หานลี่เดินมายังบ้านหลังแรก สองตากวาดมองทั่ว มือหนึ่งยื่นเหยียดออก " ประตูมิได้ปิด "
เขาครุ่นคิดว่าหากเป็นเวลาปกติ ผู้คนที่ออกจากบ้านนั้นล้วนแล้วแต่ต้องปิดประตูบ้าน แต่บ้านหลังนี้ประตูมิได้ปิดไว้
" แอ๊ด " ประตูบ้านถูกเปิดเข้าไปอย่างช้าๆ เสียงประตูที่มิได้เปิดมานานทำเอาใจของชายหนุ่มเต้นมิเป็นจังหวะ
เขาตัดสินใจเรียกกระบี่ไม้สีดำออกมา พลางกระชับแน่นไว้ข้างตัว
เมื่อประตูบ้านถูกเปิดเข้าไปจนสุด สองตาของหานลี่กวาดมองเข้าไปภายใน สองตาพบพานกับโต๊ะอยู่กึ่งกลางบ้าน
หานลี่สูดหายใจเข้าลึกพลางก้าวเท้าเข้าไปอย่างระมัดระวัง สองเท้าเหยียบบนพื้นไม้กระดานเก่าแก่ เสียงพื้นลั่นเอี๊ยดอ๊าดเสียดแทงเข้าไปในโสต
จิตใจของชายหนุ่มเกือบที่จะเตลิดหนี " ฟู่ว " เขาเป่าปากออกมาอย่างแรง พลางเดินเข้าหาโต๊ะ
บนโต๊ะนั้นปรากฎถ้วยน้ำชาถูกวางไว้ในลักษณะพร้อมใช้งานสี่มุม หานลี่จึงชะโงกหน้ามองเข้าไปในถัวยน้ำชา
ภายในถ้วยน้ำชานั้นปรากฎมีน้ำแข็งสีเหลืองอยู่ครึ่งถ้วย " คงกำลังดื่มชาพูดคุยกัน " หานลี่พึมพำ
" พวกเขาทั้งสี่ ยังดื่มชากันมิหมดถ้วย ก็เร่งรีบออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว " หานลี่พยักหน้า
สองตาของหานลี่กวาดมองภายในบ้านอย่างละเอียด พลางส่ายหน้า เขาจึงเดินเข้าไปในยังประตู เพื่อไปยังหลังบ้าน
เมื่อผ่านประตูเข้ามา ฟากซ้ายมือมีผ้าผวยหนากางกั้นคล้ายม่าน มือหนึ่งของเขาเปิดผ้าออก
สองตามองเข้าไปในภายห้อง " เป็นห้องนอน " หานลี่พึมพำ
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอนอย่างเชื่องช้า สองตากวาดมองทั่ว ในห้องนอนนั้นมีเตียงพร้อมกับผ้ากองใหญ่ มีตู้ มีโต๊ะ
หานลี่เดินไปยังตู้ พลางยื่นสองมือจับยังที่จับและดึงประตูตู้ออก " แอ๊ด " เสียงฝืดของบานพับเสียดแทงเข้าไปถึงโสตประสาทอีกครา
สองตาของหานลี่มองภายในตู้ พบเพียงตำราสองเล่ม เขาจึงหยิบออกมาดู
" ตำราอ่านเล่นฆ่าเวลา " หานลี่พึมพำ แลวางตำราไว้ที่เดิม แลปิดประตูตู้
ชายหนุ่มย่อกายลง พลางดึงลิ้นชักออกมา " ครืด " เสียงลิ้นชักครูดกับขอบไม้
" มีเพียงชุดแลผ้า " หานลี่พึมพำ พลางปิดลิ้นชัก
เขาลุกยืนแลก้าวไปยังโต๊ะ สองตากวาดมองบนโต๊ะ พลางส่ายหน้า
เมื่อสำรวจทั่วห้องแล้ว มิพบพานสิ่งใดชายหนุ่มจึงออกจากห้องแลเดินไปยังส่วนลึกของบ้าน
" มีห้องอาบน้ำ ส่วนนี้เป็นห้องครัว " หานลี่พึมพำ
