“แฟนหรือ น่ารักดีนะ”
พอได้จังหวะ ศักดิ์พลก็เปิดปากถามเด็กหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาดีที่ดูบางมุมก็คล้าย ๆ กับพระเอกดิคาปริโอที่เล่นภาพยนตร์ดังในตำนานซึ่งตนเองก็เคยชื่นชมคลั่งไคล้เขาไปพักใหญ่อยู่เหมือนกัน
“ไม่ใช่ซักหน่อยครับ เพื่อนกันเฉย ๆ”
“แล้วแลกหนังสือกันบ่อยไหม?”
“บ่อยครับ แววจะเอาพวกการ์ตูนมาให้อ่าน ผมจึงให้เธอยืมบ้างบางครั้งเธอก็เอาหนังสือเรียนเก่า ๆ ที่ไม่ใช้แล้วมาให้ ถ้ามีเวลาว่างก็จะช่วยสอนหนังสือให้ผมอีกเป็การทบทวนความรู้ไปในตัว”
“สอนกันที่ไหนหรือ?”
“ที่บ้านของแววครับ แล้วผมก็จะช่วยลุงสุขล้างรถหรือไม่ก็ช่วยป้าณีปั้นแป้งเป็การตอบแทน”
‘ก็ยังดีที่อยู่ในสายตาผู้ใหญ่’ ศักดิ์พลคิดในใจแล้วก็ไม่พูดอะไรต่อพอลจึงเป็คนเล่าเื่ของตนให้ฟังเอง ซึ่งเด็กหนุ่มก็ดูจะมีชีวิตที่ลำบากน่าสงสารไม่ต่างกันกับเขาเกิดมาในครอบครัวอันไม่สมบูรณ์ ได้รับความรักจากผู้หญิงคนเดียวที่เลี้ยงดูมาและก็มีเศษเสี้ยวขาดแหว่งในหัวใจ
ด้วยเหตุนี้กระมังเมื่อมองเห็นพอลครั้งแรกนอกจากรูปร่างหน้าตาที่ชวนสะดุดแล้ว ยังเกิดเป็ความรู้สึกบางอย่างให้นึกเอ็นดูเด็กคนนี้เป็พิเศษ
“แล้วทำไมถึงไม่เรียนต่อล่ะ”
“ผมอยากออกไปทำงานหาเงินช่วยแม่ครับเราสองคนจะเก็บเงินซื้อบ้านเล็ก ๆ สักหลังที่เป็ของตัวเองและมีพื้นที่ทำสวนปลูกผัก”
“เพ้อเจ้อ จบแค่นี้ ตัวก็แค่นี้จะไปทำอะไรที่ไหนได้นอกเสียจาก นายจะเกิดเป็ผู้หญิงแล้วทำงานอย่างแม่นายน่ะ”
พลสะดุดกึก เมื่อรู้ตัวว่าเผลอปากพล่อยออกไปจึงเงยหน้ามองเด็กหนุ่มอย่างขอโทษพอลก็เงียบเสียงลง เอาแต่นั่งก้มหน้ามองมือของตนที่ประสานกันอยู่
“อันที่จริง พี่ ๆพวกนั้นก็บอกเหมือนกันว่าหน้าตาอย่างผมเนี่ยถ้าไปทำงานที่บาร์ผู้ชายจะมีรายได้ดีมากๆ เลย”
“นายจะทำอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่หรอกครับ”
ศักดิ์พลแอบโล่งใจ หยิบปาท่องโก๋ตัวสุดท้ายของตนให้พอลแล้วก็ยกแก้วน้ำเต้าหู้ขึ้นดื่มจนหมด
“แม่ถามผมว่ารู้สึกอย่างไรที่มีแม่ทำงานแบบนี้แล้วผมยังจะไปทำงานแบบนั้นอีกหรือ หากวันหน้าเกิดมีครอบครัวขึ้นมาและมีลูกเหมือนกันเด็กคนนั้นก็คงจะมีความรู้สึกเหมือนกันไม่ต่างจากผม ผมก็เลยคิดว่าจะไปหางานอย่างอื่นทำดีกว่าครับ”
“แล้วนายว่าจะทำอะไรล่ะ”
“รับจ้างเข็นผักในตลาด ไปสมัครงานที่ร้านอาหารหรือไม่ก็ไปลองเป็ยามที่ห้างดู จริงสิ!คุณพลทำงานอะไรหรือครับ ้าคนงานไหม ผมทำได้หมดทุกอย่างเลยนะ”
“หึ! แล้วนายคิดว่าฉันเหมือนคนทำอาชีพอะไรล่ะ?”
