วันต่อมาเมื่อมาถึงการเจรจาและการชำระเงินตราต่างๆ เฉียวเฟิงได้ให้พานลี่ว่าจ้างสำนักว่าความมืออาชีพ ช่วยดูแลการจัดซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของอดีตสำหนักสยบมังกร เพื่อป้องกันลูกเล่นต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ในฐานะผู้เคยผ่านโลกมามาก เฉียวเฟิงไม่สามารถปล่อยผ่านเรื่องต่างๆ โดยคิดว่าเรื่องต่างๆ จะสำเร็จเรียบร้อยดังประสงค์โดยง่าย โลกแต่ละใบต่างมีวิธีการค้าขายทำธุรกิจเฉพาะของตัวเอง ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท การทำงานโดยผ่านมืออาชีพจึงดีที่สุด จนการเจรจาซื้อขายจบไปได้ด้วยดี เจ้าของโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งส่งตัวแทนมามิได้มาด้วยตัวเอง แต่ก็ได้กล่าวสำทับว่าปรารถนาจะเจอคุณหนูพานลี่ให้ได้ในภายหลัง
...แน่นอนใครๆ ก็คงปรารถนาจะรู้จักลูกคุณหนูใจปล้ำคนนี้ แต่ใครจะรู้!!! มันมิใช่เงินนาง
หลังการซื้อขายจบลงเฉียวเฟิงได้ให้เด็กๆ ไปพักผ่อนและเที่ยวเล่นตามใจ ส่วนตัวเองเก็บตัวฝึกวรยุทธ์ในห้องคนเดียวอย่างเงียบงัน
————————————————
ชื่อ : จ้าว เฉียว เฟิง [อายุ 11 ปี]
ระดับ : [4] นักรบขั้น 2 จาก 9 ขั้น
สภาวะร่างกาย : [1840/2540]
พลังกาย [1420] โจมตี [1840] ป้องกัน [602] ว่องไว [1620] สิติปัญญา [3080] โชคชะตา [105]
พลังปราณ : [3622]
พลังวิญญาณ : [6102]
ธาตุพลัง : [ดิน 540] : [น้ำ 850] : [ลม 550] : [ไฟ 1065] : [ ทอง เหล็ก 580] : [สายฟ้า 825]
วิชาที่มี : [ระดับเบื้องต้น 2555] : [ระดับต่ำ 1512] : [ระดับกลาง 1]
สถานะพิเศษ : [เศษจิตวิญญาณจ้าวหมื่นมาร] [เนตรวิญญาณของขวัญจากจ้าวหมื่นมาร]
————————————————
'เจ้าทำสำเร็จแล้วเฉียวเฟิง' เสียงมารน้อยดังขึ้นในห้วงจิต 'ข้าสัมผัสได้ถึงผนึกบางส่วนที่ถูกคลายออก อาจจะเป็นเพราะตอนนี้มารดาของท่านจ้าวหมื่นมารรักษาตัวหายดีแล้วเป็นแน่ ทำให้ปรารถนาส่วนนี้ของท่านจ้าวหมื่นมารต่อมารดาสำเร็จ ดังนั้นจึงเป็นผลให้ผนึกความรู้ที่ถูกปิดผนึกไว้เปิดออกอีกบางส่วน ทำให้เจ้าสามารถศึกษาความรู้ต่างๆ นั้นได้ในทันที ตอนนี้เจ้าสนใจศึกษามันเลยหรือไม่เฉียวเฟิง' เจ้ามารน้อยถามเฉียวเฟิงด้วยน้ำเสียงโอ้อวดเล็กๆ คล้ายอยากให้เฉียวเฟิงเห็นความยิ่งใหญ่ของท่านจ้าวหมื่นมารมากขึ้น
เฉียวเฟิงได้ยินดังนั้นรีบสงบลมปราณก่อนตั้งจิตสงบเข้าสู่ห้วงมิติวิญญาณภายในจิตของตนเองในทันที
"มีอะไรใหม่บ้างหลายปีมานี้ข้าศึกษาความรู้เบื้องต้นและระดับต่ำจนหมดทุกวิชาไม่อาจจะศึกษาอะไรเพิ่มเติมได้อีกแล้ว ยกเว้นข้าจะเข้าเรียนในสำหนักใดสำหนักหนึ่งแทนที่จะมานั่งรอความรู้ภายในนี้"
เฉียวเฟิงพูดจบ เจ้ามารน้อยก็เปิดหน้าจอเสมือนระบบในเกมขึ้นมาให้เฉียวเฟิงเลือกเปิดดูมากมาย ในครั้งนี้มีเคล็ดวิชาไม่น้อยเลยที่ให้มันได้ศึกษา
-----------------------------
วิชาระดับต่ำ 24505 วิชา
วิชาระดับกลาง 5502 วิชา
ความรู้สร้างศาสตราวุธระดับกลาง - สูง 1042 เล่ม
ความรู้เรื่องธาตุพลังและวัตถุดิบสัตว์อสูร 1296 เล่ม
ความรู้เรื่องสมุนไพรวิเศษ 1324 เล่ม
-----------------------------
เฉียวเฟิงตอนนี้ในใจรีบร้อนแล้ว เริ่มเปิดอ่านหนังสือเกี่ยวกับธาตุพลังและตามด้วยสมุนไพรต่างๆ ทันที เมื่อเปิดดูก็พบว่าความรู้เกือบ 1 ใน 4 เป็นความรู้ที่เฉียวเฟิงรู้อยู่แล้วจากในโลกของเกมเสมือน แต่ส่วนที่ไม่รู้นั้นก็นับว่าล้ำค่ามาก มันคล้ายเปิดโลกอีกใบของเฉียวเฟิง
ส่วนใหญ่มักจะเป็นวัตถุดิบเฉพาะที่หายากที่เฉียวเฟิงไม่เคยได้รู้จัก เพราะในโลกแห่งเกมเสมือนหลายๆ สิ่งที่เฉียวเฟิงไม่เคยได้พบเห็น และมีข้อมูลเกี่ยวกับมันนั้นก็มีอยู่มาก
เพราะมหาจักรวาลนั้นยิ่งใหญ่ไร้จุดจบ ตัวเฉียวเฟิงที่ใช้เวลาในโลกเสมือนแห่งเกมอนันตร์ภพ แม้จะใช้เวลาไปหลายปี แต่การจะรู้ทุกสิ่งในจักรวาลนั้นนับว่าเป็นไปไม่ได้ การได้หนังสือ 3 ประเภทและเคล็ดวิชาระดับกลางอีก 5502 วิชามานี้ นับว่าติดปีกให้กับเฉียวเฟิงอย่างมาก โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับการสร้างศาสตราวุธระดับกลางถึงสูง เพราะการตีอาวุธในเกมเสมือนกับชีวิตจริงนั้นต่างกันมาก เฉียวเฟิงจึงสนใจสิ่งนี้เป็นพิเศษ
สุดท้ายวิชายุทธ์ระดับกลาง เฉียวเฟิงไม่คิดเลยว่าจะมีมากมายขนาดนี้ แม้แต่หมอเทวดาซึ่งเป็นถึงเสี้ยวเทวะยังมีวิชาระดับกลางไม่ถึง 1 ใน 1000 ของจ้าวหมื่นมารเลย
เฉียวเฟิงค่อยๆ ศึกษาทีละวิชาอย่างไม่รีบร้อน เพราะเนื่องจากเวลาในห้องมิติห้วงจิตแห่งนี้ไม่มีจำกัด เขาจึงใช้เวลากว่า 3 เดือนค่อยๆ อ่านจนหมด และพบว่าวิชาที่ฝึกได้จริงๆ มีแค่ 5 วิชา นั่นไม่ใช่เพราะว่าวิชาเหล่านี้ยากเกินความเข้าใจของเฉียวเฟิง ที่สามารถรับการตระหนักรู้ในการฝึกจากเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของจ้าวหมื่นมารได้
เพียงแต่ว่าทุกวิชาในวิชาระดับกลางนี้ ต่างมีเงื่อนไขต้องกระทำในการฝึก เช่น เคล็ดวิชาวิหกอัสนีระดับกลางนั้นแบ่งเป็น 5 ระดับ แต่ละระดับต้องการตัวนำเป็นสื่อกลางในการฝึกฝน 3 ระดับแรกของเคล็ดวิชานี้ สิ่งสำคัญที่ต้องการคือหินอัสนีที่หาได้ไม่ยาก
แต่ในสองระดับหลังต้องใช้ธาตุสัตว์อสูรอัสนีระดับ 7 ถึง 8 ซึ่งนั้นทำให้การฝึกในตอนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากการหาสัตว์อสูรระดับสูงเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย บางทีแม้กระทั่งการมีเงินอย่างเดียวก็ไม่อาจจะช่วยให้หาสิ่งเหล่านี้ได้
***หมายเหตุ สัตว์อสูรของโลกนี้ถูกแบ่งเป็น 9 ระดับเช่นเดียวกับคน เพียงแต่ไม่มีชื่อเรียกพิเศษ ยิ่งระดับสูงยิ่งแสดงถึงความแข็งแกร่ง
ด้วยเหตุนี้เฉียวเฟิงจึงไม่รีบร้อนฝึกวิชา เพียงแต่คัดเลือกวิชาที่เหมาะสมแก่ตัวเองและเด็กๆ เพียง 2 ถึง 3 วิชาต่อคนก่อน
ส่วนใน 5 วิชาที่ฝึกได้ทันทีเฉียวเฟิงก็เห็น 2 วิชาที่น่าสนใจและหนึ่งวิชาที่คุ้นเคย
เช่น วิชากลั้นปราณสวรรค์พริสุทธิ์ขั้นต้นระดับกลางนี้ เป็นอีกหนึ่งวิชาต่อยอดที่จ้าวหมื่นมารได้สร้างขึ้นมาเอง เฉียวเฟิงสนใจวิชานี้มากเพราะมันสามารถทำให้พลังปราณสะสมในร่างก้าวกระโดดได้ถึง 3 ถึง 5 เท่าตัวได้ง่ายๆ จ้าวหมื่นมารในสมัยก่อนมีจุดอ่อนเรื่องพลังปราณในร่างมาก จึงสร้างวิชานี้ขึ้นเพื่อทดแทนจุดอ่อนและทำให้พลังปราณเป็นจุดแข็ง หากเฉียวเฟิงฝึกวิชานี้สำเร็จไม่ใช่ว่าพลังปราณในร่างมันจะไร้จุดสิ้นสุดเลยอย่างนั้นหรือสำหรับผู้คนในระดับเดียวกัน ฮาฮา เฉียวเฟิงพลางหัวเราะในใจ
หลังจากศึกษาอยู่สักพักเฉียวเฟิงก็พบว่าวิชานี้มีรูปแบบเดินลมปราณที่ประหลาด มีแต่คนความจำดีเลิศหรืออัฉริยะเท่านั้นที่ฝึกได้
เพราะจุดเดินลมปราณแปลกประหลาด และมีจำนวนมากไปจนเทียบเท่าเคล็ดวิชาระดับสูงสุด จนยากที่จะจดจำในช่วงเวลาอันสั้น แต่ผู้ใดสนใจจริงๆ หากไม่โง่งมจนเกินไปใช้เวลาภายใน 7 8 เดือนก็น่าจะจำจุดลมปราณทั้งหมดได้ ส่วนเวลาการฝึกคงขึ้นกับวาสนา
เฉียวเฟิงเร่งเรียนรู้จากนั้นก็พบว่ามีจิตวิญญาณเสมือนของจ้าวหมื่นมารปรากฏ มันรวมเป็นหนึ่งกับกายวิญญาณของเฉียวเฟิงทำให้การฝึกเคล็ดวิชานี้สำหรับตัวมันเป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็ว เวลาผ่านไปเพียงครู่สั้น เฉียวเฟิงก็เข้าสู่ระดับสูงสุดของเคล็ดวิชานี้แล้ว
หลังจากเดินลมปราณหลายรอบจนมั่นใจในในมิติแห่งจิต เฉียวเฟิงจึงออกจากมันแล้วกลับมาฝึกที่โลกแห่งความเป็นจริง
และก็เป็นดังคาด เฉียวเฟิงใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามบรรลุขั้นต้น หนึ่งชั่วยามบรรลุขั้นกลาง และอีก 3 ชั่วยามบรรลุขั้นสุดท้ายของเคล็ดวิชากลั้นปราณสวรรค์พริสุทธิ์แล้ว
...ตอนนี้ระดับพลังปราณของเฉียวเฟิงพอๆ กับเหล่าจอมยุทธ์ขั้นต้นแล้ว (ระดับ 6 ขั้น 1-3) แม้แต่พลังวิญญาณก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย ส่วนพละกำลังความเร็วและอื่นๆ ถูกยกระดับมาหนึ่งช่วงตัว หากแต่ระดับขั้นนั้นกลับเพิ่มขึ้นเพียง 1 จากที่เฉียวเฟิงศึกษาเรื่องระดับขั้นพบว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและเส้นชีพจรเสียเป็นหลัก โดยอ้างอิงกับการจับตัวของธาตุพลังในกายของแต่ละคนที่จะเติบโตไปพร้อมกับเจ้าของ ยิ่งเติบโตมากเท่าไรธาตุพลังในกายก็จะยิ่งแข็งแกร่งและบริสุทธิ์มากขึ้น
โดยทุกคนในโลกนี้จะมีธาตุพลังด้วยกันทุกคนแม้แต่ในสัตว์อสูรก็มี คนที่มีเนตรวิญญาณก็จะใช้วิธีนี้ในการวัดระดับผู้คนว่าอยู่ในระดับเขตพลังใด ว่ากันว่าหากธาตุพลังคนใดสีสันสว่างมากเท่าไร ยิ่งแสดงว่าคนผู้นั้นเป็นระดับที่สูงมากขึ้นเท่านั้น