หลังจากฏโพกผ้าเหลืองก่อความวุ่นวาย ประชาชนก็ตกอยู่ในความทุกข์ยากแสนสาหัส
พวกเขายกทัพออกจากเมืองหานตาน มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังเมืองกิลกกุ๋น สองข้างทางที่ผ่านไป เห็นเพียงหัวเมือง อำเภอ และหมู่บ้านร้างผู้คน เงียบเหงาซบเซา นอกจากกองทัพใหญ่ของพวกเขาแล้ว ก็ไม่เห็นผู้คนอื่นใดอีก ไร้ซึ่งชีวาโดยสิ้นเชิง
นี่คือสภาพความเป็จริงในยุคเข็ญ!
“เห็นแต่กระดูกคนขาว พันลี้ไร้เสียงไก่กราว ”
“ยิ่งคิดจิตร้าว คนร้อยเหลือรอดหนึ่งเดียว”
หยางเจามองโจโฉที่อยู่ข้างกาย ก็นึกถึงบทกวีเฮาหลี่สิงขึ้นมา จึงเปรยออกมาตามอารมณ์
โจโฉ “...”
เมื่อได้ยินบทกวีสองประโยคนี้ เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งของตนถูกแย่งชิงไป ในใจพลันรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด
“'ยิ่งคิดจิตร้าว คนร้อยเหลือรอดหนึ่งเดียว!'“
โลติดท่องซ้ำสองรอบ พลางลูบมือเอ่ยชม “หยางซือหม่าเอ่ยปากก็กลายเป็บทกวียอดเยี่ยมสองประโยค ข้าได้ยินท่านผู้ตรวจการหวังบอกว่า หยางซือหม่ามาจากชนชั้นราษฎร แต่กลับมีความรู้มากมาย มีทั้งความรู้และความสามารถ เ้าไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลหยางแห่งหงหนงจริง ๆ หรือ?”
หยางเจาแต่งกวีไม่เป็หรอก แต่เื่ลอกบทกวีนี่ถนัดกว่าใคร เขายิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าเพียงเอ่ยไปเรื่อยเปื่อย ไม่เข้าใจบทกวีหรอกขอรับ ทำให้ท่านหลูจงหลางต้องหัวเราะแล้ว ตอนที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ เคยส่งข้าไปเรียนหนังสืออ่านเขียน โชคดีได้อ่านหนังสือมาบ้าง จึงพอมีความรู้ติดตัว ต่อมาบิดามารดาป่วยตาย บ้านเรือนยากจน ข้าจำต้องละทิ้งการเรียน ทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด จนฝึกฝนได้กำลังพละมหาศาล และสุดท้ายได้รักษาเมืองเยี่ยเฉิงขอรับ”
เื่ราวความเป็มาของตนเอง เขาคิดเตรียมไว้นานแล้ว
บิดามารดาในยุคสมัยนี้เสียชีวิตไปนานแล้ว คนที่รู้จักเขาก็มีน้อย เื่ราวบางอย่างจึงอธิบายได้ง่ายดาย
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้!”
โลติดไม่ได้ซักไซ้เื่ตระกูลอีก
โจโฉเองก็รู้สึกสนใจในตัวหยางเจาอย่างยิ่ง จึงเอ่ยถามว่า “ขอเรียนถามว่า หยางซือหม่ามีนามรองว่าอะไรหรือ?”
