กู้เลี่ยงรุ่ยปาดน้ำตาทิ้งด้วยความอดกลั้นที่ล้นปรี่ภายในใจ ...อีกสามวันเลยหรือ
พลางแตะตัวฉีอ๋องก็ไม่รู้สึกถึงไอเย็นแล้ว แทบจะเรียกได้ว่ากลับมามีอุณหภูมิปกติอย่างคนทั่วไป ทว่าั้แ่เมื่อไหร่ตนก็ไม่ได้สังเกต เอาแต่โฟกัสที่การถ่ายพลังและร้องเพลงอย่างเดียว
“เ้าสำนักกู้ ขอบคุณท่านที่ช่วยท่านอ๋อง ข้าแม่ทัพฟ่านติดหนี้บุญคุณท่านแล้ว ครั้งหน้าต้องใช้คืนท่านแน่ ต่อให้ต้องตายเพื่อท่าน ข้าก็ยินดี”
“อย่า...” ยังไม่ทันที่จะพูดจบ บัณฑิตจื่อหย่งก็สบัดเสื้อแล้วคุกเข่าด้วยอีกคนต่อหน้ากู้เลี่ยงรุ่ย
“ท่านเ้าสำนักกู้ บุญคุณช่วยชีวิตท่านอ๋องครานี้ข้าน้อยจดจำใส่ใจ ภายภาคหน้าหาท่านมีเื่เดือดร้อนหรือมีเื่้าให้ข้าน้อยทำ ท่านโปรดบอกมา ข้าน้อยจื่อหย่งจะทำเพื่อท่านอย่างเต็มที่”
“พอแล้วๆ ...” กู้ลี่ยงรุ่ยกลืนน้ำลายลงคอ ทั้งเจ็บทั้งแสบจนพูดต่อไม่ไหวแต่ก็ยื่นมือไปดึงตัวทั้งแม่ทัพฟ่านและบัณฑิต จื่อหย่งขึ้นมา คนพวกนี้อะไรก็คุกเข่าท่าเดียวเลย แค่ขอบคุณธรรมดาไม่ต้องเอาชีวิตมาบูชาได้หรือไม่
พอเสียงแหบแห้งของกู้เลี่ยงรุ่ยเปล่งออกไป คราวนี้ ท่านหมอจึงหันมาสนใจเขาบ้าง “เ้าสำนักกู้ เสียงท่านเหตุใดเป็เช่นนี้”
กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้มแก่นๆ จะพูดออกได้อย่างไรว่าต้องร้องเพลงกล่อมฉีอ๋องจนเสียงเป็แบบนี้แล้ว “ข้าอยากพักแล้ว...”
“ย่อมต้องเป็เช่นนั้น เ้าสำนักกู้ เชิญตามข้ามาขอรับ คุณหนูฉีเตรียมไว้ให้ท่านแล้ว” พอได้ยินแบบนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยไม่สนอะไรแล้ว ทั้งยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากินยาแก้เจ็บคอหรืออาหารอะไรก่อนหลับไป แต่ก็จำได้ลางๆ ว่าก่อนจะสิ้นสติไปเพราะเหน็ดเหนื่อยอย่างที่สุด ท่านหมอยังร่ายตารางแช่น้ำทิพย์ของฉีอ๋องว่าอีกสามชั่วยามพบกัน ตนก็พยักหน้ารับทราบ ดึงผ้าห่มขึ้นมาห่ม ตอนที่สติกำลังเดินข้ามเส้นแห่งแดนฝัน ด้านหน้าเหมือนจะมีผู้มาเยือนที่บอกว่าเป็คุณหนูฉี...
