จารึกที่ 88 : เงาสังหารในม่านหมอก : การลอบโจมตีของนักฆ่าหัตถ์ผี
ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงสู่เส้นขอบฟ้า ย้อมแผ่นฟ้าให้กลายเป็นสีส้มอมแดงราวกับสีเลือด ขบวนเดินทางขนาดเล็กที่ประกอบด้วยคนสองคน (กับอีกหนึ่งตัว) กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เขตพื้นที่รกร้าง
เฟิงอี้หราน ควบ 'ม้าเหงื่อโลหิต' สีน้ำตาลแดงมันวับไปตามเส้นทางลูกรังด้วยฝีเท้าที่มั่นคง อาชาพันธุ์ดีตัวนี้มีราคาแพงลิบลิ่ว สมฐานะคุณชายตระกูลใหญ่ มันสามารถวิ่งได้วันละพันลี้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย แต่ถึงกระนั้น เฟิงอี้หรานก็ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งกุมด้ามกระบี่ที่เอวไว้ตลอดเวลา สายตาสอดส่ายมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ส่วน อาเจีย... ผู้ซึ่งรับงานมาด้วยค่าจ้าง 50 ตำลึงทอง (และรับมัดจำมาแล้ว 25 ตำลึง) กลับดูผ่อนคลายกว่ามาก
เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนไหล่ขวาอันกว้างขวางของ 'เจ้าสัว' (หุ่นเชิดหยกทมิฬ) ที่กำลังวิ่งตามหลังม้าด้วยความเร็วสม่ำเสมอ
ตึก... ตึก... ตึก...
ฝีเท้าของเจ้าสัวหนักแน่นแต่เงียบกริบ ผิดวิสัยหุ่นเชิดทั่วไปที่มักจะมีเสียงเฟืองขบกันดังเอี๊ยดอ๊าด ร่างกายที่เคยเป็นหินศิลาหยาบกร้าน บัดนี้ถูกพรางตาด้วยโคลนและผงถ่าน เพื่อปกปิดผิวกายที่แท้จริงซึ่งเป็น 'หยกทมิฬ' อันล้ำค่า และเพื่อซ่อนเร้นอักขระสีทองที่สลักเสลาอยู่ภายใน
"สุดยอดไปเลยเจ้าสัว..." อาเจียตบไหล่หุ่นเชิดคู่ใจเบาๆ "โหมดประหยัดพลังงานนี่ดีจริงๆ วิ่งมาห้าสิบลี้ กินพลังงานไปแค่ 0.1 ส่วน... แบบนี้วิ่งถึงชายแดนก็ยังไหว ไม่ต้องเสียค่าเช่าม้า ไม่ต้องเสียค่าหญ้า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!"
เฟิงอี้หรานชะลอม้าลงเล็กน้อย หันกลับมามองด้วยความทึ่งปนระอา
"อาเจีย... ข้าถามจริงๆ เถอะ หุ่นเชิดตัวนั้นเจ้าไปขุดมาจากไหน? รูปร่างมันดูเหมือนหุ่นศิลาฝึกซ้อมทั่วไป แต่ความเร็วและความอึดของมันนี่... ม้าเหงื่อโลหิตของข้ายังเริ่มหอบแล้ว แต่มันยังเดินนิ่งอยู่เลย แถมไม่มีเสียงเครื่องยนต์กลไกเลยสักนิด"
"ความลับทางการค้าขอรับ คุณชาย" อาเจียยิ้มกวน "มันเป็นหุ่นมรดกตกทอดจาก... เอิ่ม... ท่านปู่ทวดของข้าเอง ท่านเป็นช่างแกะสลักหินฝีมือดีน่ะ (โกหกคำโต)"
บทสนทนาหยุดลงเมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงจุดหมาย
เบื้องหน้าคือป้ายหินเก่าคร่ำคร่าที่สลักอักษรสีแดงเลือนรางว่า 'เขตห้ามเข้า - เหมืองหุบเขาหมอก'
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันทันทีที่ก้าวข้ามเขตแดน อุณหภูมิลดฮวบลงจนรู้สึกยะเยือก หมอกสีขาวขุ่นหนาทึบลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาจากพื้นดินราวกับลมหายใจของปีศาจ ทัศนวิสัยลดลงเหลือไม่ถึงสิบก้าว ต้นไม้สองข้างทางที่เคยเขียวชอุ่ม กลายเป็นต้นไม้แห้งตายซาก กิ่งก้านสีดำหงิกงอราวกับกรงเล็บปีศาจที่พยายามไขว่คว้าหาเหยื่อ
เสียงนกร้องที่เคยเจื้อยแจ้วเงียบหายไป... เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านซอกหินและปากถ้ำ ฟังดูเหมือนเสียงภูตผีกรึดร้องโหยหวน
เฟิงอี้หรานกระตุกบังเหียนม้าให้หยุด สีหน้าของเขาเริ่มซีดเผือด เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นตามไรผม
"บรรยากาศ... ดูไม่ค่อยดีเลยนะ ว่าไหมอาเจีย?" เขาถามเสียงสั่น "ปกติเหมืองร้างมันเงียบและน่ากลัวขนาดนี้เลยรึ?"