เด็กหนุ่มมองสำรวจคนถาม แล้วเอียงคอทำท่าคิด
“อืม ทำเกี่ยวกับพวกก่อสร้างหรือเปล่าครับผมก็ไม่รู้ว่ามีตำแหน่งอะไรบ้าง วิศวกร นักอะไรนะ?นักออกแบบนี่เขาเรียกว่าสถาปัตย์หรือเปล่า คุณพลเหมือนพวกทำงานอิสระข้างนอกมากกว่าจะเป็พนักงานประจำในห้องแอร์แต่...จะขับรถก็ไม่ใช่ เพราะคุณพลไม่ได้มีรถเป็ของตัวเอง”
“รถหรือ? มีสิ ใครว่าไม่มีล่ะ”
“แต่ผมเห็นคุณพลเดินมาแล้วก็เดินกลับตลอดเลย ทำไมไม่เอามาใช้ล่ะครับ”
“ฉันชอบเดินเล่นน่ะ รถก็ใช้บ้างตามแต่โอกาส”
“งั้น...หรือว่าคุณพลจะเป็เ้าของกิจการ พวกเกษตรกรรมส่งออกทุเรียนอย่างนี้ใช่ไหมครับ”
“อย่าเดาเลย เดาไม่ถูกหรอก ถามเขาซิทั้งหมดเท่าไหร่”
ศักดิ์พลเป็คนจ่ายค่าเสียหายทั้งหมดแล้วก็แยกจากกันตรงนั้นระหว่างทางกลับก็คิดว่าจะชวนพอลมาทำงานด้วยกันไหม ใจจริงก็ไม่อยากจะให้เด็กหนุ่มมาเกี่ยวข้องกับอาชีพไม่ดีเสี่ยงอันตรายเช่นนี้แต่จากสภาพความเป็อยู่ที่คลุกคลีคุ้นเคยกับสภาพสังคมแบบนั้นก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าชีวิตของพอลในวันหน้าจะสวยหรูไปได้ดิบได้ดีโดยไม่ตกหลุมบ่อที่เต็มไปด้วยกับดักตลอดทางเดิน
วันต่อมา ศักดิ์พลก็มาที่ชิคกี้บาร์อีกแต่ไม่ได้นั่งดื่มกินข้างล่างเหมือนเช่นเคย เขาให้พอลพาขึ้นไปดูวิมานที่เคยโอ้อวดไว้ชายหนุ่มถูกเชื้อเชิญให้นั่งบนโซฟายาวสีแดงตัวเก่ากลางดาดฟ้าที่มักจะใช้นั่งมองดวงดาราเพียงลำพังอยู่เสมอ
พอลวางถังน้ำแข็งไว้กับพื้นและวางจานถั่วทอดไว้ตรงกลางคั่นระหว่างทั้งสองศักดิ์พลเงยแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสนิท ก็ให้คิดถึง่เวลาที่ถูกจองจำอยู่ในคุกร้อยทั้งร้อยของนักโทษที่ติดอยู่ในนั้นจะชอบมองท้องฟ้าและเฝ้าอ้อนวอนขอให้มีอิสระในเร็ววัน
“คืนนี้น่าจะเป็คืนเดือนแรมนะครับ”
“ใช่ และน่าจะเป็แรมแปดค่ำหรือไม่ก็เก้าค่ำ”
“คุณพลรู้ด้วยหรือครับ?” เด็กหนุ่มหันหน้าถามอย่างตื่นเต้นเพราะไม่คิดว่าเขาจะรู้เื่แบบนี้ด้วย
“รู้สิ ฉันเองก็ชอบมองมันอยู่เป็ประจำ”
“ผมว่าคนที่ชอบมองฟ้าบ่อย ๆ ต้องเป็คนเหงาโดดเดี่ยวแบบผม แต่ไม่นึกว่าคุณพลก็เป็หนึ่งในนั้นด้วยเป็ไปได้ไงเนี่ย”
“ดูไม่ออกหรือ”
“ไม่ครับ คุณพลไม่เหมือนคนขี้เหงาเหมือนพวกแบดบอยที่ชอบปาร์ตี้ครื้นเครงเสียมากกว่า”
“หึ วิธีจัดการความเหงาของแต่ละคนไม่เหมือนกันสักหน่อย”
“ถึงว่าสิเพราะคุณพลเหงาและยังไม่มีแฟนนี่เองถึงชอบมาที่นี่บ่อย ๆ”
“ช่างวิเคราะห์จริงนะ”
“คนที่อยู่กับตัวเองมาก ๆ ก็ช่างคิดมากแบบนี้แหละครับ”
ศักดิ์พลแลเหลือบสายตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าอ่อนใสของคนที่กำลังขำน้อยๆ ถ้าเสียงยังไม่แตกและตัวไม่สูงเกือบจะเท่า ๆ กัน เขาก็คงคิดว่าพอลยังเป็เด็กชายวัยละอ่อนอยู่แน่นอน
“ดื่มสิ” เขาลองยื่นแก้วของตนที่เต็มไปด้วยน้ำสีเหลืองมีฟองให้
“เอ่อ...”