เอาไว้ก่อนนะคุณนางเอก ตอนนี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ
“เ้าสำนักกู้ ได้เวลาแล้วขอรับ”
กู้เลี่ยงรุ่ยอยากจะกรีดร้องแต่ก็ไม่ได้ทำ หลังล้างหน้าหน้าตาและเติมพลังด้วยน้ำแกงแล้ว ก็เดินตามสาวใช้ที่มาตามไปยังห้องตามเดิม ในเวลายามบ่าย ตนต้องเข้าไปแช่น้ำทิพย์ถ่ายพลังปราณให้ท่านอ๋องอีกสามชั่วยาม พักสามชั่วยาม ด้านหน้าห้องมีเหล่าบุคคลรออยู่แล้วทั้งท่านหมอ ฉีอ้ายอัน แม่ทัพฟ่านเฉิน บัณฑิตจื่อหย่ง ทั้งหมดยิ้มต้อนรับและคาราวะเขาหนึ่งที ใบหน้าของพวกเขาเหมือนไม่ได้นอนมานานแล้ว ทั้งยังเต็มไปด้วยความกังวล ทั้งๆ ที่ฉีอ๋องปลอดภัยแล้ว
“พวกท่านไม่พักกันบ้างหน่อยหรือ อย่าเอาแต่คอยอยู่ข้างนอก ทำสิ่งที่ต้องทำเถิด” ก่อนจะหันมามองฉีอ้ายอัน “อันเอ๋อร์ เ้าต้องพักให้มากหน่อย ข้าออกมาต้องไม่เห็นเ้าคอยอยู่นะ มิเช่นนั้นจะให้ข้าสบายใจได้อย่างไร”
“คุณชายกู้ ข้าไม่เหนื่อยเ้าค่ะ มีแต่ท่านกับท่านพี่ที่กำลังลำบาก” ดวงตากลมโตวาวรื้นมีหยาดน้ำใสๆ อยู่ในนั้น เื่ที่เกิดขึ้นกับฉีอ๋องคจะะเืจิตใจฉีอ้ายอันมาก ั้แ่เด็กจนโตไม่เคยเห็นฉีอ๋องล้มหมอนนอนเสื่อมาก่อน
“ไม่เป็ไรหรอก ข้าแข็งแรงออก ส่วนฉีอ๋องก็ดวงแข็งเช่นกัน เ้าไม่ต้องห่วงนะ”
“คุณชายกู้ ลำบากท่านแล้วเ้าค่ะ”
ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเดิมเหมือนวันวาน อันที่จริงก็แค่สามชั่วยามเท่านั้นที่ไม่ได้พบกัน ฉีอ๋องนั่งอยู่ในอ่างที่มีไอควันลอยเหมือนหมอกยามเช้า ภาพนั้นตราตรึงจนเรียกได้ว่าเหมือนภาพวาดที่น่าหลงใหล กู้เลี่ยงรุ่ยที่เคยผ่านประสบการณ์มาแล้วไม่เคอะเขินอีก วันนี้ลงอ่างได้ในทันที ทั้งยังเริ่มต้นถ่ายพลังปราณขับไอเย็นในอ่างไม้ที่ยังคงอุ่น ไม่รู้ว่าเพราะพลังปราณที่ได้จากเขาเมื่อสามชั่วยามก่อนหรอไม่แต่ใบหน้าของฉีอ๋องนับว่าดีขึ้น ไม่ซีดขาวดุจกระดาษขนาดนั้น ทว่าก็ยังไม่ได้สติและตัวเย็นเช่นเดิม
กู้เลี่ยงรุ่ยรู้แล้วว่าเมื่อถ่ายพลังไปหนึ่งเค่อฉีอ๋องจะต้องคลุ้มคลั่งขึ้นมา ตนจึงเตรียมบทเพลงเอาไว้แล้วเพื่อกล่อมเกลาจิตใจของฉีอ๋องให้สงบขึ้นโดยเฉพาะ
วันนี้กู้เลี่ยงรุ่ยไม่กอดฉีอ๋องไว้เพราะสามารถจัดการฉีอ๋องให้นิ่งลงได้ด้วยบทเพลง อีกทั้งวันนี้ก็ไม่ต้องเจ็บคออีกเพราะข้างๆ มียาอมชุ่มคอตระเตรียมไว้อย่างรู้งาน กู้เลี่ยงรุ่ยคว้ามาอมเม็ดหนึ่ง รสน้ำผึ้งผสมมะขามป้อมที่ลงตัวกว่าที่คิด เขาจึงคว้ามาอมตลอดจนพร่องลงไปกว่าครึ่งเมื่อหมดเวลาสามชั่วยาม
คราวนี้ไม่ต้องรอให้ท่านหมอมาบอก กู้เลี่ยงรุ่ยจับตามองนาฬิกาทรายอยู่ตลอดเวลาทั้งยังมีการตี บอกเวลาด้านนอกอีกด้วย ยามนั้นก็เป็ยามเหม่า พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยระริกระรี้เหมือนคนที่ได้เลิกงานอันแสนยาวนานและยากลำบากแทบจะกระโจนโยนตัวออกไปจากอ่างอยู่แล้ว
ทว่าตอนที่ตนจะลุกขึ้นมาจากอ่าง มือก็ถูกมือของฉีอ๋องที่พันผ้าพันแผลไว้ รั้งจนร่างที่ลุกขึ้นเตรียมจะก้าวข้ามขอบอ่างเสียหลักลงไปนอนทับอยู่บนร่างของฉีอ๋อง
