ยามที่ผู้าุโใหญ่พาหลินเยี่ยนและพวกอีกสองคนเดินออกจากคุกกรมอาญา ฝีเท้าของเขากลับดูโอนเอนไม่มั่นคง เขาถึงกับไม่กล้าถามหลินเยี่ยนว่าต้องจ่ายเงินประกันตัวเป็ศิลาิญญาไปเท่าไหร่ เพราะกลัวว่าตนเองจะรับไม่ไหวหากะเืใจมากเกินไปอาจจะสิ้นใจตายได้ทันที
ฉู่หลินเฟิงรีบปลอบโยนว่า "ท่านอย่าเสียใจไปเลย ขอเพียงท่านไม่หนี เงินก้อนนี้ก็จะถูกคืนให้พวกเราขอรับ อีกอย่าง ศิษย์พี่รองเป็คนออกเงิน มิได้ใช้ศิลาิญญาของท่านขอรับ"
ผู้าุโใหญ่ปรายตามองเขาด้วยท่าทางของผู้ใหญ่ที่น่าเกรงขาม "ข้าเป็คนประเภทที่จะเอาเปรียบผู้น้อยอย่างนั้นหรือ? ศิลาิญญาเท่าไหร่ ข้าจะคืนให้พวกเ้า"
หลินเยี่ยน "ไม่จำเป็จริง ๆ ..."
[แปดหมื่นศิลาิญญาชั้นสูง!]
เขายังพูดไม่ทันจบ เจียงซินก็ะโออกมาก่อนแล้ว หัวใจของผู้าุโใหญ่พลันเ็ปรุนแรงยิ่งขึ้น นี่คือการขอศิลาิญญาหรือเป็การปล้นชีวิตเขากันแน่!
[ท่านลุงใหญ่ดีจริง ๆ ช่างเห็นแก่พวกเราเหลือเกิน พอกลับถึงบ้าน ต้องชมท่านลุงใหญ่ต่อหน้าท่านพ่อให้มาก ๆ เลย]
ศิษย์หลานตัวน้อยโปรดระวังปากของเ้าด้วย!! หากเื่นี้รู้ถึงหูของเจียงอีเฉิน ชาตินี้อย่าหวังว่าเขาจะได้อยู่อย่างสบายแบบนี้อีกเลย!
ผู้าุโใหญ่ไม่รอช้ารีบหยิบถุงศิลาิญญาออกมาใบหนึ่ง แล้วยัดใส่มือหลินเยี่ยนอย่างแรง "รับไป ห้ามเกรงใจข้า!"
กลิ่นอายของผู้บำเพ็ญในขอบเขตผสานกายานั้นแข็งแกร่งเกินไป หลินเยี่ยนไม่กล้าปฏิเสธ เพียงแต่... เขาจ้องมองมือของผู้าุโใหญ่ที่ยังไม่ยอมปล่อย แล้วเอ่ยอย่างลังเลว่า "มือของข้ากับถุงศิลาิญญาของท่าน ท่านช่วยปล่อยอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนได้หรือไม่ขอรับ?"
