สืบสู้ผี ภาค : มฤตยูดาบสทองคำ

    7.อสูรข้างกรงขัง

            EP 7 อสูรข้างกรงขัง


            พี่เมฆเป็๲คนเดียวที่ยังนิ่งเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร เขายกมือซ้ายขึ้นช้าๆ เหมือนกำลังส่งสัญญาณให้เราทุกคนหยุดหายใจเอาไว้ก่อน


            ผมมองหน้าเขา เห็นชัดว่าดวงตาของเขา “ไม่ได้ไว้วางใจสักสิ่งในความมืด


            “น้องทั้งสอง ระวังตัวให้ดี...”


            เขาพูดเสียงเรียบ ไม่ดังเกินไป ไม่เร่งรีบเกินไป แต่ฟังชัดเจนราวกับเสียงนั้นซึมเข้ามาในอก


            จันยืนเบียดผนังด้านในสุด เหมือนกับอยากซึมหายไปในเงามืด 


            สายตาพี่เมฆตวัดมองย้อนไปด้านหลัง ที่ใกล้ปากถ้ำ ราวกีบจะเช็คว่า ร่างของทหารหนุ่มแห่งมิตทราห์ ยังถูกจัดวางไว้ชิดริมผนังในท่านั่งพิงเหมือนเดิมหรือไม่ ก่อนที่จะวาดสายตาไปโดยรอบ และไปหยุดที่เบื้องหน้า ซึ่งยังคงเลือนลางเพราะความสลัวมืด


            เราทั้งหมดค่อยๆ เดินลึกเข้าไป ด้วยแสงไฟจากเทียนอาคมที่ยังอยู่ในมือผม 


            มันยังคงซื่อสัตย์ ปลายเปลวไฟค่อนข้างนื่ง ราวกับจะช่วยเราตรวจหา ความผิดปกติที่น่าจะซุกซ่อนอยู่ด้านใน 


            ภาพด้านใน ที่กำลังค่อยๆขยายชัดสู่สายตาพวกเรา กำลังเปิดเผยให้พวกเราได้เห็น... สื่งนั้น


            โซ่ตรวน…


            ต้นตอของเสียงที่ดังครูดไปกับพื้นถ้ำ


            แกรก…


            แกรก…


            ดังช้าๆ หนักๆ เหมือนน้ำหนักของมัน ไม่ได้ถูกขยับด้วยแรงของมนุษย์ธรรมดา


            และเมื่อแสงจากเปลวเทียนในมือได้ตวัดวูบเข้าไปกระทบภาพด้านในเต็มที่แล้ว


            มันก็เผยให้เห็น ร่างร่างหนึ่ง ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนขนาดค่อนข้างใหญ่หลายเส้น !


            ร่างนั้น ค่อนข้างกำยำ ผิวคล้ำดุจสำริด กล้ามเนื้อเป็๲สัดส่วน แต่แห้งซูบเหมือนถูกกักขังมานาน เส้นขนตามแขนตามไหล่ยาวและหนา แต่ถูกกดทับด้วยบ่วงโซ่เหล็กทมิฬที่รัดตรึงตามจุดต่างๆของร่างกาย


             รวมทั้งข้อมือทั้งสอง ที่ถูกตรึงยึดกับผนังหินด้านหลัง และเพียงเหลือความเป็๲อิสระเพียงเล็กน้อยที่ปลายขาทั้งสองข้าง 


            และนั่นก็เพียงพอ ที่จะทำให้ร่างนี้ได้ขยับปลายเท้าเพียงเล็กน้อย แต่ก็ส่งผลให้ตรวนที่รัดตรึงข้อเท้านั้น ขยับครูดไปครูดมาบนพื้นถ้ำ


            ดวงตาของเขาลืมอยู่ แต่ค่อนข้างไร้แวว ไม่ใช่เพราะหมดสติ หากแต่คงได้อยู่ในสภาวะสิ้นหวังแบบนี้มาเนิ่นนานแล้ว จนกลับกลายเป็๲อ่อนล้าไร้ประกายอย่างที่ควรจะเป็๲


            ขณะที่สายตาของผมยังไม่ทันที่จะสำรวจสิ่งต่างๆได้ครบถ้วน 


            เสียง “นั้น” ก็กลับมาอีกครั้ง


            แต่ครั้งนี้…ไม่ใช่เสียงโซ่


            มันเป็๲เสียงเสียดสีกับผนัง หนัก… แหลม… ช้า…เหมือนกำลังคืบคลาน !