น้ำในอ่างเย็นตัวลงเพราะไอเย็นที่ขับออกมาจากตัวฉีอ๋อง ก่อให้เกิดไอหนาวชนิดหนึ่งที่ระคายิัอยู่บ้าง วินาทีที่ร่างตนล้มใส่ฉีอ๋อง น้ำเย็นเฉียบกระเด็นเหมือนระลอกคลื่นกระฉอกออกมาเปียกพื้นไปหมด กู้เลี่ยงรุ่ยยันมือไว้กับแผ่นอกฉีอ๋องที่แน่นหนั่น ให้ความรู้สึกเหมือนยันกับกำแพงฉางเฉิง เขาพยายามลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลแต่ข้อมือถูกเขาจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ความใกล้ชิดนั้นทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยตื่นตระหนก ในจมูกได้กลิ่นแต่มินต์ที่มาจากตัวฉีอ๋อง
“ฉีอ๋อง นี่ข้าเอง ท่านปล่อยมือเถอะ”
นอกจากฉีอ๋องจะไม่ยอมปล่อยมือแล้ว เปลือกตาที่ปิดแน่นมาตลอดหนึ่งวันมีความเคลื่อนไหว ยิ่งเห็นแบบนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยยิ่งไม่อาจอยู่เฉยในสภาพนี้ ขืนฉีอ๋องตื่นขึ้นมาตอนนี้แล้วเห็นสภาพตัวเองในท่าที่ไม่ค่อยดีนัก แล้วฉีอ๋องบัลดาลโทสะลงมือกับเขาจะเกิดอะไรขึ้น แต่ยิ่งเขาพยายามแกะมือ ฉีอ๋องก็ยิ่งกำแน่น ใบหน้าขมวดนิ่งเหมือนกำลังอยากจะตื่นแต่บางสิ่งบางอย่างไม่เอื้อ แรงบีบนั้นทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยข้อมือจะหักอยู่แล้วจึงต้องประท้วงและทุบไปที่เขาสองสามที
“ฉีอ๋อง เฮ้! ตั้งสติหน่อย ปล่อยสิ เจ็บนะ”
หลังทุบไปสองทีฉีอ๋องก็ปล่อยอย่างง่ายดาย กู้เลี่ยงรุ่ยรีบผละตัวออก จนฉีอ๋องที่นั่งไร้สติในอ่างเหมือนจะหน้าคว่ำลงไปในอ่าง กู้เลี่ยงรุ่ยผวาเฮือก รีบเข้าไปประคองไม่ให้เขาจมน้ำในอ่างตายสะก่อน แต่ก็อย่างที่เคยบอกว่าตัวฉีอ๋องไม่เบาเลย ทั้งเขาก็ยังอ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อย จึงไม่มีแรงแม้แต่จะดันร่างฉีอ๋องออก ต้องขอความช่วยเหลือจากด้านนอกแทน
“ใครอยู่ข้างนอก มาช่วยเอาฉีอ๋องขึ้นจากอ่างหน่อย”
แม้กระทั่งผู้มาก็ยังเป็แม่ทัพฟ่านเฉินและบัณฑิตจื่อหย่ง ทั้งสองคนไม่แสดงอาการอะไรออกมากับภาพกอดกันกลมดิกของตนกับฉีอ๋อง เหมือนจะรับรู้แล้วว่าระหว่างถ่ายพลังปราณ ฉีอ๋องจะคลุ้มคลั่ง ไม่อยู่นิ่งจนต้องจับไว้ เมื่อวานก็เป็เช่นนี้ มีอะไรให้ต้องแตกตื่น
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วกู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่พิรี้พิไรอีก รีบเดินออกไปยังห้องตนที่อยู่ไม่ไกล เขารีบไปอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าแล้วลงมือทานอาหารที่ฉีอ้ายอันจัดเตรียมไว้ให้ รสมือของฉีอ้ายอันนั้นนับว่ายอดเยี่ยม อาหารทุกอย่างที่ตระเตรียมไว้ล้วนอุดมสมบูรณ์ พานให้คิดถึงเมื่อวานที่ต้องกินข้าวในคุกไม่ได้ ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป จนหนังท้องเริ่มตึ่ง หนังตาเริ่มหย่อนจึงวางตะเกียบลง
“อันเอ๋อร์ ขอบใจเ้าสำหรับอาหาร ข้าขอไปนอนก่อนนะ” จะว่าไร้มารยาทไร้การศึกษาก็ได้ แต่กู้เลี่ยงรุ่ยเหนื่อยมากจริงๆ อยากจะนอนแล้วเพราะอีกเดี๋ยวก็ต้องตื่นมาถ่ายพลังปราณขับไอเย็นให้ท่านอ๋องอีก ซึ่งเป็งานที่หนักและเหนื่อยกว่าฝึกยุทธ์สะอีก พูดถึงเื่นี้แล้วกู้เลี่ยงรุ่ยก็อดเป็ห่วงปันน่ากับป๋อหยวนและความเป็ไปในสำนักไม่ได้ อู๋เยี่ยนพูดไว้สะดิบดีว่าให้เขากลับไปก่อเคอร์ฟิว แต่กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ได้กลับไป ทั้งยังสร้างปัญหาให้อีก แต่เื่พวกนี้ก็เอาไว้ก่อน ขอนอนก่อนแล้วกัน จะหลับกลางอากาศแล้ว
“คุณชายกู้ ท่านคอยเดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ” อันเอ๋อร์หยิบจดหมายซองสีน้ำตาลออกมาจากแขนเสื้ออย่างนุ่มนวลทั้งยังมีอาการละอายอยู่บ้าง
“อะไรรึ?”
