หนึ่งรัตติกาล

    หนึ่งรัตติกาล ตอนที่ 34 : เข้าใจแล้ว

    หานลี่เดินมายังบ้านหลังแรก สองตากวาดมองทั่ว มือหนึ่งยื่นเหยียดออก " ประตูมิได้ปิด " 


    เขาครุ่นคิดว่าหากเป็นเวลาปกติ ผู้คนที่ออกจากบ้านนั้นล้วนแล้วแต่ต้องปิดประตูบ้าน แต่บ้านหลังนี้ประตูมิได้ปิดไว้


    " แอ๊ด " ประตูบ้านถูกเปิดเข้าไปอย่างช้าๆ เสียงประตูที่มิได้เปิดมานานทำเอาใจของชายหนุ่มเต้นมิเป็นจังหวะ


    เขาตัดสินใจเรียกกระบี่ไม้สีดำออกมา พลางกระชับแน่นไว้ข้างตัว 


    เมื่อประตูบ้านถูกเปิดเข้าไปจนสุด สองตาของหานลี่กวาดมองเข้าไปภายใน สองตาพบพานกับโต๊ะอยู่กึ่งกลางบ้าน 


    หานลี่สูดหายใจเข้าลึกพลางก้าวเท้าเข้าไปอย่างระมัดระวัง สองเท้าเหยียบบนพื้นไม้กระดานเก่าแก่ เสียงพื้นลั่นเอี๊ยดอ๊าดเสียดแทงเข้าไปในโสต 


    จิตใจของชายหนุ่มเกือบที่จะเตลิดหนี " ฟู่ว " เขาเป่าปากออกมาอย่างแรง พลางเดินเข้าหาโต๊ะ 


    บนโต๊ะนั้นปรากฎถ้วยน้ำชาถูกวางไว้ในลักษณะพร้อมใช้งานสี่มุม หานลี่จึงชะโงกหน้ามองเข้าไปในถัวยน้ำชา


    ภายในถ้วยน้ำชานั้นปรากฎมีน้ำแข็งสีเหลืองอยู่ครึ่งถ้วย " คงกำลังดื่มชาพูดคุยกัน " หานลี่พึมพำ 


    " พวกเขาทั้งสี่ ยังดื่มชากันมิหมดถ้วย ก็เร่งรีบออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว " หานลี่พยักหน้า 


    สองตาของหานลี่กวาดมองภายในบ้านอย่างละเอียด พลางส่ายหน้า เขาจึงเดินเข้าไปในยังประตู เพื่อไปยังหลังบ้าน 


    เมื่อผ่านประตูเข้ามา ฟากซ้ายมือมีผ้าผวยหนากางกั้นคล้ายม่าน มือหนึ่งของเขาเปิดผ้าออก 


    สองตามองเข้าไปในภายห้อง " เป็นห้องนอน " หานลี่พึมพำ 


    ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอนอย่างเชื่องช้า สองตากวาดมองทั่ว ในห้องนอนนั้นมีเตียงพร้อมกับผ้ากองใหญ่ มีตู้ มีโต๊ะ 


    หานลี่เดินไปยังตู้ พลางยื่นสองมือจับยังที่จับและดึงประตูตู้ออก " แอ๊ด " เสียงฝืดของบานพับเสียดแทงเข้าไปถึงโสตประสาทอีกครา


    สองตาของหานลี่มองภายในตู้ พบเพียงตำราสองเล่ม เขาจึงหยิบออกมาดู 


    " ตำราอ่านเล่นฆ่าเวลา " หานลี่พึมพำ แลวางตำราไว้ที่เดิม แลปิดประตูตู้ 


    ชายหนุ่มย่อกายลง พลางดึงลิ้นชักออกมา " ครืด " เสียงลิ้นชักครูดกับขอบไม้


    " มีเพียงชุดแลผ้า " หานลี่พึมพำ พลางปิดลิ้นชัก 


    เขาลุกยืนแลก้าวไปยังโต๊ะ สองตากวาดมองบนโต๊ะ พลางส่ายหน้า


    เมื่อสำรวจทั่วห้องแล้ว มิพบพานสิ่งใดชายหนุ่มจึงออกจากห้องแลเดินไปยังส่วนลึกของบ้าน 


