เขากวาดตามองโรงหมอขนาดสองชั้นที่ด้านในถูกจัดอย่างเป็นสัดเป็นส่วนด้านหน้าเป็นที่นั่งรอของผู้ป่วยส่วนด้านในถูกจัดเป็นโต๊ะที่ใช้รับคนไข้ด้านหน้าและส่วนด้านหลังเป็นห้องโดยมีหนังสือจำนวนมากวางอยู่บนชั้นหนังสือขนาดใหญ่
ส่วนอีกด้านก็กั้นเป็นห้องยาและห้องเล็กๆ สามห้องติดกัน สองห้องแรกเป็นของหมอหนุ่มที่เป็นลูกศิษย์ของหมอหลวงลู่ส่วนห้องสุดท้ายเป็นขององค์หญิงหมิงจูที่กำลังตรวจคนไข้
เขายืนมองนางอยู่ชั่วครู่แล้วยิ้มเล็กๆ ออกมาเมื่อเห็นร่างเล็กกำลังวุ่นวายอยู่ในโรงหมอเผลอจับเอวตัวเองเป็นหลายครั้ง
โดนเขาลงโทษไปขนาดนั้นแล้วยังกล้าหนีออกจากจวนอีกสงสัยเขาคงลงโทษนางเบาไปจริง ๆ
“คุณชาย ท่านมาหาหมอหรือข้าเองก็มาหาหมอเหมือนกัน” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมกับแรงสะกิดเบา ๆที่แขนทำให้เขาต้องหันไปมอง
“ท่านป้ามาหาหมอที่นี่บ่อยหรือ?”
“ใช่ ๆค่ารักษาที่นี่ไม่แพงเหมือนที่อื่น แถมหมอก็เก่งมาก โดยเฉพาะท่านหมอไป๋ทั้งพูดเพราะทั้งใจดี ข้าล่ะอยากได้ไปเป็นลูกเขยเสียจริง ๆ”
คำชมของป้าวัยกลางคนทำให้เขายิ้มหน้าบานแต่ช่วงหลัง ๆ นั่นช่างขัดหูยิ่งนัก...
“ท่านป้าท่านเข้าไปก่อนเถอะ ข้าจะรอให้น้องชายมาก่อนถึงเสียก่อน ถึงจะเข้าไป” เขาพูดพลางยิ้มบางๆ ให้
“อย่างนั้นรึ งั้นข้าไปก่อนนะ”
เขาพยักหน้าเบา ๆแล้วหันไปมององค์หญิงตัวแสบและตัดสินใจเลื่อนเวลาจับเหยื่อออกไปก่อน
กว่าคนไข้จะหมดก็บ่ายแก่จนเกือบเย็นหลังจากนั้นคนในโรงหมอก็ถูกเรียกไปรวมกันที่โต๊ะยาวด้านหน้าโรงหมอ
เพียงไม่นานองค์หญิงหมิงจูก็เดินตามมาพร้อมกับจื้อหลานที่เข็นกระดานแผ่นใหญ่ออกมาตั้งข้าง ๆองค์หญิง
การประชุมย่อย ๆ เริ่มขึ้นโดยคนที่ทำงานรับคนไข้ยืนขึ้นและอธิบายจนสุดท้ายเหลือเพียงพวกหมอที่นั่งคุยกัน
ถึงเขาจะไม่ได้ยินว่าพวกนางคุยอะไรกันแต่ท่าทางการพลิกตำราไปมาของทั้งสามคนก็ทำให้รู้ว่าน่าจะเกี่ยวกับการรักษาคนไข้
ผ่านไปชั่วครู่ บรรยากาศบนโต๊ะนั้นก็ผ่อนคลายลงดูเหมือนว่าพวกเขาจะหาทางออกได้แล้วจื้อหลานจึงเดินไปหยิบสมุดสองสามเล่มเข้าถุงผ้าแล้วองค์หญิงกับจื้อหลานก็เดินออกมาก่อน
หลังจากนั้นองค์หญิงก็ไปแวะที่สวนสมุนไพรที่อยู่ไม่ไกลก่อนที่จะย้อนมายังร้านเครื่องประดับในเมือง โดยนางไปรับสมุดอีกที่ละเล่ม
และที่ร้านเครื่องประทินผิวนี่เองที่องค์หญิงได้เจอกับไอ้หมอนั้น
ลู่อี๋หราน รองเจ้าสำนักตรวจการซ้าย!
“ท่านไป๋ทำไมวันนี้ถึงมีเวลามาเดินเที่ยวได้” เธอหันไปมองอี๋หรานที่ชอบทำตัวผลุบ ๆ โผล่ ๆ แล้วยิ้มออกมา
“วันนี้คนไข้ไม่เยอะเลยเสร็จเร็วนะท่านมาเที่ยวหรือ”
“ไม่ใช่ ข้ามาหาคนเลี้ยงข้าวต่างหากข้าโดนท่านพ่อหักเงินเดือนอีกแล้ว” น้ำเสียงงอแงของอี๋หรานทำให้เธอที่ยิ้มบาง ๆออกมา
“ท่านไป๋ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ดูท่านซึม ๆ ไปนะ” สายตาเหยี่ยวของอี๋หรานที่มองมาทำให้เธอส่ายหัวเบาๆ และรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ข้าแค่เหนื่อยนะท่านหาคนเลี้ยงข้าวมิใช่หรือ... ไป! เดี๋ยวข้าเลี้ยงเองท่านมีร้านไหนแนะนำบ้างไหม”
“ตรงนั้นมีร้านบะหมี่เปิดใหม่ท่านจะลองไปลองหรือไม่ ข้าง ๆ ร้านนั้นมีถังหูลู่ขายด้วยนะ”อี๋หรานเปลี่ยนท่าทีตามเธอฉับพลันจนเธอค้อนกับความแสนรู้ของเขา
“ได้! ไปซิท่านนำทางไปเลย”เธอพยักหน้ารับแล้วหันไปดึงจื้อหลานมาเดินด้วย แต่ทว่าโม่เฉินกลับพูดแทรกขึ้นมา
“ข้าน้อยว่าท่านกลับจวนดีกว่าขอรับนี่ก็เย็นมากแล้ว...”
