ข้าไม่ควรมีอยู่

    ตอนที่ 21 : รายชื่อ

    แผ่นไม้ปักเอียงอยู่ข้างเสาหิน

    ตัวอักษรสีดำยังสด

    เหมือนเพิ่งเขียนไม่เกินหนึ่งคืน

    เขตช่างเก่า – พื้นที่ควบคุมชั่วคราว

    ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ห้ามผ่าน

    ลู่เฉินยืนอ่านอยู่ครู่หนึ่ง

    ไม่ใช่เพราะลังเล

    แต่เพราะเขารู้ดีว่า

    คำว่า “ผู้ไม่เกี่ยวข้อง”

    ไม่ได้หมายถึงชาวบ้าน

    ไม่ได้หมายถึงพ่อค้า

    มันหมายถึงคนแบบเขา

    วันนี้มีคนยืนเวรจริง

    ไม่ใช่พวกที่เมื่อคืนเข้ามาเป็นกลุ่ม

    ไม่ใช่พวกที่ถูกส่งมาดู

    คนพวกนี้ยืนตรง

    ท่าทางซ้อมมา

    หอกยาวถือระดับอก

    ปลายหอกไม่สั่น

    ลู่เฉินก้าวถอย

    หันหลัง

    เลือกตรอกด้านหลังแทน

    —

    ตรอกนี้แคบกว่า

    พื้นลาด

    มีน้ำขังตามรอยแตก

    กลิ่นสนิมกับกลิ่นพลังเสียยังไม่จาง

    เขาเดินไปได้ไม่ถึงยี่สิบก้าว

    ก็เห็นคนรออยู่แล้ว

    ไม่ใช่ดัก

    ไม่ใช่ล้อม

    เป็นคนสามคนยืนแยกกัน

    คนหนึ่งยืนพิงผนัง

    อีกคนยืนกลางตรอก

    คนสุดท้ายยืนตรงปากทางด้านหลัง

    ทั้งสามไม่ถืออาวุธในมือ

    แต่ปลอกดาบยังอยู่

    ค้อนสั้นแขวนข้างเอว

    มีดซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ

    นี่ไม่ใช่พวกยาม

    ไม่ใช่ผู้ฝึกสำนัก

    เป็น “คนเขต”

    คนที่อยู่กับพื้นที่พวกนี้มานาน

    รู้ว่าหินก้อนไหนรับน้ำหนัก

    รู้ว่าพื้นตรงไหนทรุด

    และรู้ว่า

    จะฆ่าคนตรงไหน

    โดยไม่ให้เสียงดัง

    ชายที่ยืนกลางตรอกเป็นคนพูด

    เสียงต่ำ

    ไม่เร่ง

    “เมื่อคืนมีคนตายสาม”

    เขาพูด

    “ร่างผิดรูปอีกสี่”

    “วันนี้พื้นที่นี้ถูกเขียนชื่อใหม่”

    ลู่เฉินไม่ตอบ

    เขามองมือ

    มองตำแหน่งเท้า

    มองผนังด้านซ้ายที่มีรอยร้าวยาว

    “ชื่อเจ้าอยู่ในรายชื่อ”

    ชายคนนั้นพูดต่อ

    เขาหยิบแผ่นไม้บาง ๆ ออกมา

    มีรอยขีด

    ไม่ใช่ตัวอักษรสวย

    เป็นลายมือคนเขียนเร็ว

    ลู่เฉินเห็นชื่อของตัวเอง

    อยู่บรรทัดล่าง

    มีรอยกากบาทเล็ก ๆ ข้างหลัง

    “เขียนไว้ทำอะไร”

    ลู่เฉินถาม

    เสียงแหบ

    แต่ชัด

    ชายกลางยิ้มบาง

    ไม่ดี

    ไม่ร้าย

    เป็นรอยยิ้มของคนที่ทำงานนี้มานาน

    “เขียนไว้ให้รู้ว่า”

    “ถ้าเจ้าตายคืนนี้”

    “จะไม่มีใครถามว่าเกิดอะไรขึ้น”