    " มีห้องอาบน้ำ ส่วนนี้เป็นห้องครัว " หานลี่พึมพำ 


    หานลี่เดินมายังเตาไฟ พลางย่อตัว แลมองเข้าไปในเตาไฟ " มีการใช้ฟืน คงใช้ต้มน้ำชา " หานลี่พึมพำ 


    หานลี่กวาดตามองทั่วห้องครัว พลางส่ายหน้า แลเดินออกไปยังประตูหลังหลังบ้าน 


    เมื่อเปิดประตูออก เขาถึงกับแปลกใจ " มีแปลงปลูกผักอยู่ที่นี่ " หานลี่พึมพำ 


    สองเท้าก้าวเดินไปยังแปลงปลูกผัก สองตาของเขากวาดมองทั่ว พบว่าผักที่ปลูกนั้นเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว 


    เขามองเห็นหินก้อนขนาดหนึ่งฉื่อยาวหนึ่งฉื่อ ตั้งเรียงรายเป็นชั้นไขว้ไปมา แลเป็นทรงกลม ชายหนุ่มเร่งไปอย่างรวดเร็ว


    เมื่อชะโงกหน้าลงไป หัวคิ้วของชายหนุ่มพลันขมวด " บ่อน้ำ " เขาพึมพำ พลางครุ่นคิด


    " แสดงว่าที่นี่เมื่อก่อนนี้ เป็นสภาพปกติมิได้หนาวเย็น แต่ความหนาวเย็นมาทีหลัง " หานลี่พยักหน้าช้าๆ


    " ผู้คนคงมิอาจทนความหนาวที่เพิ่มขึ้นเร็วได้ จึงเร่งเก็บข้าวของแลจากไปในทันใด " หานลี่พยักหน้าช้าๆ


    " ไป " ชายหนุ่มทะยานร่างออกจากบ้านหลังแรกอย่างรวดเร็ว 


    ชายหนุ่มเข้าสำรวจบ้านทุกหลังจนเสร็จสิ้น สภาพที่พบห็นนั้นเป็นเหมือนกันหมด " คนเหล่านี้คงเป็นพรานล่าสัตว์ " หานลี่พึมพำ


    หานลี่กำลังจะไปหาวานรเหมันต์ พลันเหลือบไปเห็นหลุ่มใหญ่ที่ท้ายหมู่บ้าน จึงเร่งทะยานร่างไปดู 


    หานลี่ชะโงกหน้าลงไปในหลุม ปรากฎว่ามีเศษวัสดุสีเงินยวงที่ก้นหลุม เขาเร่งทะยานลงไปอย่างรวดเร็ว 


    " เหมือนกระบี่ที่แตกหัก " หานลี่พึมพำ เขาครุ่นคิดอยู่นานว่าจะเอาไปด้วยดีรึไม่ 


    " อย่าดีกว่า " หานลี่พึมพำ แลทะยานร่างขึ้นจากหลุมใหญ่อย่างรวดเร็ว แลทะยานร่างไปหาวานรเหมันต์ที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้น 


    หานลี่มองยังร่างของวานรเหมันต์ พบว่าทั่วร่างของมันปลดปล่อยระลอกคลื่นออกมา 


    " เหมือนกำลังฝึกฝน " หานลี่พึมพำ 


    ชายหนุ่มจึงเดินเลี่ยงออกไปด้านข้าง แลหย่อนกายลงนั่งขัดสมาธิ มือหนึ่งหงายฝ่ามือขึ้น


    " วิ้ง " พลันปรากฎกระบี่น้ำแข็งเล่มเล็กราวห้าชุ่น ล่องลอยอยู่บนฝ่ามือ 


    " วู๊มม " มวลอากาศรอบด้านพลันกระเพื่อมไหว 


    " มิรู้ทำสิ่งใดได้บ้าง " หานลี่พึมพำ เขาครุ่นคิดถึงคราที่กำลังกลั่นหลอมดอกบัวเหมันต์ 