“ทำไม? อย่าบอกนะว่าอยู่ที่นี่ไม่เคยดื่มเบียร์”
“เคยดื่มครับ แต่ผมว่ามันขมเลยไม่ค่อยชอบ”
“ขมหรือ งั้นเอาเหล้าไหม”
“เอ่อ ผมว่ามันแสบท้องครับ แถมบาดคอด้วย”
“เหรอ” ศักดิ์พลพูดแค่นั้นแล้ววางแก้วลง เปลี่ยนมาควักบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อตัวเองจุดสูบก่อนจะหันไปถามคนที่คิดว่าค่อนข้างเหลือเชื่อ โตมาในสถานที่แบบนี้แต่กลับไม่คุ้นเคยพวกอบายมุขเอาเสียเลย
“ฉัน สูบได้ไหม?”
“เอ่อ ได้ครับ ตามสบายเลย”
ด้วยความเกรงใจผู้ใหญ่และการชื่นชอบศักดิ์พลเป็ทุนเดิม เด็กหนุ่มจึงไม่อาจแข็งใจปฏิเสธได้นานทั้งยังไม่อยากทำให้เขาเกิดอาการเซ็งเบื่อหน่ายจึงยกแก้วนั้นขึ้นดื่ม
“ไหนบอกไม่ชอบไง”
“ข้ามิได้พึงใจในรสสุรา แต่ข้าพึงใจในบรรยากาศของการร่ำสุรา”
พอลยกคำพูดที่เคยได้ยินมาหรือไม่แน่ใจว่าอ่านจากที่ไหนให้ฟังหลังจากดื่มจนหมดแก้วก้มลงหยิบน้ำแข็งเติมแล้วรินเบียร์ใหม่ให้เขาศักดิ์พลจึงตบหัวเบาทีหนึ่งก่อนจะรับมาดื่มต่อ
“หึ ไอ้นักปราชญ์หัวหมอเอ๊ย”
ชายหนุ่มรับมากระดกรวดเดียวเหมือนกันก่อนจะยื่นแก้วสลับคืนให้พอล
“ตกลงเื่งานน่ะนายสนใจอยากจะมาทำกับฉันจริง ๆ หรือ”
“สนใจครับ ผมสนใจมาก ๆ เลย”
“จะไม่ถามหน่อยหรือว่าฉันทำงานอะไร”
“งานอะไรก็ได้ครับ แล้วแต่คุณพลจะใช้เลยอยู่ที่นี่ผมทำเป็เกือบหมดทุกอย่าง กวาดพื้น ถูพื้น ซักผ้า ทำอาหาร จ่ายตลาดยกของ และทำบิลรายรับรายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ”
“ฉันไม่ใช้แรงงานนายมากขนาดนั้นหรอกเอาเป็ว่าวันมะรืนตอนเที่ยงฉันจะมารับแล้วกัน”
“ได้ครับผม”
พอลรับปากด้วยความดีใจ คิดว่าถ้าได้ออกไปทำงานมั่นคงกับศักดิ์พลแล้วต่อไปคงจะมีเงินเก็บเป็ของตัวเองอยู่ที่นี่แม้จะทำงานสารพัดอย่างแต่ก็ไม่ได้ค่าแรง เนื่องจากถือเป็การแลกเปลี่ยนที่ต้องอาศัยกินอยู่ที่นี่เสมือนบ้านในบางครั้งเวลาที่อยากซื้ออยากได้อะไร เขาก็ต้องไปเอ่ยปากขอกับแม่เอาเอง
รถกระบะกลางเก่ากลางใหม่สีดำสนิท มารับเด็กหนุ่มที่หน้าร้านตามนัดหมายศักดิ์พลไม่ได้บอกว่าวันนี้จะพาไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร พอลเองก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามเพราะั้แ่ขึ้นรถมาคุณพลของเขาก็ดูเงียบขรึมกว่าปกติ เหมือนกำลังใช้ความคิดในเื่สำคัญอยู่
ผ่านไปยี่สิบนาที รถก็จอดสนิทกลางซอยเล็กด้านหลังมหาวิทยาลัยอาชีวะศึกษาแห่งหนึ่งศักดิ์พลเปิดประตูลงไปก้ม ๆ เงย ๆ ที่มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล้วก็กวักมือเรียกให้เข้าไปหา