ผู้าุโใหญ่ใช้มือซ้ายกุมมือหลินเยี่ยน ส่วนมือขวาก็ยังกุมถุงศิลาิญญาที่วางบนฝ่ามืออีกฝ่ายไว้แน่นไม่ยอมปล่อยมือเสียที จนกระทั่งถูกหลินเยี่ยนเตือน เขาจึงยอมผ่อนแรงที่มือลงเล็กน้อยอย่างไม่เต็มใจ
หลินเยี่ยนพยายามจะชักมือกลับตามความเคยชิน แต่กลับถูกผู้าุโใหญ่กุมไว้อีกครั้งจนเขาใแทบแย่
"หรือว่า... ท่านเอาถุงศิลาิญญาคืนไปเถิดขอรับ? อย่างไรเสียศิลาิญญาแปดหมื่นก้อนนี้พวกเขาก็ต้องคืนข้าอยู่ดี"
"เ้าช่วยอย่าบอกเื่นี้กับอาจารย์ของเ้าได้หรือไม่?" ผู้าุโใหญ่ถามอย่างจริงใจ
แม้ว่าเจียงอีเฉินจะเป็น้องเล็กสุด แต่เขาเป็เ้าสำนัก ตำแหน่งสูงกว่าเพียงขั้นเดียวก็สามารถกดข่มผู้อื่นได้ราบคาบ หลายปีมานี้เพื่อที่จะไม่ต้องเป็เ้าสำนัก เจียงอีเฉินและผู้าุโท่านอื่น ๆ ต่างก็ใช้สารพัดเล่ห์เหลี่ยมเพื่อหลีกเลี่ยง
เื่ของผู้ใหญ่ หลินเยี่ยนซึ่งเป็ผู้น้อยไม่ขอเข้าไปข้องเกี่ยว เขาจึงส่งสัญญาณให้ผู้าุโใหญ่วางใจ "ศิษย์จะไม่แพร่งพรายขอรับ"
ผู้าุโใหญ่หันไปมองฉู่หลินเฟิงและเจียงซิน ฉู่หลินเฟิงมีความคิดไม่ละเอียดอ่อนเท่าหลินเยี่ยน จึงไม่เข้าใจว่าทำไมผู้าุโใหญ่ถึงไม่อยากให้อาจารย์รู้เื่นี้ แต่เขาก็ยังพยักหน้าตามอย่างว่าง่าย "ศิษย์ก็จะไม่ปากโป้งขอรับ"
เจียงซินเป่าฟองน้ำลายเล่นอย่างเบื่อหน่าย
[ซินซินยังพูดไม่ได้เลย อยากบอกท่านพ่อก็ไม่มีวิธี]
ปากเ้าอาจจะพูดไม่ได้ แต่ในใจเ้านี่คิดเยอะเหลือเกิน หากเ้าเจ็ดได้ยินเสียงในใจของเ้า ข้ามิซวยหรอกหรือ?
ผู้าุโใหญ่คิดเช่นนั้น จึงเสริมอย่างเคร่งขรึมว่า "ในใจก็ห้ามคิดเื่นี้ด้วย"
หลินเยี่ยนและฉู่หลินเฟิงสบตากัน แล้วหันไปมองเจียงซินพร้อมกัน ส่วนเจียงซินงุนงงเล็กน้อย
[คิดแล้วทำไมหรือ? คุมฟ้าคุมดินแล้วยังคิดจะมาคุมความคิดในใจข้าอีกหรือ? อย่างไรเสีย ข้าคิดอะไร พวกท่านก็ไม่รู้อยู่ดี ฮ่าฮ่าฮ่า...]
เ้าตัวเล็กหัวเราะร่าอยู่คนเดียว โดยไม่สังเกตเห็นสีหน้าบอกไม่ถูกของอีกสามคนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่น ฉู่หลินเฟิงก็ตระหนักได้ว่าท่าทางจะไม่ทันการ "แย่แล้ว งานเลี้ยงในวังใกล้จะเริ่มแล้ว!"
เมืองหลวงชิวเย่ห้ามบิน และไม่อนุญาตให้ใช้คาถาประเภทเคลื่อนย้ายมิติ หากเดินไปวังหลวงตอนนี้ต้องไปสายแน่นอน ผู้าุโใหญ่จึงชำเลืองมองประตูบานที่พาพวกเขาสามคนเดินออกมาจากส่วนลึกของคุก เมื่อพลังิญญาที่เขาผนึกไว้ค่อย ๆ สลายไป ประตูที่ถูกวาดขึ้นมาบานนี้ก็กำลังเลือนหายไป จนเห็นเพียงขาของข่งซวินที่ยังอยู่ในห้องขังลาง ๆ