    ในช่วงเวลานั้น ปรากฎวิชากระบี่จำแลงขึ้นในหัวสมอง เขาให้งุนงงสงสัยเป็นยิ่งนัก 


    " ลอย " หานลี่พึมพำ 


    " วู๊มม " กระบี่น้ำแข็งพลันลอยตัวขึ้นสูง หานลี่กำหมัดแลใช้สองนิ้วชี้ไปเบื้องหน้า 


    " ฟิ้ว " กระบี่เล่มเล็กพุ่งทะยานออกอย่างรวดเร็ว 


    " ครืนนน " กระบี่น้ำแข็งแหวกหิมะออกเป็นร่องลึกราวหนึ่งจ้าง กว้างหนึ่งจ้างเป็นทางยาวตามติด 


    " ฮ่ะ " หานลี่ร้องออกมา พลางยกยิ้ม 


    เขาตวัดมือไปทางขวา " ฟิ้ว " กระบี่น้ำแข็งพลันเปลี่ยนทิศพุ่งไปตามทิศทางที่สั่งการอย่างรวดเร็ว 


    " อ้า " หานลี่ร้องออกมา เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เมื่อสามารภบังคับกระบี่น้ำแข็งได้อย่างใจนึก 


    " มา " หานลี่เอ่ยออกมา พลางหงายฝ่ามือ 


    " วู๊มม " กระบี่เล่มเล็กล่องลอยอยู่เหนือฝ่ามือในทันใด 


    " สลาย " หานลี่เอ่ย 


    " วูบ " พลันกระบี่เล่มเล็กสลายหายไปอย่างรวดเร็ว 


    " ดี " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    " เห็นทีต้องทดสอบกับสัตว์อสูรสักครา " หานลี่พึมพำ 


    หานลี่เหลียวมองยังวานรเหมันต์ที่เวลานี้ยังคงหลับใหลอยู่ข้างกาย 


    เขาครุ่นคิดถึงตำราฝึกยุทธมากมายที่เคยอ่าน " วิชาเหล่านี้ล้วนเป็นวิชาที่คัดลอกมา จึงมิอาจสำแดงพลานุภาพของวิชาได้ " หานลี่พึมพำ 


    เขาเคยได้ยินเหล่ายอดยุทธพูดคุยกัน เหล่ายอดยุทธพูดว่าเหตุที่ต้องยื้อแย่งตำรายุทธต้นฉบับนั้น เพราะตำรายุทธต้นฉบับจะแฝงหลักการที่แท้จริงของแก่นยุทธ 


    แก่นยุทธจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำการขีดเขียนตำรา หากเป็นเหล่าบรรพจารย์เขียน แน่นอนว่าตำรายุทธเล่มนั้นย่อมล้ำเลิศเป็นอย่างยิ่ง


    แต่ตำรายุทธวางขายเกลื่อนอยู่นั้น กลับเป็นเพียงการคัดลอกวิชาแลนำมาวางขาย แม้นจะฝึกฝนได้จริงแต่ก็ไร้ซึ่งแก่นยุทธ ทั้งประสิทธิภาพจึงมิอาจจะคาดเดาได้ 


    " เอ " หานลีครุ่นคิด 


    หานลี่เร่งนำบทกวีที่ตนเขียนลงบนกระดาษออกมา หลายบทกวีที่นำออกมาล้วนแล้วเป็นเพียงบทกวีที่มิมีสิ่งใด 


    หานลี่เปิดบทกวีของตนที่มีมากหลายสิบแผ่น เขาพลางยกยิ้มเมื่อพบเจอบทกวีต้นตอของเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงชีวิต


    " ดื่มด่ำสุราใต้แสงจันทร์ หวนให้ครวญคร่ำร่ำหา "


    " ความสุขชื่นมื่อดังคืนวาน ลืมตาตื่นราวฝันไป " 


    หานลี่กวาดตามองยังบทกวี ในหัวสมองของเขาพลันปรากฎภาพรื่นเริงของงานแห่งหนึ่ง ที่มีผู้คนมากมายต่างดื่มกินอย่างสุขสำราญในวิหารแห่งหนึ่ง 