เธอหันไปมองโม่เฉินอย่างแปลกที่จู่ๆ วันนี้เขาก็ขัดเธอ แต่ความหิวที่มีมากกว่าทำให้เธอหันหลังกลับและเร่งฝีเท้าขึ้น
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ข้าหิวไปก่อนค่อยกลับก็ยังทัน”เธอละความสนใจจากโม่เฉินแล้วเดินเข้าร้านบะหมี่ไปแล้วต่อด้วยการเดินตลาดหาขนมกินเล่นกับอี๋หรานอีกพักใหญ่
ขอเวลาให้เธอได้หายใจต่ออีกสักหน่อยก่อนที่เธอจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความจริงที่แสนโหดร้าย...
เขามองท่าทีสนิทสนมขององค์หญิงหมิงกับอี๋หรานแล้วกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนอยากจะเอาดาบฟันชายคนนั้นให้ขาดเป็นสองท่อน
ถึงแม้ว่านางจะยังอยู่ในชุดของบุรุษและมีจื้อหลานกับโม่เฉินนั่งคั่นอยู่แต่มันก็ไม่เหมาะสมที่นางจะมากินข้าวกับบุรุษอื่นเช่นนี้
และดูเหมือนว่านี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขามานั่งกินข้าวด้วยกัน!
เขาอยากกระชากนางมาถามยิ่งนักว่าทำไมนางถึงได้กล้าดีอย่างไรถึงได้มานั่งยิ้มและหัวเราะกับบุรุษอื่นเช่นนี้!
ทั้งที่เขาทั้งรักทั้งหลงและถนอมมิให้ดอกไม้ดอกนี้ช้ำแต่นางกลับทำกับเขาได้เจ็บแสบมาก
“ท่านแม่ทัพใหญ่ เอ่อ...เรากลับกันก่อนดีหรือไม่ขอรับ”น้ำเสียงลังเลของมู่เหยียนทำให้เขาตวัดสายตาไปมองชั่วแวบ
“ไม่!” เขาหันกลับไปสนใจร่างบางที่กำลังเดินเลือกซื้อขนมอย่างสนุกสนานแล้วเดินตามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเย็นย่ำนางจึงยอมกลับจวน
เขามองร่างเล็กกับจื้อหลานที่มุดรอยแตกของกำแพงหลังจวนเข้าไปข้างในแล้วสะบัดตัวหันหลังและหายไปในความมืด
เธอมองพระจันทร์ที่ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วกวาดตามองไปออกไปข้างนอก รวมถึงเรือนใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลแต่กลับไม่มีร่องรอยของคนที่ควรจะกลับมาถึงบ้านได้แล้ว
“องค์หญิงนายท่านคงงานยุ่งเลยยังไม่กลับมา ท่านอย่าได้คิดมากเลย จิบน้ำสักนิดเถิดเจ้าค่ะ”
เธอหันมองประตูห้องนอนเปิดทิ้งเอาไว้รอเฟิงหลงมองจื้อหลานเลื่อนแก้วชาที่ให้เธออย่างเป็นห่วงแล้วถอนหายใจออกมา
นี่ก็ดึกมากแล้วแต่เฟิงหลงยังไม่กลับมาเลยก็เขาบอกว่าจะกลับมาหาเธอนี่น่า
เธอเหลือบมองจื้อหลานที่เริ่มหาวหวาดๆ แล้วไล่ให้นางไปพัก
“จื้อหลาน เจ้าไปนอนเถอะข้าก็จะท่านแม่ทัพใหญ่อีกสักพัก”
“ข้าน้อยอยู่ได้เจ้าค่ะ”
“ไปเถอะเดี๋ยวข้ารอเขาเอง” คำยืนยันของเธอทำให้จื้อหลานพยักหน้าแล้วเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูห้องนอนให้อย่างเรียบร้อย
เธอมองไปรอบ ๆ ห้องก่อนที่จะเดินไปหยิบถุงผ้าที่เธอตั้งใจจะปักเป็นรูปพยัคฆ์ให้เขาเพื่อแก้ตัวจากที่เคยปักสัตว์ประหลาดไปให้เขาในวันก่อน
เวลาผ่านไปครึ่งค่อนคืนแต่เฟิงหลงก็ยังไม่กลับมาเธอวางถุงหอมที่ปักเสร็จแล้วลงบนตั่งยาวแล้วถอนหายใจออกมา
เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาไม่กลับมาเธอก็เดินไปลงกลอนประตูและหันไปมองเตียงนอนที่ดูเหมือนจะกว้างกว่าทุกวันด้วยความรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก
เธอนอนลงบนเตียงแล้วพลิกไปพลิกมาอยู่เกือบเช้าถึงจะหลับลงได้
คืนนั้นเฟิงหลงไม่กลับจวนจริงๆ ทั้งยังไม่มีการส่งคนมาแจ้งข่าวใด ๆ แก่เธอด้วยถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงคิดในแง่ดีว่าเขาน่าจะยุ่งมากก็เลยค้างคืนที่ค่ายทหารและไม่มีเวลาบอกเธอ
แต่ทำไมใจเธอถึงหวิวแปลก ๆนะ