือกเขาชิงหลง ซึ่งกว่าจะถึงสุสานสวรรค์ก็ยังเหลือระยะทางอีกยาวไกลหลายพันลี้

               “เป็นอะไรไป เจ้ารอไม่ไหวแล้วหรือ?” รั่วสุ่ยอีคลี่ยิ้มแล้วถามเสียงเบา

               “ไม่ใช่เสียหน่อยขอรับ!” เมิ่งฝานส่ายหน้าปฏิเสธ เขารู้ดีว่าการเอ่ยปากให้สัญญาว่าจะเอาชนะจอมยุทธ์รุ่นหลังของพรรคเหมันต์สวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ง่ายดาย แต่หากตนเองไม่มีศักยภาพมากพอก็เป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น

               “ไม่ต้องห่วง ในเมื่อข้าบอกไว้แล้วว่าจะทำให้เจ้าทำได้อย่างที่พูด ก็จะต้องช่วยเจ้าทำมันให้สำเร็จ!” รั่วสุ่ยอีเอ่ยอย่างมั่นใจ

               เมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ข้าได้ยินว่าพรรคเหมันต์สวรรค์มีพื้นฐานพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทั้งวิชายุทธ์และพืชวิเศษต่างก็น่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง”

               ผู้ที่ควบคุมพรมแดนจตุทิศและทำให้เหล่าราชวงศ์ยังต้องก้มหัวให้นั้น ทรัพยากรที่อยู่ในการครอบครองจะต้องมากมายน่าสะพรึงอยู่แล้ว

               แม้ว่าในยามนี้เมิ่งฝานจะมีวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงอยู่ในการครอบครองแต่ก็ยังไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เพราะการประมาทพรรคเหมันต์สวรรค์ก็เท่ากับการรนหาที่ตาย

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นรั่วสุ่ยอีก็หัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า “หึ ไม่รู้จักพอ วิชายุทธ์ของเจ้าในยามนี้นับว่าไม่เลวแล้ว ทั้งยังจะให้ประโยชน์แก่ตัวเจ้าตามขั้นพลังที่บรรลุขึ้นไปอีกด้วย สิ่งของที่ข้ารวบรวมมาจากใต้หล้าในตอนนั้นไม่มีทางด้อยกว่าพวกนั้นหรอกนะ!”

               นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ในทันใด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ประโยชน์แบบใดกันขอรับ?”

               “ก็อย่างเช่น...วิชายุทธ์ระดับพิภพ!”

               คำพูดของรั่วสุ่ยอีทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเมิ่งฝานกระตุก เพราะวิชายุทธ์ระดับพิภพนั้นเป็นสิ่งที่มีเพียงในตำนานเท่านั้น

               การฝึกฝนวิชายุทธ์แห่งพลังปราณนั้น เมื่อใดที่เข้าสู่ระดับพิภพก็อย่าว่าแต่เหล่าผู้ทรงอิทธิพลในใต้หล้า แม้แต่บรรดาปีศาจแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ในโลกก็ยังต้องลงมือ

               ซึ่งเหตุผลก็มีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือวิชายุทธ์ดังกล่าวนั้นแข็งแกร่งเกินไป เมื่อใดที่ปล่อยพลังของมันออกมาก็ราวกับว่าสามารถทำลายขุนเขาหรือทำให้เมืองทั้งเมืองต้องล่มสลาย!

               เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่น เพราะรู้ดีว่าขั้นพลังของตนเองในวันนี้ยังอ่อนแอเกินไป

               แม้จะฝึกฝนมาจนถึงขั้นหลอมปราณระดับสี่และใกล้จะบรรลุไปยังระดับห้าแล้ว แต่ก็ยังไม่ตรงตามเงื่อนไขของรั่วสุ่ยอีอยู่ดี

               แม้แต่วิชาทะลวงธาราของตนเองในยามนี้ก็ยังไปไม่ถึงระดับต้นด้วยซ้ำ เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมิ่งฝานจึงกัดฟันแน่น รู้ว่าภารกิจที่สำคัญในเวลานี้คือต้องบรรลุขั้นหลอมปราณและก้าวขึ้นไปยังขั้นเกลาวิญญาณโดยเร็ว

               เมื่อใดที่ไปถึงขั้นเกลาวิญญาณก็เท่ากับว่าพลังปราณและพลังจิตวิญญาณนั้นสอดผสาน อานุภาพแห่งพลังปราณที่ปลดปล่อยออกไปก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นมากมายไร้ขีดจำกัด เมื่อถึงยามนั้นก็จะเป็นวันที่เขาลงมือสังหารบรรดาองครักษ์แพรโลหิตให้สิ้นซาก!

