ไม่มีผู้ใดรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่ากับจางซื่อคุยอะไรกัน ทุกคนรู้เพียงว่าตอนที่นางพาบุตรชายทั้งสองจากไป สีหน้านั้นหมองคล้ำราวกับถูกคนตบมาหลายครั้ง
แม้สถานะของจางซื่อจะพิเศษ ทว่าความรู้สึกของตัวประกอบไม่สำคัญเช่นนี้ย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่เติบโตในเมืองอันแสนมั่งคั่งวุ่นวาย นี่เป็นแค่เรื่องขบขันเอาไว้คุยกันยามว่างเท่านั้น
รุ่งสางวันต่อมา
เหยียนจื่อม่อมองแสงอาทิตย์อันอบอุ่นซึ่งพบเห็นได้ยาก จากนั้นลุกไปคารวะที่โถงหรงหย่างแต่เช้า นางต้องการสืบเรื่องราวจากสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเสียหน่อย ทว่าตนเองคงประเมินผู้ที่เคยกุมอำนาจสูงสุดในเรือนหลังต่ำเกินไป ฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งคอยดูแลบ้านอย่างเข้มงวดผู้นี้ สีหน้าอันเฉยเมยของนางไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด ราวกับว่าไม่ได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของจางซื่อโดยสิ้นเชิง
หลังเหยียนจื่อม่อกลับมาจากการคารวะยามเช้า เจี่ยวเย่ว์ก็รีบร้อนเข้ามาหา เมื่อเห็นท่าทางอยากพูดแต่ไม่กล้าของนางจึงให้คนเฝ้าหน้าประตูไว้ ก่อนจะพาอีกฝ่ายเข้าห้องอุ่นด้านในด้วยตนเอง
“คุณหนู พ่อบ้านหลิวส่งข่าวมาว่าตระกูลจางเหมือนจะออกจากเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ”
“อ้อ!”
เหยียนจื่อม่อไม่ได้สนใจนัก ฮูหยินผู้เฒ่าหนุนหลังเหยียนจื่อหลิง ย่อมทราบว่าการมีอยู่ของตระกูลจางจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง การที่ท่านแม่พาตระกูลจางออกจากหมู่บ้านชิงสุ่ยแต่แรกนั้น หนึ่งเพราะพวกเขาขอร้องอย่างอ้อมๆ สองคือไม่สามารถแบกรับชื่อเสียงเนรคุณได้ สามคือต้องการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด
“ท่านมีแผนการอะไรหากพวกเขาจากไปหรือเจ้าคะ”
เจี่ยวเย่ว์ถามอย่างระแวดระวัง แม้จะไม่รู้ว่าคุณหนูต้องการทำสิ่งใด แต่ตามแผนของนางตระกูลจางมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง หากคนเหล่านี้จากไป...
“เหยี่ยวที่เคยลองบินจะไม่หยุดอยู่ในที่ที่เดียว ทำนองเดียวกันคนที่เคยสัมผัสความหรูหราย่อมไม่ยอมกลับคืนสู่ชีวิตสามัญ ต่อให้พวกเขาจากไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้”
ล้วนกล่าวกันว่าคนใช้พิษตายเพราะพิษ คนริษยาตายด้วยความริษยา ส่วนคนติดการพนันย่อมพ่ายแพ้ให้แก่การพนัน...นางทราบดีว่านิสัยของคนตระกูลจางเป็นอย่างไร จึงทราบถึงจุดอ่อนร้ายแรงของพวกเขาเช่นกัน
...ความโลภไม่ใช่เรื่องดี
“ให้พ่อบ้านหลิวจับตาดูต่อไป”
หากไม่ได้เล่นลูกไม้อะไรก็คงไม่ใช่คนตระกูลจางที่นางรู้จัก ดังนั้นเพียงแค่ตั้งหน้าตั้งตาเฝ้าดูต่อไปให้ดี ส่วนเรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องสนใจนัก
ขณะที่เหยียนจื่อม่อเก็บตัวฝึกคัดอักษร คนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่จวนผิงซีโหว เมื่อเห็นตัวอักษร ‘หลี่’ ขนาดใหญ่ ก็พอมองออกว่าสถานะของอีกฝ่ายน่ายำเกรงเพียงใด
เจี่ยนซื่อได้รับรายงานพลันผุดลุกจากเก้าอี้ ก่อนจะกล่าวอย่างไม่มั่นใจว่า “แม่ทัพเซวียนเวยหลี่เฮ่อหรือ”
“ขอรับ”
“ไปตามท่านโหวกลับจวน”
วันนี้ผิงซีโหวยังไม่กลับจวนหลังจากจบการประชุม เมื่อหลี่เฮ่อมาเยือนด้วยตนเองจำต้องมีผู้รับหน้าที่รับรองสักคน ยามนี้จึงทำได้เพียงสั่งคนออกไปตามผิงซีโหวกลับมา
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา พอผิงซีโหวที่กลับมาถึงจวนเห็นหลี่เฮ่อก็ประสานมือคารวะเบาๆ “ท่านแม่ทัพหลี่! ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่หรือ”
“เมื่อวานเจ้าลูกหมาบ้านข้าพูดจาเหลวไหล วันนี้จึงพาเขามาขอโทษท่าน”
นอกจากทั้งสองจะเป็นขุนนางร่วมราชสำนัก ยังเป็นแม่ทัพเช่นเดียวกัน จึงมีบ่อยครั้งที่มีข้อพิพาททางผลประโยชน์ ทำให้จวนแม่ทัพเซวียนเวยกับจวนผิงซีโหวไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันนัก ทว่าเรื่องของบุตรชายตนเมื่อวานเหมือนจะช่วยให้ความห่างเหินระหว่างกันลดลงหน่อยแล้ว
“ท่านแม่ทัพล้อเล่นแล้ว คุณชายบ้านท่านสง่าผ่าเผย วาจาชัดเจน จะพูดเหลวไหลได้อย่างไร”