"ชู่ว..."
อาเจียยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก สั่งให้เจ้าสัวหยุดเดินทันที เขากระโดดลงมายืนบนพื้นดินที่เย็นเฉียบ จมูกขยับฟุดฟิดดมกลิ่นในอากาศอย่างตั้งใจ สัญชาตญาณระวังภัยของเขาทำงานเต็มสูบ
"กลิ่นกำมะถัน... กลิ่นรา... และ..." อาเจียขมวดคิ้ว "กลิ่นคาวเลือดจางๆ"
"เจ้าคิดมากไปน่า" เฟิงอี้หรานพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนความกลัว "เหมืองร้างก็ต้องมีกลิ่นกำมะถันสิ ส่วนกลิ่นเลือด... คงเป็นพวกสัตว์อสูรล่าเหยื่อแถวนี้"
"ไม่ใช่..." อาเจียส่ายหน้า แววตาขี้เล่นหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งเครียดของนักล่า
"สัตว์อสูรเวลาล่าเหยื่อ มันจะมีกลิ่นสาบเฉพาะตัว... แต่กลิ่นนี้มัน... 'สะอาด' เกินไป มันคือกลิ่นของเลือดมนุษย์ที่เพิ่งถูกหลั่งออกมาสดๆ... และกลิ่นของ 'เจตนาฆ่า' ที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน"
อาเจียหันไปมอง เจ้าถุงเงิน (แมงมุมทมิฬ) ที่เกาะนิ่งอยู่บนบ่าซ้ายของเจ้าสัว มันกำลังสั่นหนวดรัวๆ ขนที่ขาลุกชันชี้เด่ และชูขาหน้าชี้ไปทางยอดไม้แห้งตายด้านหน้า
"มู่เฉิน! ตรวจสอบ!" อาเจียส่งจิตถามวิญญาณในพู่กันทันที
"ระวัง! ด้านบน! จิตสังหารระดับสูง!" เสียงมู่เฉินตวาดลั่นในหัว
ฟุ่บ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาที เงาสีดำสายหนึ่งพุ่งดิ่งลงมาจากยอดไม้แห้งตายเหนือหัวเฟิงอี้หรานราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ
ประกายแสงสีเงินวาววับตัดผ่านม่านหมอก... มันคือกรงเล็บโลหะขนาดมหึมาที่แหลมคมดุจใบมีดโกน หมายจะขย้ำศีรษะของคุณชายตระกูลเฟิงให้แหลกละเอียดในทีเดียว!
"คุณชายระวัง!"
อาเจียไม่มีเวลาคิด เขาพุ่งตัวเข้าไปถีบเฟิงอี้หรานจนตกจากหลังม้าอย่างแรง
"โอ๊ย!" เฟิงอี้หรานร้องลั่น กลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้นฝุ่น รอดพ้นจากคมมรณะไปได้อย่างหวุดหวิดเส้นยาแดงผ่าแปด
แต่กรงเล็บนั้นไม่ได้หยุดเมื่อพลาดเป้าหมายแรก มันเปลี่ยนเป้าหมายมาที่ม้าของเฟิงอี้หรานแทน
ฉับ!