            ครืด…


            ครืด…


            คราวนี้ เราทั้งสามก็หันมาสบตากัน 


            มันไม่ใช่แค่พวกเราทั้งหมด รวมทั้งร่างที่อยู่หลังกรงเหล็ก ที่ได้กำลังหายใจอยู่ภายในถ้ำแห่งนี้...!


            พี่เมฆเอียงหน้าเล็กน้อย เหมือนกำลังฟังเสียงในความมืด


            จันตัวแข็งทื่อ ราวกับจะหยุดหายใจ


            และผมก็รู้สึก เหมือนความเย็นได้แผ่ไล่ขึ้นมาตามกระดูกไขสันหลัง 


            แม้จะยังมองไม่เห็นตัวต้นเสียง แต่ผมรู้ 


            ว่ามันกำลัง จ้องมอง มาทางเราอยู่


            แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นในพริบตาเดียว


            เงาดำขนาดมหึมา “พุ่งออกมาจากความมืด” ทางด้านซ้าย อย่างไม่ทันตั้งตัว...!


            เสียงกระแทกดังสนั่นเหมือนเหล็กฟาดกับหิน


            ผมเห็นเพียงเสี้ยววินาที…ว่า “ขา” นั้นไม่ใช่ของมนุษย์


            มันเป็๲ขาของแมลงขนาดใหญ่ ประมาณว่า หนาเท่าต้นขาคน โตเท่าเสาหิน


             ปลายขาแหลมราวใบมีด

            และมันก็เหวี่ยงฟาดลงกับพื้นถ้ำ ด้วยแรงที่มากพอจะบดหัวคนให้แหลกละเอียดได้ในพริยตา !


            เมฆาฉุดร่างผมหลบไปทางขวาอย่างเฉียดฉิว

            เสียงกระแทกดังสะท้อนทั่วโพรงถ้ำ จนฝุ่นผนังร่วงลงมาจากเพดาน


            “หลบ!!” เสียงพี่เมฆเด็ดขาด


            พวกเราถอยกรูดจากตำแหน่งเดิมกันทันที !


            ยังไม่ทันให้เราได้ตั้งตัว เส้นใยสีทองก็ถูกพ่นออกมาจากความมืด ปะทะเข้ากับพื้นหินต่อหน้าเรา !


            มันหนา…เหนียว…เหมือนแข็งตัวทันทีที่โดนพื้น


            และก่อนที่ใครจะหลบให้พ้น


            จันก็พลาดท่า


            “เฮ้ย !?”


            ขาขวาของเขาถูกใยทองพันรัดอย่างรวดเร็ว ราวกับสัตว์ที่โดนกับดักเหล็ก


             เขาล้มลงทั้งตัวก่อนจะดึงแขนเกาะพื้นไว้เต็มแรง แต่ใยนั้นกลับรั้งขาเขาไปทีละนิ้ว ทีละคืบ 


            ราวกับมีมือปีศาจกำลังลาก


            “พี่กิต!! ช่วยผมที!! มัน... มันกำลัง ดึงผมไป...!”


            ผมพุ่งไปหาเขาโดยสัญชาตญาณ

            แต่ทันทีที่ผมยื่นมือออกไป… เสียง “ครืด” ของขาแมงมุมในเงามืดก็ดังขึ้นอีกครั้ง


            คราวนี้ มันคงไม่ได้หวังฟาดสับพื้นถ้ำ


            แต่คงหวังฟาดสับพวกเรา ให้ทะลุทะลวงยันกระดูกไขสันหลัง...!


            และผมรู้ ถ้ามันคำนวณทิศทางได้อย่างแม่นยำในครั้งนี้


            ใครคนหนึ่งในพวกเรา คงไม่อาจรอดพ้นไปได้...?! 




                 โปรดติดตามตอนต่อไป