“ยกนะ”
ชายหนุ่มบอกแค่นั้น แล้วก็ยกด้านหน้าให้เด็กหนุ่มช่วยยกล้อหลังนำไปขึ้นท้ายกระบะทำอย่างนั้นอีกสองสามคันจนเต็ม จัดการมัดโยงไว้ด้วยกันให้แน่น และก็ใช้ผ้าใบผืนใหญ่คลุมลวกๆ ก่อนจะขับออกไปด้วยความรวดเร็วว่องไว
“เอ่อ...คุณพลเป็ช่างซ่อมรถหรือครับ”
พอลที่เริ่มนั่งนิ่งเฉยเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เอ่ยปากถามสั่นๆ เมื่อเกิดข้อกังขาในใจ ทีแรกก็คิดว่ารถมอเตอร์ไซค์เสียจึงต้องยกไปซ่อมที่ร้านเองแต่จากการสังเกตเห็นมันก็ไม่ได้เป็อะไร แล้วก็ไม่น่าที่จะเสียทีเดียวพร้อมกันหลายคันเช่นนี้
“เปล่า”
“แล้วรถพวกนั้นเสียหรือครับ”
“เปล่า”
“ถ้างั้น...เราจะเอามันไปทำไมครับ”
เด็กหนุ่มไม่กล้าคิดไปในแง่ร้าย แต่พฤติกรรมที่กระทำอยู่มันก็ชี้ชัดโต้งๆ ว่าเขาและคุณพลกำลังเป็ขโมย
“อยู่เฉย ๆ ไว้ เดี๋ยวก็รู้เอง”
ศักดิ์พลก็ไม่กล้าบอกไปตามตรง รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมานิด ๆที่ตัดสินใจลากเด็กหนุ่มมาเกี่ยวข้องด้วย วันนั้นเขาคงจะมึนเบียร์แล้วก็จวนตัวถึงได้ถามออกไปแต่ตอนนี้มันคงสายเกินไปแล้ว หากอะไรจะเกิดมันก็คงต้องเกิดขึ้น เขาจึงนั่งเงียบทำใจนิ่งไม่สนคนข้างกายที่คงเสียใจ กลัวสับสนและรู้สึกผิดอยู่ข้างในเหมือนตอนที่ตนเริ่มทำงานริเป็ขโมยใหม่ ๆ
“ของมาแล้วโว้ย มาช่วยกันยกหน่อย”
ชายคนหนึ่งอายุประมาณสามสิบปี สวมเสื้อช่างสีหม่น ๆะโเรียกลูกน้องที่อยู่ด้านในให้ออกมาช่วยกันรับสินค้าไปชำแหละ
พอลเห็นเด็กวัยรุ่นที่น่าจะแก่กว่าตนไปไม่กี่ปีเดินตามกันออกมาคนหนึ่งตัดผมเหมือนกะลามะพร้าวคว่ำสีดำสนิท คนหนึ่งไว้ทรงรากไทรทำไฮไลต์ด้วย และอีกคนหนึ่งก็ย้อมผมสีทองเหมือนกันกับสีผมธรรมชาติของเขาแล้วก็เอาแต่ยืนมองสำรวจั้แ่หัวจรดปลายเท้า ก่อนจะหันไปถามศักดิ์พล
“นี่เด็กใหม่เฮียหรือ?”
“อื้อ” รับไปอย่างนั้นแหละ แม้จะใช่หรือไม่ใช่ก็ี้เีพูดมากสาธยายเยอะ
“หน้าตาดีเว่อร์ ลูกครึ่งรึนายน่ะ”
“เฮ้ย!อย่ามัวพูดมากมาช่วยกันเร็วดิว้า หึงเด็กใหม่พี่เขารึไง”
นายหัวกะลาที่ขึ้นไปปลดผ้าใบ้าพูดแทรกขึ้นมา จึงโดนหัวทองซัดกลับแล้วทั้งคู่ก็โต้ฝีปากกันไปมาไม่หยุด พอลที่คุ้นชินกับบทสนทนาหยาบคายของสาว ๆในบาร์ไม่รู้สึกอะไรเลย ศักดิ์พลเองก็ไม่ใส่ใจกับการอำเล่น แซวสนุกของเด็กพวกนั้นหมุนตัวเดินตามหลังชายคนแรกเข้าไปรับเงินด้านใน พร้อมกับนั่งคุยรับออเดอร์งานชิ้นใหม่มา…..