ตอนที่ 10 ถูกปฏิเสธ
เยี่ยสือพร้อมกับเฉินต๋าเดินทางไปถึงหน้าประตูใหญ่ของตระกูลมู่ มองดูความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของจวนตระกูลมู่แล้ว ในใจเยี่ยสืออดรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาไม่ได้
เฉินต๋าเดินขึ้นไปด้านหน้า เคาะประตูจวน
“ผู้ใดกัน! มาเคาะอะไรแต่เช้าตรู่!” เด็กรับใช้คนหนึ่งอ้าปากหาว เดินออกมาด้วยท่าทีรำคาญ
เฉินต๋าก้าวไปข้างหน้า ตอบ “พวกเราคือคนตระกูลเยี่ยจากเมืองอวิ๋น มาขอเข้าพบผู้าุโมู่เคอ”
“มาขอเข้าพบท่านผู้เฒ่าหรือ ท่านผู้เฒ่ากำลังกักตนอยู่ จะเอาเวลาที่ไหนมาพบเ้ากัน” สายตาค่อนข้างดูแคลนของเด็กรับใช้กวาดมองเฉินต๋ากับเยี่ยสือที่แต่งตัวซอมซ่อพร้อมพูดเหยียดหยาม
ใบหน้าของเยี่ยสือแดงก่ำ
เฉินต๋าขมวดคิ้วแล้วพูดต่อ “ถ้าเช่นนั้น สามารถแจ้งให้ผู้าุโมู่หย่วนเฟิงทราบได้หรือไม่”
เด็กรับใช้แค่นเสียงหัวเราะตอบ “หน้าเ้าใหญ่เสียจริง! ไม่พบท่านผู้เฒ่า ก็จะพบนายท่านรอง นายท่านรองก็ไม่ว่าง”
เฉินต๋าละทิ้งความอาย “รบกวนท่านไปรายงานหน่อยเถิด คุณชายของเรากับคุณชายมู่เฉินได้หมั้นหมายกัน ผู้าุโมู่หย่วนเฟิงจะต้องยอมพบพวกเราอย่างแน่นอน”
เด็กรับใช้หัวเราะเยาะแล้วกล่าว “หมั้นหมายหรือ ข้าไม่เคยได้ยินว่าคุณชายของเรามีสัญญาหมั้นหมายอะไรมาก่อน คุณชายของเ้าคงมิใช่เขาหรอกนะ รูปลักษณ์เช่นนี้ คิดไม่ถึงว่ายังจะกล้าเพ้อถึงคุณชายมู่เฉิน ตอนนี้คุณชายมู่เฉินกำลังทุ่มสุดกำลัง เพื่อตามเกี้ยวคุณชายจวงอวี๋ หากรู้ตัวแล้ว อย่ามาสร้างความวุ่นวาย มิเช่นนั้น พวกเ้าได้กินผลไม้อร่อยๆ แน่ [1]”
ใบหน้าของเฉินต๋าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด “เ้า...เ้า...เ้า...”
เด็กรับใช้หัวเราะเสียงเย็นเอ่ยต่อ “เ้า เ้าอะไรรึ หากรู้ตัวรีบไสหัวไปซะ มิเช่นนั้น ข้าจะไล่พวกเ้าออกไป”
“เ้านี่เหตุใดจึงต้องพูดจาเช่นนี้ด้วย” กล่าวด้วยสีหน้าเยี่ยสือสีหน้าอึมครึม
“ข้าก็พูดจาเช่นนี้แหละ ไม่อยากฟัง พวกเ้าก็ไปเสียสิ!” เด็กรับใช้พูดด้วยท่าทีเมินเฉย
เยี่ยสือหน้าแดงก่ำ “เ้า...ลุงเฉิน พวกเราไปเถอะ”
เฉินต๋ารั้งเยี่ยสือไว้ พูดขึ้น “แต่ว่า คุณชายขอรับ...”
เด็กรับใช้กวาดสายตามองคนทั้งคู่อย่างเ็า “รีบไสหัวไปซะ ตระกูลมู่ไม่ใช่ที่ที่คนเช่นพวกเ้าจะมาอาจเอื้อมได้”
เยี่ยสือกัดฟันกรอด พาเฉินต๋าออกมา
“คุณชาย โปรดอย่าท้อใจนะขอรับ เด็กรับใช้นั่นตาสุนัขมองคนต่ำ แต่ว่า นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณชายมู่เฉินจะเป็คนเช่นนี้ด้วยนะขอรับ” เฉินต๋าเอ่ยปลอบ
เยี่ยสือพูดแย้ง “นายเป็เช่นไรบ่าวย่อมเป็เช่นนั้น ดูจากพฤติกรรมของคนผู้นั้น ก็รู้ว่ามู่เฉินคนนั้นเป็คนเช่นไรแล้ว”
เฉินต๋าขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “คุณชาย บางทีสถานการณ์อาจไม่ได้เลวร้ายเช่นนั้นก็ได้นะขอรับ”
เยี่ยสือเอ่ยพลางทำแก้มป่อง “ลุงเฉิน เ้าไม่ต้องปลอบใจข้า ทั่วยุทธภพล้วนรู้ว่ามู่เฉินมีเ้าของหัวใจแล้ว พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องหลอกตนเอง แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมมิหวาน ในเมื่อมู่เฉินมีคนที่ชอบพอแล้ว พวกเราก็อย่าดึงดันอีกเลย”
ขณะเดียวกัน มู่เฉินอยู่ภายในห้องฝึกฝน ใจจดจ่ออยู่กับการฝึก ไม่รับรู้เกี่ยวกับเื่ที่เยี่ยสือมาเยือนเลยแม้แต่น้อย
มู่เฉินค่อนข้างประหลาดใจเมื่อพบว่า ทักษะความสามารถในการเรียนรู้ของเขาในชาติก่อนถูกนำมาที่โลกนี้ด้วย เขาดูการฝึกวิชายุทธ์หนึ่งถึงสองรอบก็สามารถบรรลุเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
“มู่เฉินฝึกฝนอยู่ตลอดเลยหรือ” มู่หย่วนหางเดินเข้ามาถาม
เหรินซานพยักหน้าตอบ “ขอรับ!”
มู่หย่วนหางเผยสีหน้าพึงพอใจและพูดขึ้น “เฉินเอ๋อร์ ในที่สุดก็โตขึ้นแล้ว”
เหรินซานก้มหน้าลง ไม่พูดอะไรแม้แต่น้อย
มู่หย่วนหางมองลึกเข้าไปทางห้องฝึกฝนของมู่เฉิน ก่อนจะหมุนกายจากไป
เชิงอรรถ
^ คำขู่หรือใช้เตือนให้เชื่อฟัง ไม่อย่างนั้นจะถูกลงโทษ