"หลินเฟิง กอดซินซินไว้ให้แน่น" ผู้าุโใหญ่สั่ง
ฉู่หลินเฟิงรับตัวเจียงซินมาจากหลินเยี่ยน ยังไม่ทันได้อ้าปาก ก็เห็นผู้าุโใหญ่ยื่นมือทั้งสองข้างออกมา หนีบเขาและหลินเยี่ยนไว้ใต้รักแร้ซ้ายขวา
"ผู้าุโใหญ่ท่าน"
"กอดศิษย์น้องของเ้าไว้ให้แน่น!" ผู้าุโใหญ่สั่งคำหนึ่ง จากนั้นทั้งร่างก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกศร มุ่งตรงไปยังวังหลวงทันที
ข่งซวินที่รอให้ประตูหายไปในห้องขังพลันรู้สึกถึงลางไม่ดี รีบกลายเป็แสงสายหนึ่งบินออกจากประตูที่กำลังจะหายไปนั้น นอกประตูว่างเปล่าไร้ผู้คน เห็นเพียงจุดแสงของผู้าุโใหญ่ที่พาคนบินหนีไปไกล ๆ จุดแสงนั้นวูบหายไปอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถติดตามได้ ข่งซวินหยิบใบสั่งปรับออกมาแล้ว แต่กลับไม่สามารถออกใบสั่งให้ผู้าุโใหญ่ได้เลย
ค่ายกลห้ามบินเหนือท้องฟ้าเมืองหลวงชิวเย่ถูกกระตุ้น ค่ายกลขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น แสงของค่ายกลหมุนวน มีสายฟ้าก่อตัวขึ้นลาง ๆ ภายในนั้น ทว่าก่อนที่สายฟ้าจะก่อตัวเสร็จ ร่างที่พุ่งทะยานอยู่ในอากาศนั้นก็หายวับไป เมื่อไม่มีใครฝ่าฝืนกฎอีก ค่ายกลจึงสูญเสียเป้าหมายในการโจมตี พลังสายฟ้าที่สถิตอยู่จึงต้องสลายตัวไป
ผู้าุโใหญ่หยุดลงอย่างมั่นคงในตรอกเล็ก ๆ ที่ไร้ผู้คนใกล้กับวังหลวง เขาชำเลืองมองค่ายกลที่หายไปอย่างไม่เต็มใจเหนือหัวด้วยความภาคภูมิใจ
"ไปเถิด ไปตอนนี้ทันเวลาพอดี"
เขาวางเด็กสองคนในมือลง หลินเยี่ยนและฉู่หลินเฟิงขาอ่อนแรงจนล้มลงกับพื้นทันที ความเร็วในการบินของผู้าุโใหญ่นั้นเร็วเกินไป เกินกว่าที่ผู้บำเพ็ญในระดับแก่นทองคำทั้งสองคนจะรับไหว ฉู่หลินเฟิงคุกเข่าอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื แต่สองมือยังคงกอดเจียงซินไว้แน่น
เมื่อเห็นทั้งสองเป็เช่นนี้ ผู้าุโใหญ่จึงรีบหันไปดูเจียงซินด้วยความกังวล "ซินซิน เ้าเป็อย่างไรบ้าง?"
[ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ]
เจียงซินไม่เข้าใจว่าศิษย์พี่ทั้งสองเป็อะไร นางยื่นมือน้อย ๆ อวบ ๆ ไปลูบใบหน้าซีด ๆ ของฉู่หลินเฟิงด้วยความห่วงใย แล้วดึงแขนเสื้อของหลินเยี่ยนที่ปลิวไสวตามลมอย่างร้อนรน
[ศิษย์พี่ พวกท่านเป็อะไรไปหรือ? ผู้าุโใหญ่บินช้าขนาดนั้น ไม่น่าจะทำให้พวกท่านใจนเป็แบบนี้ได้นะ?]
พวกเขาไม่ได้ใ แต่เป็เพราะระดับบำเพ็ญต่ำเกินไป ร่างกายจึงทนความเร็วของขอบเขตผสานกายาไม่ไหว แต่ว่า… บอกว่าผู้าุโใหญ่บินช้า นี่มันเกินไปแล้วนะ!