    เมื่อทุกคนเมามายแลหลับไป เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นกลับพบว่าตนเองนั้นยงคงนอนที่ห้องของตน 


    " เข้าใจแล้ว " หานลี่พึมพำ 


    ในความคิดของชายหนุ่มนั้นปรากฎความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า มนุษย์ทุกคนย่อมโหยหาความสุขสำราญ แม้นจะหลับฝันก็ยังโหยหา 


    มันจึงเกิดความอยากความต้องการ จึงเร่งลงมือทำหลายเรื่องราวให้กลายเป็นจริง " นั่นก็คือความมานะอย่างหนึ่ง " 


    " วิ้ง " พลันดวงตาของชายหนุ่มเปล่งแสงสว่างวาบขึ้น จิตของเขาพลันเข้าสู่การหยั่งรู้ในทันใด


    " ฟู่ว " เถียนจ้าปีนไต่ยอดเขาขึ้นลูกที่หกขึ้นมาจนถึงยอด 


    เขาพลันยกยิ้มออกมาในทันใด เมื่อเขาพบเจอกับชายหนุ่มที่ต้องการพบ แต่เมื่อเหลียวเห็นวานรตัวใหญ่ยักษ์ที่นอนบนพื้น เขาถึงกับตัวสั่นสะท้าน 


    " วานรเหมันต์ ระดับสามสูงสุด ทั้งกำลังหยั่งรู้ " เถียนจ้านเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา


    เขาที่เป็นบัณฑิตยุทธขั้นสรรสร้างขั้นที่หนึ่ง แม้นจะขั้นสูงกว่า แต่หากต้องประมือจริงๆแล้ว เขาก็มิคิดว่าจะสู้ได้ 


    " เอาเช่นใดดี " เถียนจ้านพึมพำ 


    เขามองยังชายหนุ่มแลวานรเหมันต์ พลางครุ่นคิด " คุณชายผู้นี้ น่าจะต้องรู้จักวานรเหมันต์ตนนี้อยู่เป็นแน่ จึงได้นั่งเคียงข้างขนาดนี้ " เถียนจ้านพึมพำ


    " โดยนิสัยของสัตว์อสูรแล้ว หากมิใช่ผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามัน ก็ต้องเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อมัน มันถึงกล้าใกล้ชิดกับมนุษย์ได้ " เถียนจ้านพึมพำ


    ชายหนุ่มเถียนจ้านเข้าใจได้ถูกต้อง ด้วยนิสัยของสัตว์อสูรที่มิไว้วางใจมนุษย์ มันจึงรักษาระยะห่างกับมุษย์เพื่อความปลอดภัยของตัวมันเอง


    คิดได้เช่นนี้เถียนจ้านจึงพยักหน้าช้ๆ พลางก้าวเดินย่ำหิมะอย่างแผ่วเบาไปหาชายหนุ่ม 


    เมื่อมาถึง เถียนจ้ามมองยังตักของชายหนุ่ม พานพบกับบทกวีต้นตอของเรื่องราว


    " อา " เถียนจ้านพลันอ้าปากค้าง พลางหย่อนกายลงนั่งเคียงใกล้ 


    เถียนจ้านส่งเสียงผ่านจิตไปหาคนที่อยู่ด้านหลังให้ระวังภัย เหล่ายอดยุทธที่มาด้วยกันพลันสั่นสะท้านเมื่อมีวานรเหมันต์ตัวใหญ่อยู่ด้วย


    " คงมิเป็นไรกระมัง " ยอดยุทธเหล่านั้นพึมพำ 


    เถียนจ้านนำบทกวีทั้งหมดจากตักของชายหนุ่มออกมาดู พลางพยักหน้าช้าๆ ในใจของเขาที่ยกย่องชื่นชมชายหนุ่มอยู่แล้ว กลับยิ่งยกย่องชายหนุ่มให้สูงส่งขึ้นไปอีก 


    " แม้นขั้นฝึกจะต่ำ แต่ฝึกได้ แต่สิ่งนี้ สิ่งที่เป็นเห็นทีฝึกได้ยาก " เถียนจ้านพึมพำ