เสียงเนื้อฉีกขาดดังน่าสยดสยอง ม้าพันธุ์ดีราคาแพงถูกกรงเล็บนั้นผ่าแยกเป็นสองซีกในพริบตา เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณย้อมหมอกสีขาวให้กลายเป็นสีแดงฉาน
ผู้ลอบโจมตีไม่ปล่อยให้เหยื่อตั้งตัว มันดีดตัวจากซากม้า พุ่งเข้าหาเฟิงอี้หรานที่นอนอยู่กับพื้นทันที
"เจ้าสัว! ป้องกัน!" อาเจียตะโกนสั่งการสุดเสียง
ตึง!
เงาร่างมหึมาของเจ้าสัวพุ่งเข้ามาขวางหน้าเฟิงอี้หรานด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ มันยกท่อนแขนหิน (ที่ซ่อนร่างหยกไว้) ขึ้นรับการโจมตี
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแตกกระจายเจิดจ้าท่ามกลางความมืด กรงเล็บมรณะถูกท่อนแขนของเจ้าสัวรับไว้ได้ แต่แรงกระแทกอันมหาศาลก็ทำให้พื้นดินใต้เท้าเจ้าสัวยุบลงไปเป็นหลุมลึก ฝุ่นตลบอบอวล
ผู้ลอบโจมตีเห็นว่าพลาดเป้า จึงดีดตัวตีลังกากลับไปเกาะที่กิ่งไม้อย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างของชายในชุดดำรัดรูป ปกปิดใบหน้ามิดชิด แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ แขนขวาที่เป็นจักรกลสังหาร ขนาดใหญ่ผิดมนุษย์ นิ้วทั้งห้าเป็นใบมีดยาวโค้งงอราวกับกรงเล็บปีศาจ
"ปฏิกิริยาไวใช้ได้..." นักฆ่าเสียงแหบพร่ายิ้มเหี้ยมภายใต้ผ้าปิดหน้า ดวงตาของมันจ้องมองเจ้าสัวด้วยความสนใจ "หุ่นเชิดนั่น... แข็งแกร่งกว่าหุ่นศิลาทั่วไปนี่นา รับกรงเล็บข้าได้โดยไม่แตกสลาย"
เฟิงอี้หรานที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นแขนกลนั้น เขาก็หน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว
"แขนกลกรงเล็บปีศาจ... เจ้าคือ 'กุ่ยโส่ว' (หัตถ์ผี) นักฆ่าอันดับหนึ่งของหอสังหารเงา!" เฟิงอี้หรานเสียงสั่นเครือ "ใครจ้างเจ้ามา! ใครต้องการชีวิตข้า! ข้าให้สองเท่า!"
"คนตายไม่จำเป็นต้องรู้..." กุ่ยโส่วแสยะยิ้มเย็นยะเยือก "และนักฆ่าอย่างข้า มีจรรยาบรรณ... ไม่รับงานซ้อน"
มันขยับกรงเล็บกลไก เสียงเฟืองหมุน ครืด... คราด... ดังประสานกับเสียงลมหวีดหวิว ฟังดูเหมือนเสียงหัวเราะของมัจจุราช
"เตรียมตัวไปลงนรกได้เลย ทั้งเจ้า... และไอ้เจ้าของหุ่นเชิดนั่น!"
อาเจียค่อยๆ ถอยมายืนข้างๆ เจ้าสัว มือกระชับมีดสั้นในมือแน่น เหงื่อเม็ดโป้งไหลลงมาตามขมับ สมองของเขาเริ่มคำนวณทางหนีทีไล่และประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
"ดูท่า... ห้าสิบตำลึงทองนี่จะไม่ใช่ 'งานหมู' ซะแล้วสิ" อาเจียบ่นพึมพำกับตัวเอง "เจอของแข็งเข้าให้แล้ว... งานนี้ถ้าไม่ได้ของดีจากศพเจ้านี่ติดมือกลับไป ข้าขาดทุนย่อยยับแน่ๆ!"
สงครามในหุบเขาหมอก... เปิดฉากขึ้นแล้ว!