               เด็กหนุ่มส่ายหน้าแล้วสะกดความคิดเอาไว้ ก่อนที่ฝ่ามือจะขยับแล้วมีแผนที่ปรากฏขึ้นมา

               นี่คือแผนที่ของเทือกเขาชิงหลงทั้งหมดที่เขาซื้อมาจากเมืองชิงเฉิง

               เมื่อกวาดตามองไปเขาก็รู้สึกดีใจ เพราะเวลานี้เขาอยู่ที่เขตพรมแดนของเทือกเขาชิงหลงแล้ว หากเดินหน้าต่อไปก็จะเป็นเมืองขนาดใหญ่ของอาณาจักรต้าก้านอีกแห่ง เมืองไท่หยาง!

               เมืองไท่หยางเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่เมืองชิงเฉิงและเมืองเหยียนเฉิงไม่อาจเทียบได้เลยแม้แต่น้อย เป็นรองเพียงเมืองซ่างจิงของอาณาจักรต้าก้านเท่านั้น ประหนึ่งสัตว์ตัวยักษ์ผู้หมอบคลานอยู่ในพรมแดนของเทือกเขาชิงหลง เจริญรุ่งเรืองจนน่าประหลาดใจ ใขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่ตั้งอยู่สุดเขตแดนทางตอนเหนือของอาณาจักรหัวอวิ๋นจึงทำให้มีกำลังทหารมากมายและแข็งแกร่ง

               สถานที่ดังกล่าวนั้นเป็นเมืองที่สำคัญอย่างยิ่ง แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกดีใจที่มาถึงที่นี่และอยากจะเข้าไปชื่นชมความเจริญรุ่งเรืองของมัน เมื่อเห็นดังนั้นเด็กหนุ่มจึงเร่งฝีเท้าโดยเร็ว สามวันหลังจากนั้นเขาก็ออกจากเขตของเทือกเขาชิงหลงได้ในที่สุด เมื่อทอดสายตามองออกไปก็สามารถมองเห็นเค้าโครงของเมืองขนาดใหญ่ได้

               เพียงแค่เค้าโครงบางส่วนก็ทำให้เมิ่งฝานสั่นสะท้านไปทั้งร่าง นับเป็นภาพความเจริญรุ่งเรืองที่เมิ่งฝานคิดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อย มีการก่อสร้างที่เลิศล้ำงดงาม ต้องใช้จำนวนคนและทรัพยากรมากมายจึงจะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้

               เมื่อเห็นเมืองใหญ่ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ารั่วสุ่ยอีก็หัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่เลว ดูท่าเจ้าคงจะสามารถตามหาสิ่งที่ข้าต้องการได้ในเมืองแห่งนี้แล้วล่ะ!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกแล้วถามหยั่งเชิง “มันเป็นของที่แพงมากหรือขอรับ?”

               แม้การปล้นองครักษ์แพรโลหิตครั้งก่อนจะทำให้เมิ่งฝานได้เหรียญทองคำมานับแสน แต่ดูคล้ายว่าสิ่งที่รั่วสุ่ยอีต้องการในครานี้ล้วนแล้วแต่มีมูลค่าสูงทั้งสิ้น

               แม้แต่เมิ่งฝานเองก็ยังสงสัย ดูท่ากระเป๋าที่ตนเองทำให้มันตุงขึ้นมาจะต้องบางลงอีกครั้งแล้ว

               “หึหึ เมื่อถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง!” รั่วสุ่ยอีกลอกตาขาวมองเมิ่งฝาน แล้วไม่สนใจเขาอีกเลย

               เด็กหนุ่มส่ายหน้าเล็กน้อย ทำได้เพียงเดินตรงไปยังเมืองไท่หยางที่เบื้องหน้า

               เมื่อก้าวเข้ามาภายในตัวเมืองเมิ่งฝานพลันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาในทันใด ประตูเมืองมีทั้งหมดสี่แห่งและมันก็อัดแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมากมายที่พากันหลั่งไหลเข้าไปยังเมืองใหญ่ เมื่อทอดสายตามองออกไปก็พบว่าบนถนนล้วนแต่เต็มไปด้วยผู้คน

               นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าใจกลางของอาณาจักรต้าก้าน!