“ผู้น้อยนามหยางเจา แม้เคยเรียนหนังสือ แต่ตอนนั้นอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ อาจารย์จึงยังไม่ได้ตั้งนามรองให้ ยามนี้จึงยังไม่มีนามรองขอรับ” หยางเจาประสานมือกล่าว
โจโฉได้ยินดังนั้นก็เอ่ยต่อว่า “ได้ยินบทกวีสองประโยคของหยางซือหม่า แล้วเห็นภาพตรงหน้า ทำให้ข้าเ็ปใจยิ่งนัก”
‘ท่านย่อมต้องเ็ปใจแน่ เพราะบทกวีนี้ ในอนาคตท่านเป็คนแต่งเองนี่นา’
หยางเจานึกในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา ยามนี้โจโฉยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น และเ็ปใจเพื่อราษฎรชาวฮั่นจริง ๆ
“ข้าอยากจะตั้งนามรองให้แก่หยางซือหม่า ไม่ทราบว่าเ้าจะยินดีหรือไม่?” โลติดเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เขารู้สึกว่าหยางเจาผู้นี้ ไม่ว่าจะเป็ความสามารถในการนำทัพจับศึก หรือสติปัญญาความรู้ล้วนไม่ธรรมดา เคยเรียนหนังสือ เอ่ยปากเป็บทกวี ทั้งยังเคยกล่าวประโยคที่ว่า ‘แผ่นดินรุ่งเรืองหรือล่มสลาย สามัญชนทุกคนล้วนมีหน้าที่รับผิดชอบ’ ย่อมเป็ผู้ที่ห่วงใยบ้านเมือง สมควรดึงตัวมาไว้ใช้งานใกล้ชิด
การตั้งนามรองให้หยางเจา ถือเป็ฐานะผู้ใหญ่
และยังเป็กลยุทธ์ในการซื้อใจอย่างหนึ่ง
“ขอท่านหลูจงหลางโปรดมอบนามรองด้วยขอรับ!” หยางเจาไม่อ้อมค้อม ประสานมือกล่าวทันที
บุรุษในยุคสมัยนี้ เมื่อสวมหมวกกวนแล้ว*[1] จำเป็ต้องมีนามรอง ซึ่งโดยทั่วไปผู้ใหญ่หรือครูบาอาจารย์จะเป็ผู้ตั้งให้
บิดามารดาของหยางเจาอ่านหนังสือไม่ออก มีหรือจะรู้จักตั้งนามรอง คำพูดเมื่อครู่ไม่ใช่การพูดเกินจริง เขาเคยเรียนหนังสือจริง ๆ แต่ก็เป็่ก่อนสวมหมวกกวน และเรียนรู้เพียงการเขียนอ่านตัวอักษรเท่านั้น
หากคิดจะโลดแล่นในยุคสมัยนี้ นามรองเป็สิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
การได้รับการตั้งนามรองจากปราชญ์ใหญ่อย่างโลติด ย่อมเป็เื่ดียิ่ง
“ขอข้าคิดดูสักครู่!”
โลติดนั่งบนหลังม้า ขณะเดินทัพก็ครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยว่า “เจาหมายถึงประกายแสง เช่นนั้นนามรองว่า ‘ิกวาง’ ดีหรือไม่?”
หยางเจาไม่ได้พิถีพิถันเื่เหล่านี้ ประสานมือกล่าว “ขอบพระคุณท่านหลูจงหลาง”
“หยางิกวาง นามรองดียิ่ง!” โจโฉเอ่ยชมเชย
เดินทางออกจากหานตานไปอีกหนึ่งวันกว่า
กองทัพใหญ่ก็เดินทางมาถึงเมืองกว่างผิง พวกเขาตั้งค่ายอยู่นอกเมือง
ที่นี่เข้าสู่เขตเมืองกิลกกุ๋นแล้ว หากมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปอีกก็คือเมืองกว่างจง ตามรายงานข่าวกรองทางทหารจากทหารสอดแนมแนวหน้า เตียวก๊กและเตียวโป้สองพี่น้อง ได้รวบรวมกองทัพใหญ่มาปักหลักอยู่แถบเมืองกว่างจง พร้อมที่จะรับมือการศึกกับโลติดได้ทุกเมื่อ
“ท่านหลูจงหลาง เกิดเื่ใหญ่แล้วขอรับ!”
