การถือกำเนิดจอมมารผู้เหนือโลกที่สิบสาม

    บทที่ 34 ฝาแฝด...?

            ฉันในตอนนี้กำลังนั่งสร้างชุดอยู่นี่มันสร้างยากกว่าสร้างหลุมดำซะอีกนะ เพราะเป็นงานฝีมือโดยการสร้างเสื้อ

             

            สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จจนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสร้างเสื้อผ้าง่ายๆในโลกเดิมแม้จะดูไม่เข้ากับยุคนี้แต่ก็ดีกว่าใส่ชุดชั้นในแหละ

             

            ฉันสร้างชุดเสร็จก็กำลังจะมุ่งหน้าต่อฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของใครไม่รู้จากซ้ายมือ

             

            ลังเลอยู่นิดหน่อยแต่ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตเช่นพวกเราดังนั้นฉันจึงกัดฟันเดินหน้าไปซุ่มในพุ่มไม้

             

            มองออกไปตรงหน้ามีใครสักคนกำลังถูกฝูงก็อปลินล้อมอยู่แต่ทว่าในมือข้างหนึ่งของเธอถือกรรไกร ในมือข้างหนึ่งเธอถือมีดผ่าตัด

             

            และเสียงหัวเราะที่ดูบ้าคลั่งนั่นทำเอาฉันขุนลุกและเริ่มที่จะใช้มันตัดลิ้น แทงตา ตัดหูของก็อปลินอย่างว่องไว

             

            “ช..ชาร์ล็อต..”

             

            ฉันเห็นหน้าเธอคนนั้นก็อุทานออกมาเบาๆ ในใจท่าทางที่เหมือนสาวซาดิสม์ นั่นมันคืออะไรกัน ฉันว่าแล้วผู้หญิงคนนี้ต้องอันตราย

             

            แต่ทำเป็นไม่เห็นจะดีกว่าว่าแล้วก็ถอยออกจากพุ่มไม้ แต่เหมือนเท่าจะไปเหยียบกิ่งไม้เข้า

             

            “ใครนะ?!”

             

            แม้เธอจะถามฉันด้วยความตกใจแต่ก็ปามีดออกมาแล้วแต่ว่าในวินาทีที่ปาออกมานั้นเสียงของชาร์ล็อตก็ดังขึ้นอีก

             

            “ไม่ได้นะ!?”

             

            เธอเหมือนทะเลาะกับตัวเองใช้ความเร็วจากไหนไม่รู้วิ่งข้ามมีดที่ปามาหยุดตรงหน้าฉันและรับมีดไว้อย่างรวดเร็ว

             

            “นี่เธอทำบ้าอะไรของเธอชาร์ล!สัญญากันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ?”

             

            “หยุดพูดเลยมารีเธอไม่เห็นหรือไงว่านี่คือเพื่อนของพวกเรา?”

             

            “เพื่อนบ้าไรล่ะ พึ่งรู้จักกันไม่ถึงวัน”

             

            ฉันมองอย่างโง่งมไปกับเหตุการณ์ตรงหน้า..เอ่อ.. นี่มันเรื่องอะไรหว่า ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ

             

            แต่เหมือนจะมีคนคนเดียวกำลังทำน้ำเสียงสองโทนทะเลาะกันอยู่ฉันที่กำลังยืนงง ในที่สุดเหมือนชาร์ล็อตจะควบคุมร่างตัวเองได้แล้วก็

             

            “ขอโทษนะคะ ท่านเลทิเซีย ขอโทษจริงๆ ค่ะ..เมื่อกี้คือพี่สาวฝาแฝดของฉันเองค่ะ..”

             

            ฝาแฝด เดี๋ยวนะ..ในโบกนี้ตรรกะฝาแฝดเกิดจากไข่ใบเดียวกันหรือคนละใบก็ไม่รู้ นี่คือต้องมีร่างเดียวกันเหรอ?

             

            ไม่สิไม่ใช่เพราะข้อมูลที่ได้รับมาจากเทพธิดามันก็ปกติที่จะมีอยู่ของใครของมันแม้ในโลกนี้ลูกแฝดจะแทบไม่มีเลย

             

            ไม่สิไม่มีมาหลายร้อนปีเลยก็ว่าได้เพราะลูกแฝดนั้นจะได้รับพลังจากเทพมหาศาลดังนั้นจึงมีน้อยนิดมากๆ

             

            แต่นี่คือใช้ร่างเดียวกันอีกด้วย..จะว่าไปฉันรู้สึกแปลกๆ กับการทะเลาะกันของทั้งคู่เมื่อกี้นี้ด้วย.. จะว่าไงดีล่ะ..มันเหมือนกับตัวเองทะเลาะกันเองงั้นแหละ

             

            ก็นะ ใบหน้าเดียวกันนี่น่า..ฉันส่ายหัวแต่ก็ต้องระวังผู้หญิงคนนี้มากขึ้นถ้ามีคนอยู่ในหัวนั่นอีกหมายความว่าพวกเจาสามารถให้คนหนึ่งวางแผน

             

            ขณะเดียวกันให้อีกคนตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องจนไม่สามารถแยกได้ว่าเธอใช้ความคิดอยู่หรือเปล่า

             

            เหมือนเธอจะเห็นสีหน้าสงสัยของฉันเลยพูดขึ้น

             

            “มารีเป็นพี่สาวฝาแฝดของฉันเธอเป็นเหมือนแสงสว่างเวลาที่ฉันถูกรังแกเธอจะช่วยเหลือฉัน..เพราะงั้นฉันจึงตกลงกับเธอว่ามารีจะออกมาแค่บางเวลาแต่เธอจะทำอะไรก็ได้กับร่างกายของฉัน… ไม่สิร่างกายของพวกเรา”

             

            ว่าแล้วเธอก็ก้มหน้า.. เอ่อ..มันดูน่าสงสารไงไม่รู้แฮะ เพราะฉันมีพี่สาวหรือน้องสาว เลยเข้าใจเธอมาก

             

            แต่เพราะพี่สาวของเธอต้องใช้ร่างเดียวกันสลับไปมามันเลยทำให้เหมือนจะสนิทแต่กลับไม่สนิท..ไม่เหมือนกับฉันและเลวี่ที่สามารถกอดกันได้

             

            (พอเป็นเรื่องพี่น้องทีไรเลทิเซียก็จะอ่อนโยนลงอย่างยากที่จะเลี่ยง)

             

            ฉันถอนหายใจออกมา ช่างเป็นชีวิตพี่น้องทำลำบากจริงๆฉันคิดแบบนั้น อันที่จริงคนที่ควรระวังก็เป็นคนพี่มากกว่า

             

            “ท่านเลทิเซีย..ได้โปรดอย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะคะ เพราะว่า.. เพราะว่า…”

             

            “เข้าใจแล้ว”

             

            อืมฉันเข้าใจความรู้สึกที่หวงพี่สาวตัวเองไม่อยากให้ใครเข้าใกล้นั่นน่ะ ฉันเข้าใจดีจึงตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดอะไร

             

            (อันที่จริงเพราะชาร์ล็อตไม่อยากให้คนรู้เยอะกลัวจะถูกจับไปทดลองนั่นนี่และอาจจะมีเหตุผลลึกมากกว่านี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะบอกให้คนไม่สนิทฟัง)

             

            ฉันพูดไปแบบนั้นชาร์ล็อตก็ยิ้มให้ฉันด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรและมีเพียงความสื่อตรงเท่านั้นว่า

             

            “ขอบคุณนะ”

             

            “…”

             

            รอยยิ้มแบบนั้นเหมือนกับยัยซิลเวียไม่มีผิดไม่รู้ทำไมมันทำให้ฉันอดที่จะใจเต้นไม่ได้..

             

            รอยยิ้มแบบนั้นน่ะ.. ทำไมถึงเป็นพิษแบบนี้นะเพราะในชาติก่อนนอกจากพี่สาวและน้องสาวแล้ว..ฉันก็ไม่เคยได้รับรอยยิ้มอ่อนโยนและขอบคุณนั่นจากใครเลย

             

            แต่ทำไม.. ถึงได้รับบ่อยนักในชีวิตนี้ฉันเอามือกุมหน้าอกตัวเองเบาๆ สงบจิตใจลงได้ เหมือนชาร์ล็อตพึ่งนึกอะไรขึ้นได้

             

            “จริงสิ เพื่อเป็นการขอบคุณชั้นขอมอบสิ่งนี้ให้ท่านเลทิเซียแล้วกัน”

             

            ว่าแล้วเธอก็ยื่นจี้สีแดงมาให้ฉันเป็นจี้ที่ค่อนข้างประหลาดไม่มากก็น้อยเลยล่ะแถมรู้สึกถึงพลังเวทที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้นด้วย

             

            อาจจะเป็นเครื่องรางเวทมนตร์ภายในด้วยความระมัดระวังตัวฉันจึงใช้เวทมนตร์ตรวจสอบลงบนจี้สีแดงก้อนนั้นพลางถามออกไป

             

            “นี่คืออะไร?”

             

            แต่จากการตรวจสอบก็ไม่มีอะไรผิดปกติเหมือนเครื่องรางที่มีคลื่นพลังเวทอยู่นิดหน่อยน่ะ

             

            “มันคือ..จี้ที่ฉันได้รับมาจากคนคนหนึ่งตอนที่ฉันหลงทางในตอนเด็กน่ะ..หลังจากนั้นเธอก็ส่งฉันกับบ้านแล้วบอกว่า จี้นี้คือสิ่งที่สำคัญต่อเธอมาก…”

             

            เธอเหมือนจะมีคำพูดต่อแต่เลือกที่จะไม่พูดแต่ฉันรู้สึกว่ามันเป็นของของเธอ แถมยังดูเหมือนจะสำคัญของเธอมาก

             

            “แต่นี่มันเป็นของสำคัญ.. เธอควรจะเก็บ…”

             

            “ไม่หรอก..ฉันรู้สึกว่านี่มันสำคัญกับท่านเลทิเซียมากกว่าที่ฉันจะเก็บไว้ มันอาจจะดูงดงามขึ้นถ้าคุณเลทิเซียถือมันนะ”

             

            เหมือนเธอจะไม่ยอมฉันลังเลแต่ก็เลือกที่จะพยักหน้าตอบถึงจะไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันแต่ฉันก็รู้สึกถึงบางอย่างในจี้นี้

             

            ขณะที่ฉันกำลังจะเก็บใส่ถุง..ในตอนนั้นเองทุกอย่างก็มืดมัวหัวฉันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง

             

            ขณะที่ฉันกำลังจะเก็บใส่ถุง..ในตอนนั้นเองทุกอย่างก็มืดมัวหัวฉันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง

             

            “ไม่..ม ท่าน…จอ— อย-…ทำ..แ— นั้น”

             

            “อ๊ากกก”

             

            ฉันพยายามจะฟังแต่เสียงนั่นขาดๆ หายๆจนฟังไม่รู้เรื่องแต่ฉันกลับจำสิ่งนั้นได้ชัดเจนรู้สึกตัวอีกทีก็กลับมายืนอยู่ตรงจุดเดิม

             

            คิ้วของชาร์ล็อตย่นเข้าหากันมองมาที่ฉันด้วยสีหน้าเหมือนเลวี่ทำบ่อยๆเวลาฉันเจอปัญหา

             

            “เป็นอะไร.. หรือเปล่าคะ ท่านเลทิเซีย..?”

             

            “อืม.. ไม่เป็นไร.. ยังไงก็เถอะเลิกเรียกฉันว่าท่าน ได้แล้ว.. เรียกว่าเลทิเซียเฉยๆ ก็ได้ ถือว่าแลกกัน”

             

            “เอ๋.. แต.. แต่ว่า…..”