               เมิ่งฝานลูบปลายจมูกของตนเอง เขารู้ดีว่าหากอยู่ที่นี่ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณก็ยังไม่อาจเหิมเกริมหรือทำในสิ่งที่ไม่เจียมตน ขณะที่เมิ่งฝานกำลังเดินอยู่ในตัวเมืองก็ได้ยินเสียงที่ค่อนข้างดัง

               “แผนที่ แผนที่เมืองไท่หยาง!”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานจึงมองไปก่อนจะพบว่ามีร้านค้าแห่งหนึ่งขายแผนที่ของเมืองอยู่ไม่ไกล

               ราคาของมันไม่แพง เพียงแค่สองเหรียญทองคำเท่านั้น จึงทำให้มีคนแห่ซื้อจำนวนมาก นับว่ารู้จักทำการค้าอย่างยิ่ง! ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกแล้วเดินเข้าไป โยนเหรียญทองคำให้ไปสองเหรียญเพื่อซื้อแผนที่ดังกล่าวมา

               เมื่อเปิดออกดูเขาก็พบว่าแผนที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบๆ หาได้มีภาพของเมืองอย่างละเอียดไม่ มีเพียงจุดที่สำคัญของเมืองเท่านั้น

               เด็กหนุ่มกวาดสายตามองไปครู่หนึ่งก็หยุดชะงักอยู่กับสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมันเขียนเอาไว้ว่าสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรา!

               รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงเพราะเขารู้จักสถานที่นี้ดี ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดภายในพรมแดนจตุทิศแห่งนี้คือพรรคเหมันต์สวรรค์ แต่หากจะมีสิ่งใดพอจะทำให้พรรคเหมันต์สวรรค์รู้สึกยำเกรง สมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราก็นับเป็นหนึ่งในนั้น

               สมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรารวบรวมปรมาจารย์จิตศัสตราของทั้งพรมแดนจตุทิศเอาไว้ด้วยกัน แม้ว่าจะค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงจึงสร้างไว้แทบทุกเมืองใหญ่

               แม้จะดูคล้ายว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่มิได้ยิ่งใหญ่อันใด แต่หากมีผู้ใดล่วงเกินหรือหาเรื่อง ปรมาจารย์จิตศัสตราทั่วทั้งพรมแดนจตุทิศก็จะมารวมตัวกันในจุดนั้น นับได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งก็ว่าได้!

               เห็นได้ชัดว่าสถานที่ดังกล่าวคือสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราของเมืองไท่หยาง เมื่อได้เห็นดังนั้นเมิ่งฝานก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ ตัวเขาเองหลอมศัสตราตามรั่วสุ่ยอีมานานนับได้ว่ามีความสามารถอยู่บ้างเล็กน้อย จึงควรจะเดินทางไปยังสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราเพื่อรับตราประทับที่แสดงถึงการยอมรับมาสักดวง

               เพราะเมื่อใดที่ได้รับตราสัญลักษณ์จากสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราก็จะได้รับรางวัลเป็นเหรียญทองคำจำนวนไม่น้อย ทั้งยังได้รับประโยชน์ในอีกหลายๆ ด้าน และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือสามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของกับปรมาจารย์จิตศัสตราด้วยกันได้ ซึ่งหากมีฐานะในสมาคมที่ค่อนข้างสูงก็ยิ่งได้รับการคุ้มกันดูแลจากปรมาจารย์จิตศัสตรา ถือว่าเป็นสิ่งที่มากด้วยประโยชน์และไร้ซึ่งโทษใด!

               เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็ตัดสินใจในทันใด แล้วเดินทางไปยังจุดซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราตามแผนที่ เขาเดินฝ่าผู้คนจำนวนมากมายเป็นเวลานานนับครึ่งชั่วยาม ถึงเดินมาถึงเบื้องหน้าของสิ่งปลูกสร้างที่ค่อนข้างเก่าแก่แห่งหนึ่ง

               มันเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเก่าแก่และมีจุดผุพัง แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะกล้าก้าวเข้าไปภายใน แม้ว่าจะสร้างขึ้นอยู่ในจุดสำคัญของเมืองไท่หยางแต่ก็มีพื้นที่ว่างโดยรอบนับร้อยเมตร

               ถึงเสียที!

               เมื่อได้เห็นอาคารของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราแล้ว เมิ่งฝานก็พยักหน้าและเดินเข้าไป

               เมื่อทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่หน้าประตูสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราทั้งสองคนเห็นเมิ่งฝานก็รีบเดินเข้ามาขวางหน้าเด็กหนุ่มเอาไว้ หนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้าหนู ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าจะเข้าไปเล่นได้ รีบกลับบ้านไปเสีย”

               เมิ่งฝานปรายตามองเพียงเล็กน้อยก็รู้ดีว่าเขาเป็นจอมยุทธ์ในขั้นฝึกกายาระดับเซียน หากเป็นที่เทือกเขาชิงหลงเมิ่งฝานก็คงจะชกอีกฝ่ายในทันที เพราะสถานที่แห่งนั้นหาได้สนใจกฎระเบียบใด ขอเพียงมีศักยภาพมากพอก็สามารถทำได้ตามใจ แต่ในเมืองไท่หยางแห่งนี้หาใช่เช่นนั้นไม่

               หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ในใจเมิ่งฝานจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าคือปรมาจารย์จิตศัสตรา”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นองครักษ์โดยรอบชะงักงันไปทันที ก่อนที่องครักษ์ที่เอ่ยปากเมื่อครู่จะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าหนู อย่าอวดเก่งไปหน่อยเลย ตอนที่ข้าอายุเท่าเจ้ายังเล่นดินเล่นโคลนอยู่เลย เจ้าน่ะหรือปรมาจารย์จิตศัสตรา...ฮ่าฮ่าฮ่า!”

               แม้ว่าที่นี่จะเป็นสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรา แต่เมิ่งฝานก็มีอายุที่ค่อนข้างน้อย หากผู้ที่มีอายุน้อยเพียงนี้เป็นปรมาจารย์จิตศัสตราจะต้องเป็นศิษย์ของตระกูลใหญ่และมีผู้ติดตามมาเป็นกลุ่ม ฉะนั้นแล้วองครักษ์เหล่านี้จึงไม่เชื่อในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมา

               ทว่าในเวลาต่อมาเหล่าองครักษ์ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป เพราะนัยน์ตาของเมิ่งฝานที่เดินขึ้นมาข้างหน้านั้นวาวโรจน์ ภายในดวงตาอันราบเรียบดูคล้ายว่ามีพายุฝนโหมกระหน่ำปรากฏ มันเปล่งประกายและวาวโรจน์จนเขารู้สึกกลัว

               พลังจิตวิญญาณระดับวิญญาณ!

               นี่เป็นพลังจิตที่จอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณหลายคนไม่อาจได้ครอบครอง เมื่อใดที่รวบรวมพลังไว้ด้วยกันก็จะสามารถทำลายตราเวทย์หวนกลับได้ แม้ว่าเมิ่งฝานยังไม่อาจควบคุมมันจนใช้สังหารผู้ใดได้ แต่สำหรับจอมยุทธ์ในขั้นฝึกกายากลับง่ายดุจพลิกฝ่ามือ

               ร่างขององครักษ์ผู้นั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อในทันใด ถึงขั้นที่แทบไม่อาจยืนหยัดได้อีกต่อไป ยิ่งสบตากับเมิ่งฝานก็ยิ่งคล้ายว่าสติกำลังจะพังทลายลง ก่อนที่เขาจะทรุดตัวนั่งลงไปกับพื้นอย่างหมดแรง แล้วพึมพำออกมาเสียงเบา “ปรมาจารย์จิตศัสตรา...ใต้เท้าขอรับ!”

               เมื่อสิ้นเสียงนั้นความเงียบงันพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณ!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน