ในวันงานฉลองครบเดือนนั้น แสงแดดเจิดจ้าส่องกระทบให้จวนอู่อันโหวเปล่งประกายระยิบระยับ เหล่าแเื่ขวักไขว่ไปมามิขาดสาย ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็เหล่าขุนนางคนเก่าคนแก่ ข้าราชการยศหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย รถม้าสี่ล้อหรูหราจอดที่ด้านนอกประตูจวนอยู่สิบกว่าคัน แม้ว่าคนที่จวนเว่ยกั๋วกงและจวนเฉิงเอินกงอันเลื่องชื่อหาได้มาไม่ แต่ก็ส่งคนมามอบของขวัญแสดงความยินดีมากมาย
หลี่ิอิงขันทีจากในวังหลวงรับพระราชเสาวนีย์ของฮองเฮา มอบแม่กุญแจอายุยืนยาวซึ่งจะช่วยปกปักรักษาให้มีชีวิตร่มเย็นเป็สุข
ลู่เฮ่อเหนียนยืนอยู่นอกประตูใหญ่ สองมือคารวะ บนดวงหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรปรากฏรอยยิ้มสุขสำราญดั่งสายลมฤดูใบไม้ผลิตกกระทบหน้า
อวิ๋นจือผู้ไม่สะดุดตายืนอยู่ในมุมมืด สำรวจสอดส่องแเื่ที่หลั่งไหลไปมาอยู่ด้านนอก ครั้นเห็นใบหน้าที่ปกปิดความยินดีปรีดาไว้ไม่อยู่ของท่านพ่อ จมูกน้อยๆ แสนน่ารักน่าชังก็พลันแค่นเสียงเบาๆ อย่างมิสบอารมณ์นัก
เมื่อชาติที่แล้ว ยามที่นางหลบซ่อนกายอยู่ข้างนอกพร้อมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ยามที่นางอาศัยอาหารบูดเน่าซึ่งเหลือจากการทำทานของผู้อื่นมาประทังชีวิตชั่วคราว จูฉุนอี้ก็กำลังหน้ามื่นชื่นบานต้อนรับขับสู้วสันตฤดูหนที่สอง[1]ของตนอย่างไร้ความละอายใจ เฉกเช่นท่านพ่อในตอนนี้นี่แล
แสดงให้เห็นว่าผู้ชายในใต้หล้าก็ล้วนแล้วแต่มักมาก ไม่รู้จักพอด้วยกันทั้งสิ้น!
อวิ๋นจือยกมุมปาก แสยะยิ้มเย้ยหยัน
ใบหน้าที่ประหนึ่งคุ้นเคยประหนึ่งแปลกประหลาดใจตกกระทบเข้าสู่ม่านตา
บุรุษผู้นั้นกายาสูงปราดเปรียว บนเรือนผมเกล้าไว้ด้วยแถบผ้าสีเงินลายหยกสลัก สวมฉังเผา[2]ลายเมฆาขดสีอย่างบุหลันขาวนวล แนวสะเอวห้อยป้ายหยกสีนิล ขนงเส้นงาม ั์ตาทั้งสองข้างเปล่งประกายวับวาว
“ท่านเว่ยเหวินโหวให้เกียรติมาเยือนถึงเรือนข้า ช่างหาได้ยากจริงๆ”
ลู่เฮ่อเหนียนประสานมือคารวะ แต่หาได้ทำความเคารพอย่างขอไปทีเพียงเพราะเขาเป็เด็กคนหนึ่งไม่
เขาประสานมือคารวะท่านพ่อกลับ ค่อยๆ เลิกอาภรณ์คว้านหาของด้วยท่วงท่าสง่างามเป็ธรรมชาติอย่างมิอาจพรรณนาได้
อวิ๋นจือจับจ้องเขาตาไม่กะพริบ ดวงเนตรคู่งามนั้นกำลังะโโลดเต้นด้วยอนุภาคแห่งความจงเกลียดจงชังอย่างมิมีที่สิ้นสุด
“จูฉุนอี้” นางกัดฟันกรามแน่นราวกับสลักชื่อของเขาไว้ในใจ
จูฉุนอี้ในวัยสิบขวบหันไปทางสายตาผิดปกติที่เ้าของเงาร่างน้อยๆ ซึ่งยืนอยู่ข้างซุ้มประตูโค้งทอดส่งมา
ราวกับเขาได้ยินนางขานเรียกชื่อเขาอยู่แว่วๆ
สายตาเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าอันน่ารักน่าชังราวกับภาพวาดของอวิ๋นจือ พลันตกตะลึงอยู่พักใหญ่ก่อนส่งยิ้มอย่างเป็มิตรให้อวิ๋นจือ
มุมปากอวิ๋นจือฉีกกว้าง ส่งยิ้มหวานจับจิตไร้พิษภัยตอบ