             

            ไม่รู้ทำไมฉันถึงพูดแบบนี้ ทั้งๆที่รู้จักกับเธอมาไม่นานแท้ๆ แต่ก็รู้สึกรำคาญจริงๆ ถูกเรียกท่านก่อนชื่อเนี่ย

             

            เพราะยังไงซะก็ไม่มีคนเรียกแบบนั้นเลวี่เรียกท่านพี่ก็จริงแต่เป็นคำแทนของน้องสาวในโลกนี้เรียกพี่สาวพี่ชายทุกคนซึ่งฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกแปลกๆ อะไร

             

            ส่วนซิลเวียก็เรียกฉันห้วนๆในขณะที่โคลเอ้กับลาน่าเรียกฉันว่าองค์หญิง..มีแค่ชาร์ล็อตเท่านั้นที่เรียกฉันแบบนั้น พอเห็นสีหน้าจริงจังของฉันเธอจึงตอบ

             

            “ก็ได้ค่ะ.. เล..ทิเซีย..”

             

            “…”

             

            แค่เรียกชื่อจะอายทำไมเนี่ยฉันไม่เข้าใจท่าทางพิลึกกึกกือของเธอแต่ในตอนนั้นเองพลันมีกระแสลมปริศนาหมุนเคว้งมาจากทุกทิศทาง

             

            แรงผลักลึกลับซัดเอาฉันกับชาร์ล็อตจนกระเด็น

             

            “อย่า—”

             

            เสียงที่ดูคุ้นๆดังขึ้นหากแต่ทว่าในชั่วพริบตานั้นเองก็มีคนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้ามวลลมนั่นเป็นผู้หญิงลึกลับที่ชื่ออเล็กเซีย

             

            และในแทบจะทันทีก็มีร่างของผู้หญิงอีกสองคนปรากฏขึ้นคนหนึ่งเป็นผู้หญิงผมสีขาวฉันเคยเห็นเธอมาก่อน เธอคือคนที่ชื่อริว

             

            ส่วนอีกคนมีผมสีเหลืองทองเป็นคนที่มีสีหน้าหงุดหงิดที่สุดจากทั้งสาม

             

            “นี่คือโลกของฉันคงไม่อาจปล่อยให้เธอทำมันปั่นป่วนหรอกนะ”

             

            “ถอย.. ไป!”

             

            เสียงลึกลับจากมวลลมดังขึ้นพร้อมกับขาข้างหนึ่งที่ก้าวออกมาแต่ผู้หญิงที่ชื่อริวก็พูดออกมาแต่ผู้หญิงผมสีเหลืองก็พูดขึ้น

             

            “นี่ถือเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เธอทำให้ฉันรู้สึกรำคาญห้ะ?”

             

            “แต่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนพึ่งเป็นครั้งแรกนิ”

             

            ผู้หญิงที่ชื่ออเล็กเซียแย้งขึ้นแต่มีคนเดียวที่ไม่พูดโต้แย้งนั่นคือคนที่ชื่อริวเธอดีดนิ้วและคลื่นพลังก็ผลักใส่มวลลมจนแตกสลายไป

             

            ผู้หญิงผมสีเหลืองทองก็ พ่นลมหายใจเบาๆจนพลังลึกลับถูกถีบส่งกลับคืนและกลายเป็นอุโมงค์กาลอวกาศรอยร้าวปรากฏขึ้นทั่วทั้งมิติ

             

            ในขณะที่..ผู้หญิงที่ชื่ออเล็กเซียก็ปาเม็ดยาสีดำใส่ “ปัง!”ทุกอย่างพังทลายและโลกแห่งนี้แตกทลายจนพวกเราถูกผลักออกมา ฉันกระอักเลือดทันที

             

            “อั้ก… เมื่อกี้.. มันบ้าอะไรกัน?”

             

            ภัยพิบัติระดับไหนที่ดีดนิ้วพ่นลมหายใจและเม็ดยาทำลายมิติกว้างสองร้อยกิโลเมตรได้ในพริบตาเดียว?

             

            ที่นี่มันจะอันตรายเกินไปแล้ว!