“คุณชายกู้ ข้าต้องขออภัยที่ให้จดหมายท่านช้า นี่เป็จดหมายถึงท่านจากรองเ้าสำนักอู๋เ้าค่ะ เมื่อเช้ารองเ้าสำนักอู๋มาหาท่าน แต่เวลานั้นท่านยังหลับอยู่ อีกทั้งพอตื่นก็ต้องไปถ่ายพลังปราณขับไอเย็นให้ท่านพี่อีก ท่านดูเหนื่อยจนข้าไม่กล้ารบกวน ข้าก็เลยยังไม่ได้มอบให้ท่าน รองเ้าสำนักอู๋ไม่ได้ฝากอะไรไว้อีก เมื่อเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วก็รีบจากไปเ้าค่ะ”
“อู๋เยี่ยนมาหาข้าหรือ มาคนเดียวหรือ” ที่ถามเพราะไม่คิดว่าอู๋เยี่ยนจะมาคนเดียว เพราะเขาสร้างปัญหาใหญ่เข้าแล้ว การที่ต้องส่งปันน่ากลับไปพร้อมป๋อหยวนมีค่าที่ต้องจ่าย ตอนนี้เขาแค่ทำตัวไม่คิดมาก แต่ความผิดที่ใช้พลังปราณต่อหน้าประชาชนและยังใช้อีกครั้งเมื่อวานก่อนในเขตเมืองเอก ก็ยังมีความผิด เกรงว่าที่อู๋เยี่ยนรีบจากไปโดยทิ้งไว้แค่จดหมายเพราะต้องไปแก้ไขเื่ที่เขาสร้างไว้แน่ๆ
“ไม่ได้มาคนเดียวเ้าค่ะ แต่ยังมาพร้อมอาจารย์อิ่นซือเฉิง ข้าได้ยินอาจารย์อิ่นซือเฉิงคุยกับแม่ทัพฟ่านละบัณฑิตจื่อหย่งว่าจะไปรับทราบโทษแทนท่านที่สมาคมเฟิงซานเล่อปู้ เพราะท่านยังต้องอยู่ถ่ายพลังปราณให้พี่ใหญ่ก่อน ไม่อาจไปด้วยตนเอง”
ว่าแล้วไงเชียวว่ามันต้องสร้างปัญหาแน่ๆ กู้เลี่ยงรุ่ยเก็บจดหมายไว้กับตัวเอง กะว่าจะไปอ่านคนเดียวเงียบๆ กระนั้นก็ยังมีเื่ที่ต้องพูดกับแม่ทัพฟ่านและบัณฑิตจื่อหย่งก่อนว่าอะไรเป็อะไร เพราะหากว่าต้องรับโทษจริงๆ จะปล่อยให้อาจารย์อาอิ่นซือเฉิงรับโทษแทนไม่ได้ มันรู้สึกผิดเกินไป
“อันเอ๋อร์ขอบใจเ้ามากทั้งเื่อาหารและเสื้อผ้า ข้าจะไปหาแม่ทัพฟ่านสักครู่แล้วจะกลับมา เ้าไปพักผ่อนเถอะ”
“เ้าค่ะ ข้าให้คนนำทางท่านไป” ความเข้าอกเข้าใจนี้ของฉีอ้ายอันและยังอำนวยความสะดวกให้เป็สิ่งที่ดี นิสัยของฉีอ้ายอันเป็แบบนี้มาตลอด ไม่น่ารำคาญและเข้าใจสถานการณ์
ราวกับว่าร่างกายของแม่ทัพฟ่านเฉินสร้างขึ้นมาจากเหล็ก เขายังไม่หลับไม่นอนและนั่งเฝ้าฉีอ๋องอยู่นอกระเบียงในชุดทหารเต็มยศด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ส่วนบัณฑิตจื่อหย่งไปพักแล้วเพราะต้องดูแลงานราชการแทนฉีอ๋องในสองสามวันนี้ ทหารเฝ้ายามทำความเคารพต่อเขาเมื่อเดินผ่าน สิ่งนั้นเรียกให้แม่ทัพฟ่านที่เหมือนนั่งคิดอะไรเพลินๆ หันมาเจอพอดี
ฟ่านเฉินแปลกใจอยู่บ้างที่เห็นเ้าสำนักกู้เดินมาหาเขา
“เ้าสำนักกู้ ท่านไม่ใช่จะพักผ่อนหรือ หรือว่ามีอะไรหรือขอรับ”