    คำพูดนั้นทำให้ชีพอสูรในอกขยับ

    แรงดันตีขึ้นมาเป็นระลอก

    ลู่เฉินสูดลมหายใจ

    กดมันลง

    เขายังไม่ปล่อย

    ชายพิงผนังขยับ

    เท้าซ้ายเหยียบรอยแตก

    พื้นทรุดเล็กน้อย

    เป็นสัญญาณ

    คนปากทางด้านหลังดึงมีดออก

    ไม่สะท้อนแสง

    คมด้านเดียว

    เหมาะกับตรอกแคบ

    “ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว”

    ชายกลางพูด

    “พื้นที่นี้ต้องเงียบ”

    “และเจ้าทำให้มันไม่เงียบ”

    ลู่เฉินก้าวถอยครึ่งก้าว

    หลังชิดผนังร้าว

    มือซ้ายยกขึ้นระดับอก

    ไม่ตั้งท่า

    แค่เตรียมรับแรง

    ชายพิงผนังพุ่งก่อน

    ใช้ไหล่ชน

    ตั้งใจดันให้ล้ม

    ลู่เฉินเบี่ยงตัว

    ปล่อยให้ไหล่เฉียดผ่าน

    ศอกซ้ายกระแทกซี่โครง

    เสียงอากาศหลุดจากปอดดังชัด

    มีดจากด้านหลังแทงสวน

    เล็งสีข้าง

    ลู่เฉินหมุนตัว

    คมมีดเฉือนผิวหนัง

    เลือดเปิดเป็นทาง

    เขาใช้ฝ่ามือซ้ายตบข้อมือ

    มีดหลุด

    ตกกระแทกพื้น

    ชายกลางก้าวเข้ามา

    หมัดหนักฟาดใส่กราม

    ลู่เฉินรับเต็ม

    ศีรษะสะบัด

    ภาพสั่น

    เขาถอยชนผนัง

    ผนังแตกเพิ่ม

    เศษหินหล่น

    ชีพอสูรในอกดันขึ้นอีกครั้ง

    แรงร้อนวิ่งผ่านสันหลัง

    ลงสะโพก

    ลงขา

    ลู่เฉินกัดฟัน

    ยังไม่ปล่อย

    เขาใช้แรงจากขาซ้าย

    ถีบใส่เข่าชายกลาง

    เสียงกระดูกแตกดังกรอบ

    ร่างนั้นล้มทรุด

    ชายพิงผนังที่หายใจไม่ออกพยายามลุก

    ลู่เฉินเข้าไป

    ศอกซ้ายกระแทกขมับ

    ร่างนั้นนิ่ง

    เหลือคนเดียว

    คนที่ยืนปากทาง

    ชายคนนั้นมองศพ

    มองเลือด

    แล้วถอยหนึ่งก้าว

    “พอแล้ว”

    เขาพูด

    เสียงไม่สั่น

    “คืนนี้รายชื่อจะถูกแก้”

    “ชื่อเจ้าจะไม่อยู่ในแผ่นไม้”

    “แต่จะถูกส่งขึ้นไป”

    ลู่เฉินหอบ

    เลือดไหลจากหลายจุด

    ขาซ้ายสั่น

    แต่ยังยืน

    “ส่งไปไหน”

    เขาถาม

    ชายคนนั้นเก็บมีดที่ตก

    เสียบกลับปลอก

    “ที่ที่ไม่ใช้ตรอก”

    “ไม่ใช้คนเขต”

    “และไม่เขียนชื่อด้วยมือ”

    เขาหันหลัง

    เดินออกไป

    ไม่วิ่ง

    ไม่รีบ

    ลู่เฉินยืนอยู่ในตรอก

    มองแผ่นไม้ที่ตกอยู่ข้างศพ

    เขาใช้เท้าเตะมัน

    ไม้แตก

    ชื่อหาย

    แต่ชีพอสูรในอก

    ยังไม่สงบ

    เขารู้ดีว่า

    จากคืนนี้เป็นต้นไป

    การต่อสู้ของเขา

    จะไม่ใช่แค่กับพื้นที่ที่ถูกปล่อยทิ้ง

    แต่กับ

    คนที่ “มีสิทธิ์เขียนชื่อ”

    และครั้งหน้า

    เขาอาจไม่สามารถ

    กดชีพอสูรไว้ได้อีก

    —