หานลี่เดินมายังเตาไฟ พลางย่อตัว แลมองเข้าไปในเตาไฟ " มีการใช้ฟืน คงใช้ต้มน้ำชา " หานลี่พึมพำ
หานลี่กวาดตามองทั่วห้องครัว พลางส่ายหน้า แลเดินออกไปยังประตูหลังหลังบ้าน
เมื่อเปิดประตูออก เขาถึงกับแปลกใจ " มีแปลงปลูกผักอยู่ที่นี่ " หานลี่พึมพำ
สองเท้าก้าวเดินไปยังแปลงปลูกผัก สองตาของเขากวาดมองทั่ว พบว่าผักที่ปลูกนั้นเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว
เขามองเห็นหินก้อนขนาดหนึ่งฉื่อยาวหนึ่งฉื่อ ตั้งเรียงรายเป็นชั้นไขว้ไปมา แลเป็นทรงกลม ชายหนุ่มเร่งไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อชะโงกหน้าลงไป หัวคิ้วของชายหนุ่มพลันขมวด " บ่อน้ำ " เขาพึมพำ พลางครุ่นคิด
" แสดงว่าที่นี่เมื่อก่อนนี้ เป็นสภาพปกติมิได้หนาวเย็น แต่ความหนาวเย็นมาทีหลัง " หานลี่พยักหน้าช้าๆ
" ผู้คนคงมิอาจทนความหนาวที่เพิ่มขึ้นเร็วได้ จึงเร่งเก็บข้าวของแลจากไปในทันใด " หานลี่พยักหน้าช้าๆ
" ไป " ชายหนุ่มทะยานร่างออกจากบ้านหลังแรกอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มเข้าสำรวจบ้านทุกหลังจนเสร็จสิ้น สภาพที่พบห็นนั้นเป็นเหมือนกันหมด " คนเหล่านี้คงเป็นพรานล่าสัตว์ " หานลี่พึมพำ
หานลี่กำลังจะไปหาวานรเหมันต์ พลันเหลือบไปเห็นหลุ่มใหญ่ที่ท้ายหมู่บ้าน จึงเร่งทะยานร่างไปดู
หานลี่ชะโงกหน้าลงไปในหลุม ปรากฎว่ามีเศษวัสดุสีเงินยวงที่ก้นหลุม เขาเร่งทะยานลงไปอย่างรวดเร็ว
" เหมือนกระบี่ที่แตกหัก " หานลี่พึมพำ เขาครุ่นคิดอยู่นานว่าจะเอาไปด้วยดีรึไม่
" อย่าดีกว่า " หานลี่พึมพำ แลทะยานร่างขึ้นจากหลุมใหญ่อย่างรวดเร็ว แลทะยานร่างไปหาวานรเหมันต์ที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้น
หานลี่มองยังร่างของวานรเหมันต์ พบว่าทั่วร่างของมันปลดปล่อยระลอกคลื่นออกมา
" เหมือนกำลังฝึกฝน " หานลี่พึมพำ
ชายหนุ่มจึงเดินเลี่ยงออกไปด้านข้าง แลหย่อนกายลงนั่งขัดสมาธิ มือหนึ่งหงายฝ่ามือขึ้น
" วิ้ง " พลันปรากฎกระบี่น้ำแข็งเล่มเล็กราวห้าชุ่น ล่องลอยอยู่บนฝ่ามือ
" วู๊มม " มวลอากาศรอบด้านพลันกระเพื่อมไหว
" มิรู้ทำสิ่งใดได้บ้าง " หานลี่พึมพำ เขาครุ่นคิดถึงคราที่กำลังกลั่นหลอมดอกบัวเหมันต์
ในช่วงเวลานั้น ปรากฎวิชากระบี่จำแลงขึ้นในหัวสมอง เขาให้งุนงงสงสัยเป็นยิ่งนัก
" ลอย " หานลี่พึมพำ