โจโฉเดินเข้ามาในค่ายทหารอย่างเร่งรีบ พร้อมเอ่ยด้วยความร้อนใจว่า “ข้าเพิ่งได้รับข่าว เตียวก๊กส่งคนไปบุกตีเมืองกานหลิงเพื่อจับตัวอ๋องแห่งเมืองกานหลิง หลิวจงขอรับ”
ได้ฟังดังนั้น โลติดก็ขมวดคิ้วมุ่น
เขาไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อบรรดาเชื้อพระวงศ์เหล่านี้นัก ส่วนใหญ่ขัตติยวงศ์มักเป็พวกคุณชายเสเพล อาศัยบารมีบรรพบุรุษเสพสุข เสวยเบี้ยหวัดราชสำนักแต่ไม่ทำงานทำการ ยามเกิดฏหากไม่ถูกกำจัด ก็เป็พวกแรกที่หนีเอาตัวรอด ทิ้งเมืองทิ้งแผ่นดิน
“เตียวก๊กบุกตีเมืองกานหลิง ก็เพื่อจับตัวอ๋องกานหลิงมาเป็ตัวประกัน ข่มขู่พวกเรา”
โลติดเดาออกว่าศัตรูคิดจะทำสิ่งใด แต่หากจะไปช่วยเมืองกานหลิง ก็ต้องแบ่งกำลังพลออกไป พอถอนกำลังออกไป ก็อาจจะถูกเตียวก๊กซุ่มโจมตีได้
แต่หากไม่ช่วย อีกฝ่ายก็เป็ถึงเชื้อพระวงศ์ ยากที่จะรายงานต่อองค์ฮ่องเต้ ทั้งยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของตนเอง ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หยางเจาจำชื่อหลิวจงผู้นี้ได้
คนตาบอดดวงตกผู้นี้ สุดท้ายก็ถูกเตียวก๊กจับตัวไปจริง ๆ ส่วนจุดจบสุดท้ายจะเป็อย่างไร เขาไม่แน่ใจนัก
“ท่านหลูจงหลาง ข้าขออาสานำทหารใต้บังคับบัญชาหนึ่งหมื่นนาย ไปช่วยอ๋องกานหลิงขอรับ” โจโฉออกตัวขออาสา
โลติดครุ่นคิดไปมาก็เห็นมีเพียงวิธีนี้ ยามกำลังจะตอบรับ หยางเจาก็เอ่ยขัดขึ้นมาว่า “ท่านหลูจงหลาง ท่านฉีตูเว่ย ผู้น้อยเห็นว่าการช่วยอ๋องกานหลิง ไม่จำเป็ต้องใช้กองทัพใหญ่ไปช่วยขอรับ”
“หยางซือหม่ามีแผนการใดหรือ?” โจโฉเอ่ยถาม
ตลอดการเดินทาง เขาได้รับรู้เื่ราวของหยางเจามาบ้าง รู้ว่าคนผู้นี้ไม่เพียงกล้าหาญ แต่ยังมีสติปัญญาวางกลยุทธ์ ไม่แน่ว่าอาจสร้างความประหลาดใจให้ได้
หยางเจากล่าวว่า “ขอท่านหลูจงหลางมอบทหารให้ข้าห้าร้อยนาย ข้าจะไปช่วยด้วยตนเอง หลังจากช่วยอ๋องกานหลิงได้แล้ว ข้ายังมีแผนการที่จะบดขยี้พวกฏโพกผ้าเหลืองอีกด้วยขอรับ”
“รีบพูดมา!” โลติดเร่ง
“เตียวก๊กจับตัวอ๋องกานหลิง ประการแรกคือ ใช้เป็ตัวประกันข่มขู่ท่านหลูจงหลาง ให้พวกเราเกิดความพะวักพะวง ประการที่สองคือ ้าล่อให้ท่านหลูจงหลางแบ่งกำลังพลไปช่วย ทำให้ค่ายทหารของพวกเราว่างเปล่า แล้วค่อยยกทัพมาบุกโจมตี”