ฉู่หลินเฟิงถลึงตาใส่เจียงซินอย่างขัดใจ หวังให้ศิษย์น้องเล็กถอนคำพูดในใจที่ทำลายศักดิ์ศรีของศิษย์พี่เช่นนี้ ทว่าเจียงซินยังคงร่าเริงสดใส ไม่สังเกตเห็นสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย ทำให้ฉู่หลินเฟิงรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาทันที
ศิษย์น้องเล็กยังไม่ได้ดึงปราณเข้าสู่ร่างแต่กลับไม่ได้รับผลกระทบเลย ดูท่าจะเป็เพราะเขาที่กระจอกเกินไปจริง ๆ
"ไปเถิด ๆ ประเดี๋ยวข่งซวินคงตามมาออกใบสั่งปรับให้ข้าพอดี"
ผู้าุโใหญ่ประคองทั้งสองคนขึ้นมาอย่างผู้มีประสบการณ์ แล้วลากจูงพวกเขาเดินไปยังวังหลวง เมื่อถึงหน้าประตูวัง ผู้าุโใหญ่หยิบเทียบเชิญออกมาเพื่อยืนยันตัวตน ทหารยามมองหลินเยี่ยนและฉู่หลินเฟิงที่นั่งกองอยู่บนพื้นด้วยความฉงน ก่อนจะเปิดเทียบเชิญเพื่อตรวจสอบ เมื่อเห็นคำว่า ‘สำนักเทียนสุ่ย’ บนเทียบเชิญ แววตาของเขาก็เปลี่ยนเป็เข้าใจทันที และเชื้อเชิญทั้งสี่คนเข้าไปอย่างนอบน้อม
ขณะที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูวัง หลินเยี่ยนที่สภาพสะบักสะบอมราวกับสุนัขป่วยพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น "ช้าก่อน... ขอข้าคำนวณดวงชะตาสักนิด"
เขาเป็นักพยากรณ์ ร่างกายไม่กำยำเหมือนผู้บำเพ็ญกระบี่อย่างฉู่หลินเฟิง จนถึงตอนนี้โลกตรงหน้าเขายังคงหมุนคว้าง นี่คือเหตุผลที่ก่อนออกเดินทาง ผู้าุโใหญ่กำชับให้ฉู่หลินเฟิงเป็คนอุ้มเจียงซิน เพราะเขากลัวว่านักพยากรณ์ที่อ่อนแออย่างหลินเยี่ยนจะเผลอทำเจียงซินหลุดมือระหว่างบิน จนทำให้เ้าตัวเล็กพลัดตกเสียก่อน
ตอนนี้หลินเยี่ยนฝืนยืนให้มั่นคง แล้วหยิบกระดองเต่ากับเหรียญทองแดงออกมา ส่วนผู้าุโใหญ่มองไปทางทิศที่ตั้งของกรมอาญาด้วยความกังวล กลัวว่าข่งซวินจะตามมาออกใบสั่งปรับให้เขา เพราะการเดินทางจากคุกกรมอาญามาถึงวังหลวงในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ความเร็วเฉลี่ยต้องเกินกำหนดแน่นอน
แม้ข่งซวินจะไม่ได้จับเขาได้คาหนังคาเขาขณะฝ่าฝืนกฎ แต่ก็สามารถตัดสินโทษเขาได้ รอให้เวลาผ่านไปสักพัก จนไม่สามารถคำนวณความเร็วที่แน่นอนในการมาวังหลวงได้ ข่งซวินก็จะทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว ผู้าุโใหญ่ผู้มีประสบการณ์ทำผิดกฎหมายโชกโชน รู้ดีว่าควรหาช่องว่างทางกฎหมายอย่างไร
สัญชาตญาณของนักพยากรณ์แม่นยำกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไป เมื่อเห็นหลินเยี่ยนที่กำลังเวียนหัวยังไม่ลืมคำนวณดวง ผู้าุโใหญ่กังวลว่าตนเองจะถูกปรับอีกครั้ง จึงคิดว่าคำนวณสักหน่อยก็ดี
"เ้าเร็วหน่อย"
หลินเยี่ยนเห็นภาพตรงหน้าซ้อนกัน เขาพยายามอยู่หลายครั้งกว่าจะเทเหรียญทองแดงลงในกระดองเต่าได้อย่างยากลำบาก และเริ่มตั้งดวงอย่างตั้งใจ เขาประคองกระดองเต่าด้วยสองมือ เขย่าซ้ายสามครั้ง ขวาสามครั้งพร้อมท่องบริกรรมคาถาในใจ ครู่หนึ่ง ดวงชะตาก็ปรากฏ
ผู้าุโใหญ่รีบถาม "เป็อย่างไรบ้าง?"
หลินเยี่ยนตอบอย่างจริงจัง "ก้าวเท้าซ้ายขอรับ"
"หือ?" ผู้าุโใหญ่ไม่เข้าใจ
หลินเยี่ยน "เข้าวังหลวงให้ก้าวเท้าซ้ายก่อนขอรับ"
ผู้าุโใหญ่งุนงงไปชั่วครู่