" วู๊มม " กระบี่น้ำแข็งพลันลอยตัวขึ้นสูง หานลี่กำหมัดแลใช้สองนิ้วชี้ไปเบื้องหน้า
" ฟิ้ว " กระบี่เล่มเล็กพุ่งทะยานออกอย่างรวดเร็ว
" ครืนนน " กระบี่น้ำแข็งแหวกหิมะออกเป็นร่องลึกราวหนึ่งจ้าง กว้างหนึ่งจ้างเป็นทางยาวตามติด
" ฮ่ะ " หานลี่ร้องออกมา พลางยกยิ้ม
เขาตวัดมือไปทางขวา " ฟิ้ว " กระบี่น้ำแข็งพลันเปลี่ยนทิศพุ่งไปตามทิศทางที่สั่งการอย่างรวดเร็ว
" อ้า " หานลี่ร้องออกมา เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เมื่อสามารภบังคับกระบี่น้ำแข็งได้อย่างใจนึก
" มา " หานลี่เอ่ยออกมา พลางหงายฝ่ามือ
" วู๊มม " กระบี่เล่มเล็กล่องลอยอยู่เหนือฝ่ามือในทันใด
" สลาย " หานลี่เอ่ย
" วูบ " พลันกระบี่เล่มเล็กสลายหายไปอย่างรวดเร็ว
" ดี " หานลี่พยักหน้าช้าๆ
" เห็นทีต้องทดสอบกับสัตว์อสูรสักครา " หานลี่พึมพำ
หานลี่เหลียวมองยังวานรเหมันต์ที่เวลานี้ยังคงหลับใหลอยู่ข้างกาย
เขาครุ่นคิดถึงตำราฝึกยุทธมากมายที่เคยอ่าน " วิชาเหล่านี้ล้วนเป็นวิชาที่คัดลอกมา จึงมิอาจสำแดงพลานุภาพของวิชาได้ " หานลี่พึมพำ
เขาเคยได้ยินเหล่ายอดยุทธพูดคุยกัน เหล่ายอดยุทธพูดว่าเหตุที่ต้องยื้อแย่งตำรายุทธต้นฉบับนั้น เพราะตำรายุทธต้นฉบับจะแฝงหลักการที่แท้จริงของแก่นยุทธ
แก่นยุทธจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำการขีดเขียนตำรา หากเป็นเหล่าบรรพจารย์เขียน แน่นอนว่าตำรายุทธเล่มนั้นย่อมล้ำเลิศเป็นอย่างยิ่ง
แต่ตำรายุทธวางขายเกลื่อนอยู่นั้น กลับเป็นเพียงการคัดลอกวิชาแลนำมาวางขาย แม้นจะฝึกฝนได้จริงแต่ก็ไร้ซึ่งแก่นยุทธ ทั้งประสิทธิภาพจึงมิอาจจะคาดเดาได้
" เอ " หานลีครุ่นคิด
หานลี่เร่งนำบทกวีที่ตนเขียนลงบนกระดาษออกมา หลายบทกวีที่นำออกมาล้วนแล้วเป็นเพียงบทกวีที่มิมีสิ่งใด
หานลี่เปิดบทกวีของตนที่มีมากหลายสิบแผ่น เขาพลางยกยิ้มเมื่อพบเจอบทกวีต้นตอของเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงชีวิต
" ดื่มด่ำสุราใต้แสงจันทร์ หวนให้ครวญคร่ำร่ำหา "
" ความสุขชื่นมื่อดังคืนวาน ลืมตาตื่นราวฝันไป "
หานลี่กวาดตามองยังบทกวี ในหัวสมองของเขาพลันปรากฎภาพรื่นเริงของงานแห่งหนึ่ง ที่มีผู้คนมากมายต่างดื่มกินอย่างสุขสำราญในวิหารแห่งหนึ่ง
เมื่อทุกคนเมามายแลหลับไป เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นกลับพบว่าตนเองนั้นยงคงนอนที่ห้องของตน