“ข้าอยากจะไปช่วยด้วยตนเอง แผนการง่ายดายยิ่งนัก เพียงหาเสื้อผ้าของพวกโจรแมลงเม่านั่นมาสวมใส่ ปลอมตัวเป็พวกฏ รออยู่บนเส้นทางที่พวกบุกตีเมืองกานหลิงกำลังคุมตัวอ๋องกานหลิงกลับเมืองกว่างจง แล้วค่อยใช้ชื่อของเตียวก๊กแย่งชิงตัวคนมา”
“คนเรายามทำสิ่งใดสำเร็จ ความระมัดระวังจะต่ำที่สุดก็ตอนที่ทำสำเร็จแล้ว”
“การส่งทหารไปช่วยเมืองกานหลิงตรง ๆ ย่อมยากจะช่วยอ๋องกานหลิงได้ แต่การไปดักแย่งตัวยามที่อ๋องกานหลิงถูกจับตัวไว้แล้ว โอกาสสำเร็จย่อมมีสูงกว่า”
“เมื่อสำเร็จ ข้าจะจงใจปล่อยข่าวออกไป ให้ศัตรูรู้ว่าอ๋องกานหลิงถูกข้าช่วยไปแล้ว พวกมันย่อมส่งกำลังมาไล่ล่าแน่ แต่จะไม่ใช่กำลังหลักของฏ น่าจะเป็การรวบรวมพวกโจรแมลงเม่าที่กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในเมืองกิลกกุ๋นมาไล่ล่าแทน”
“ถึงเวลานั้น ขอท่านหลูจงหลางส่งทหารจากทัพเหนือห้าค่ายมาหนึ่งค่ายเพื่อรับตัวข้า และช่วยอ๋องกานหลิง”
“พอเตียวก๊กรู้ว่าพวกเราแบ่งกำลังพลออกจากค่ายทหาร มันย่อมต้องส่งกำลังมาลอบโจมตีค่ายใหญ่ของพวกเราเป็แน่ ถึงตอนนั้น กองทัพที่ส่งออกไปจะไม่ได้ทำหน้าที่รับตัวข้า แต่เปลี่ยนทิศทางไปลอบโจมตีค่ายหลังของพวกฏโดยตรง”
“พวกโจรแมลงเม่าเมื่อรู้ว่าค่ายหลังถูกลอบโจมตี ย่อมคิดว่าติดกับ และต้องถอยทัพกลับไปช่วย ค่ายของพวกเราก็ฉวยโอกาสดักซุ่มโจมตีกลางทาง ย่อมสามารถได้รับชัยชนะครั้งใหญ่”
“ข้ามีความมั่นใจว่าจะช่วยอ๋องกานหลิงได้ ข้อสันนิษฐานของแผนการนี้คือ เตียวก๊กจะส่งกำลังมาไล่ล่าข้า หากมันไม่ส่งคนมา ข้าก็ทำได้เพียงพาคนกลับค่ายทหารก่อน”
“แผนการนี้ถือเป็กลยุทธ์ล่อศัตรูขอรับ!”
หยางเจาอธิบายแผนการอย่างง่าย ๆ
โลติดนิ่งเงียบไปเป็คนแรก
ในขณะที่โจโฉเอ่ยด้วยความใ “แผนการนี้จะทำให้หยางซือหม่าตกอยู่ในอันตรายยิ่งนัก หากกองกำลังฏที่มาไล่ล่ามีจำนวนมากเกินไป อาจจะไม่ได้กลับมาเลยนะ!”
หยางเจาที่มีระบบอยู่กับตัวไม่ได้ใส่ใจเื่นี้เลย เขาเอ่ยว่า “ข้าไม่กลัวอันตรายขอรับ ตอนอยู่ที่ใต้กำแพงเมืองเยี่ยเฉิง ข้านำทหารเพียงห้าร้อยนายบุกเข้ากองทัพศัตรูนับหมื่น ตัดศีรษะของเตียวเหลียงมาได้ คราวนี้ข้าก็มีความมั่นใจว่าจะทำสำเร็จเช่นกัน”
“ข้าอนุญาต!” โลติดผ่านการครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน แล้วออกคำสั่ง “ทุกอย่างดำเนินการตามแผนการของหยางซือหม่า!”
[1] สวมหมวกกวน เป็พิธีบรรลุนิติภาวะในสมัยจีนโบราณ โดยผู้ใหญ่จะสวมหมวกให้เด็กชายเมื่ออายุครบ 20 ปี