นางทอดสายตามองแผ่นหลังเขาที่เดินจากไป อิ๋นชุนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพลันกล่าวด้วยเสียงค่อยๆ ว่า “จังจื่ออวิ้นมาแล้วเ้าค่ะ”
อวิ๋นจือฟังจบก็เดินตามอิ๋นชุนไปยังเรือนหลังอันเงียบสงบ โดยมิพูดพร่ำทำเพลง
จังจื่ออวิ้นเป็นักพรตเต๋าตามแถบชนบท ที่อิ๋นชุนจ้างมาด้วยเงินห้าตำลึงตามคำสั่งของอวิ๋นจือ และเป็อันแน่นอนว่ายามนี้เสื้อผ้าของนักพรตชุดนั้นถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้าใยป่านเนื้อหยาบ
เขาเข้ามาทางเรือนหลังในนามคนส่งอาหาร
จังจื่ออวิ้นฝืนใจอยู่หน่อยๆ และยามที่เห็นว่าคนที่จ้างวานเขานั้นเป็แค่เด็กน้อยปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งด้วยแล้ว ในใจก็ยิ่งกระสับกระส่ายมิเป็สุขเข้าไปใหญ่
“คุณหนู ข้าเสี่ยงชีวิตมาช่วยท่าน เงินห้าตำลึงนี่ ค่อนข้างจะ...” ที่แห่งนี้มิใช่สนามเด็กเล่น ที่นี่คือจวนอู่อันโหวผู้ทรงอิทธิพลเกรียงไกร หากถูกใครจับได้ มิใช่ว่าแม้แต่หัวเขาก็คงรักษาไว้ไม่ได้หรอกหรือ จักต้องเพิ่มเงินให้มากขึ้นอีกหน่อยให้จงได้ ต้องลงหลักปักฐานที่มั่นคงให้ลูกเมียที่บ้านเสียก่อน
อวิ๋นจือยิ้ม ตบไหล่เขาเบาๆ ั์ตาดำขลับมั่นคงแน่วแน่อย่างมิต้องสงสัย “เ้าสบายใจได้ หากเื่นี้สำเร็จ เ้าจักมีเงินทองไหลมาเทมาอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว!”
พูดจบดวงตาก็หันไปจับจ้องเรือนที่ท่านแม่ถูกกักอยู่ พลางพูดในใจว่า “ท่านแม่รอลูกก่อนนะ อีกประเดี๋ยวลูกจะช่วยท่านแม่เอง”
ทัศนียภาพสวนดอกไม้ด้านหลังจวนงามเด่นเป็เอกลักษณ์ แม้นจักล่วงเลยเข้าสู่่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่เหล่าพฤกษาหมู่แมกไม้ก็ยังส่งกลิ่นอายสดชื่นกระชุ่มกระชวยดั่งวสันตฤดูอยู่
บนศาลาริมน้ำคือหอแสดงมหรสพหลังหนึ่ง ิต้านผู้เลื่องชื่อประจำเมืองหลวงแห่งหอเมิ่งเสี่ยวกำลังเต้นระบำชายแขนเสื้อ ทรวดทรงองเอวผุดผาดบิดพริ้วปลิวไสว พลางขับขานบทเพลงอันไพเราะเสนาะหู
อาหารกลางวันมากมายมหาศาลวางเรียงรายอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เหล่าผู้ชมด้านล่างเวทีต่างดื่มด่ำเพลิดเพลินไปกับความสำราญถึงสองเท่า ทั้งอาหารตาและอาหารปาก
ทั้งยังเปล่งเสียงแซ่ซ้องร้องโห่ประกอบเป็ระยะๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่นั่งอยู่ตรงกลาง กำลังน้อมรับคำอวยพรของเหล่าสตรีผู้เป็ญาติมิตรอย่างหน้าระรื่นชื่นบานด้วยความอิ่มอกอิ่มใจเป็ที่สุด
อวิ๋นจือแอบลอบเข้าเรือนกวนจวีภายใต้สถานการณ์ที่ไร้สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า จนกระทั่งโต้วสือสยารู้สึกตะหงิดอย่างไรแปลกๆ ที่คืบคลานเข้ามาในใจ
ภายใต้ผ้าม่านสีเขียว โต้วสือสยาสวมเสื้อคลุมลายหรูอี้[3]ที่ทอด้วยไหมเมืองหางโจวสีชมพูสดใส ขับให้นางดูอ้อนแอ้นอรชรเสียยิ่งกว่าฉากหลัง นางอุ้มบุตรชายสองคนไว้ในอ้อมอก ถลึงตามองอวิ๋นจือด้วยสายตาที่ตกตะลึงและเดือดดาล
“นังเด็กไร้มารยาท! ใครอนุญาตให้แกเข้ามา! ไสหัวออกไป!”