" เข้าใจแล้ว " หานลี่พึมพำ
ในความคิดของชายหนุ่มนั้นปรากฎความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า มนุษย์ทุกคนย่อมโหยหาความสุขสำราญ แม้นจะหลับฝันก็ยังโหยหา
มันจึงเกิดความอยากความต้องการ จึงเร่งลงมือทำหลายเรื่องราวให้กลายเป็นจริง " นั่นก็คือความมานะอย่างหนึ่ง "
" วิ้ง " พลันดวงตาของชายหนุ่มเปล่งแสงสว่างวาบขึ้น จิตของเขาพลันเข้าสู่การหยั่งรู้ในทันใด
" ฟู่ว " เถียนจ้าปีนไต่ยอดเขาขึ้นลูกที่หกขึ้นมาจนถึงยอด
เขาพลันยกยิ้มออกมาในทันใด เมื่อเขาพบเจอกับชายหนุ่มที่ต้องการพบ แต่เมื่อเหลียวเห็นวานรตัวใหญ่ยักษ์ที่นอนบนพื้น เขาถึงกับตัวสั่นสะท้าน
" วานรเหมันต์ ระดับสามสูงสุด ทั้งกำลังหยั่งรู้ " เถียนจ้านเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
เขาที่เป็นบัณฑิตยุทธขั้นสรรสร้างขั้นที่หนึ่ง แม้นจะขั้นสูงกว่า แต่หากต้องประมือจริงๆแล้ว เขาก็มิคิดว่าจะสู้ได้
" เอาเช่นใดดี " เถียนจ้านพึมพำ
เขามองยังชายหนุ่มแลวานรเหมันต์ พลางครุ่นคิด " คุณชายผู้นี้ น่าจะต้องรู้จักวานรเหมันต์ตนนี้อยู่เป็นแน่ จึงได้นั่งเคียงข้างขนาดนี้ " เถียนจ้านพึมพำ
" โดยนิสัยของสัตว์อสูรแล้ว หากมิใช่ผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามัน ก็ต้องเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อมัน มันถึงกล้าใกล้ชิดกับมนุษย์ได้ " เถียนจ้านพึมพำ
ชายหนุ่มเถียนจ้านเข้าใจได้ถูกต้อง ด้วยนิสัยของสัตว์อสูรที่มิไว้วางใจมนุษย์ มันจึงรักษาระยะห่างกับมุษย์เพื่อความปลอดภัยของตัวมันเอง
คิดได้เช่นนี้เถียนจ้านจึงพยักหน้าช้ๆ พลางก้าวเดินย่ำหิมะอย่างแผ่วเบาไปหาชายหนุ่ม
เมื่อมาถึง เถียนจ้ามมองยังตักของชายหนุ่ม พานพบกับบทกวีต้นตอของเรื่องราว
" อา " เถียนจ้านพลันอ้าปากค้าง พลางหย่อนกายลงนั่งเคียงใกล้
เถียนจ้านส่งเสียงผ่านจิตไปหาคนที่อยู่ด้านหลังให้ระวังภัย เหล่ายอดยุทธที่มาด้วยกันพลันสั่นสะท้านเมื่อมีวานรเหมันต์ตัวใหญ่อยู่ด้วย
" คงมิเป็นไรกระมัง " ยอดยุทธเหล่านั้นพึมพำ
เถียนจ้านนำบทกวีทั้งหมดจากตักของชายหนุ่มออกมาดู พลางพยักหน้าช้าๆ ในใจของเขาที่ยกย่องชื่นชมชายหนุ่มอยู่แล้ว กลับยิ่งยกย่องชายหนุ่มให้สูงส่งขึ้นไปอีก
" แม้นขั้นฝึกจะต่ำ แต่ฝึกได้ แต่สิ่งนี้ สิ่งที่เป็นเห็นทีฝึกได้ยาก " เถียนจ้านพึมพำ