อวิ๋นจือปรายตามองอย่างเรียบเฉย ฉีกยิ้มเย้ยหยัน นางนั่งอยู่บนม้านั่งยาวตัวน้อยๆ ข้างเตียง “โต้วสือสยาอย่าคิดนะว่าเ้าให้กำเนิดลูกชายแก่ตระกูลลู่แล้ว เ้าจะลบท่านแม่ออกจากใจท่านพ่อได้ หากท่านพ่อรู้ว่าเ้าใช้วิธีสกปรกทำให้พวกเขาสองสามีภรรยาผิดใจกันละก็ ข้าเกรงว่าตำแหน่งฮูหยินนั้นเ้าคงจะรักษาไว้ไม่ได้แล้วเสียกระมัง” อวิ๋นจือพูดจบก็แสยะยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
เ้าเล่ห์เสียจนโต้วสือสยาขนพองสยองขวัญ
นางตื่นตระหนกจนะโไปยังเบื้องนอก “มีใครอยู่บ้าง! มาลากตัวมันออกไปที! ลากออกไปเร็วๆ!” ลู่อวิ๋นจือที่เคยขี้ขลาดตาขาวในวันวาน จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน ไม่สิ! พูดตามจริงคือไม่เหมือนคนเลยสักนิด เหมือนผี!
อีกทั้งยังเป็ผีที่อ่านใจคนได้อีกด้วย!
“จุ๊ๆๆ โต้วสือสยา จะดีร้ายอย่างไรวันนี้ก็เป็วันครบรอบหนึ่งเดือนของน้องชายข้า ข้าแค่อยากเอาของขวัญมาให้น้องๆ ก็เท่านั้นเอง และเพื่อของขวัญชิ้นนี้ ข้าถึงกับลมแทบจับตายเชียวนะ” อวิ๋นจือยื่นมือออกมาอย่างลอยๆ พลันรับเสื้อคลุมดิ้นเงินดิ้นทองสีแดงสดสองตัวจากมือชิวฮว่าและช่วยสะบัดกางออกเพื่อคลุมกายเด็กทั้งสองคน
“ลู่อวิ๋นจือ!” โต้วสือสยาอุ้มลูกชายทั้งคู่อยู่ด้านใน คล้ายกับเตรียมตั้งท่าป้องกันตัว
อวิ๋นจือหาได้แยแสโทสะคุกรุ่นของนางไม่แม้แต่น้อยนิด นางโน้มกายอยู่นานหลายนาที พลันใช้เสียงทุ้มต่ำแต่ชัดเจนกล่าวแ่เบาว่า “เ้าดูสิ เสื้อคลุมที่ห่มกายพวกเขาช่างดูคล้ายกับโลหิตสดๆ โอบกอดตัวพวกเขาอยู่ น้องชายทั้งสองคนของข้านี้ดูเหมือนตัวอัปมงคลเลย...”
“อ๊าย!!” ความกลัวอย่างที่มิเคยเป็มาก่อนคืบคลานเข้าเต็มหัวใจของโต้วสือสยา นางแหกปากกรีดร้องแล้วะโตัวลุกขึ้นจากเตียง
เสียงดัง ‘เพี้ยะ!’ แรงตบดุดันและหนักหน่วงซึ่งประทับรอยฝ่ามือใหญ่ๆ ไว้บนดวงหน้าน้อยๆ ของอวิ๋นจือ สายตาอันเกรี้ยวกราดของโต้วสือสยาคล้ายกับหมาป่าที่จ้องจะตะครุบเหยื่อ
อวิ๋นจือล้มลงไปกองอยู่บนพื้นในทันใด
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/bda8e0532a28be00bbebbbebb7b3e4f6
[1] วสันตฤดูหนที่สอง หมายถึง การตกหลุมรักอีกครั้งใน่วัยล่วงกลางคนไปแล้ว และยังสมหวังในความรักนั้น
[2] ฉังเผา เป็เสื้อของผู้ชายจีนโบราณ คอเสื้อแบบเฉียงซ้ายทับขวา แขนยาว ทรงเรียบๆ ผ่าข้างทั้งสองด้าน
[3] หรูอี้ เป็สัญลักษณ์แห่งความเป็สิริมงคลของจีน หมายถึงความสุขสมหวัง สมปรารถนาทุกประการ มักนำมาทำเป็ลายบนเสื้อผ้า เครื่องเรือน ภาชนะหรืองานจิตรกรรมต่างๆ