นิยายเื่นี้อาจมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จึงเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
**เหตุการณ์ ตัวละคร และบางสถานที่เป็เพียงการเขียนขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น**
บทนำ
“คุณบัวเป็ของผมคนเดียวเสมอมา และคุณบัวต้องเป็ของผมคนเดียวตลอดไป”
............................
เพราะชีวิตมันไม่แน่นอน ดังนั้นตอนที่เราได้อะไรบางอย่างก็จงดูแลและรักษามันไว้ให้ดี
โปรดจำไว้ว่าถ้าเราอยู่สูงแค่ไหน พอตกลงมาก็จะเจ็บตัวหนักเท่านั้น
และจงรู้ไว้ว่าการที่คุณสูงส่งก็ไม่ได้แปลว่าคุณมีสิทธิ์ไปกลั่นแกล้งใครก็ได้
ไม่แน่ว่าวันหนึ่งคุณอาจจะต้องไปพึ่งพิงบุคคลที่คุณเคยเหยียบย่ำเขามาก่อน
จงใช้ชีวิตอย่างมีสติ และอย่าเป็แบบฉัน
………..
……
…
.
ประเทศไทยปี พศ. 2510
“เค้นออกมาว่ามันขโมยของของฉันไปใช่ไหม!”
“ครับคุณบัว”
อั้ก! อั้ก!
“ยอมรับกับคุณบัวไปเสียดีๆว่าแกขโมยกระเป๋าสตางค์ของเธอไป ไอ้ลูกหมา!”
หมัดหนักถูกต่อยลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ช่องท้องของเด็กหนุ่มตัวกระจ้อย เขาเป็เพียงเด็กนักเรียนมัธยมธรรมดาๆคนหนึ่งที่ถูกตั้งข้อหาว่าขโมยกระเป๋าสตางค์ของคุณหนูบ้านรวยที่เรียนอยู่โรงเรียนเอกชนฝั่งตรงข้าม
“แค่กๆ ก็บอก ก็ผมบอกไปแล้วไงว่าไม่ได้ขโมย” เด็กหนุ่มฝืนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง แต่อีกฝ่ายก็ดูจะไม่เชื่อในคำพูดของเขา คุณหนูจอมหยิ่งที่ถักผมเปียสองข้างอย่างเรียบร้อยเดินหน้างอคอหักเข้ามาใกล้ๆแล้วหวดฝ่ามือลงไปที่แก้มของเขาอย่างจัง จนใบหน้าซูบผอมนั้นหันไปตามแรงกระแทกคอแทบจะหลุดออกจากบ่า
“ฉันจะถามครั้งสุดท้าย แกเอากระเป๋าสตางค์ของฉันไปไว้ที่ไหนไอ้ดิน!”
“โถ่คุณบัว ผมบอกไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้เอาไป ผมพึ่งเดินออกมาจากโรงเรียนจะไปมีเวลาไหนขโมยของคุณบัวเล่าครับ”
“คนร้ายปฏิเสธเสียงแข็งมากพจน์ เค้นมันอีก จนกว่ามันจะยอมรับ”
“ครับคุณบัว”
อั้ก! อั้ก!
หมัดแล้วหมัดเล่าที่ถูกยัดเข้าไปตรงช่องท้อง เด็กหนุ่มผู้น่าสงสารแทบจะยืนไม่ไหว ถ้าเกิดไม่มีอีกคนคอยจับเขาให้ยืนอยู่ก็คงจะล้มตัวลงไปหมดสติที่พื้นเยี่ยงลูกหมาจรจัดแล้ว
“ต่อยมันพจน์! ต่อยมันอีก!”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! หยุด! พวกแกกำลังทำอะไรกัน”
“คะ คุณพ่อ…” เมื่อเสียงเข้มดังขึ้น วงที่ตั้งอยู่ก็แทบสลายตัว บัญชา หรือเสี่ยบัญชา เ้าของโรงสีขนาดใหญ่เดินเข้ามาแยกศึกที่ดูเหมือนจะเป็การถูกรังแกฝ่ายเดียวเสียมากกว่า โดยคนสั่งการไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็ลูกสาวคนเดียวของเขานั่นเอง
“บัว! นี่แกกำลังทำอะไรอยู่ฮะ ทำไมดินมันถึงยับเยินขนาดนี้”
“บัวกำลังสั่งสอนเด็กขี้ขโมยค่ะพ่อ”
“ขโมยรึ ดินมันไปขโมยอะไรแกตอนไหน”
“มันขโมยกระเป๋าสตางค์ของบัวค่ะคุณพ่อ ตอนเย็นหลังเลิกเรียนบัวกะว่าจะพาเพื่อนๆไปเลี้ยงไอศกรีมแต่พอค้นหากระเป๋าก็ไม่มีแล้ว จำได้ว่าเมื่อเช้าไอ้ดินมันเข้าไปที่โรงสี ตอนนั้นบัววางกระเป๋านักเรียนไว้ตรงที่มันเข้าไปด้วย ต้องเป็มันแน่แน่ที่ทำ!”
“ผมไม่ได้ทำนะครับเสี่ย เมื่อเช้าผมแค่เดินไปเอาเหล็กเกาะกระสอบข้าวมาให้พ่อก็เท่านั้น เสร็จแล้วก็ออกมาที่โรงเรียนเลย”
“พ่ออย่าไปเชื่อมันนะ มันจนเสียขนาดนั้นมีหรือที่จะไม่อยากได้เงินของบัว”
“บัว! คนเราจะยากดีมีจนแค่ไหนเราก็ไปตัดสินเขาไม่ได้หรอกนะ ว่าเขาจะมีสันดานเป็ขโมยหรือเปล่า ลูกไม่มีหลักฐาน มาปรักปรำเขาแถมยังใช้คนทำร้ายเขาอีก แบบนี้เขาแจ้งตำรวจจับข้อหาทำร้ายร่างกายได้เลยนะ”
“ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็ใครล่ะคะ!”
“มันจะเป็ใครไปเสียอีกล่ะ ก็ลูกนั่นแล่ะ!”
“บัวเหรอ ทำไมบัวต้องขโมยกระเป๋าสตางค์ของตัวเองด้วยล่ะคะคุณพ่อ!”
“ลูกน่ะทำมันตกไว้ใต้โต๊ะ พ่อพึ่งเห็นเลยจะเอามาคืนให้ เมื่อเช้าได้ยินว่าจะพาเพื่อนๆไปกินไอศกรีมพอดีพ่อเลยมายืนอยู่ตรงนี้แล้วเห็นลูกทรมานคนอื่นอยู่นี่ไง!”
“มะ ไม่จริง…บัวทำหล่นงั้นเหรอ ไอ้ดินมันต้องแกล้งบัวแน่แน่เลยค่ะพ่อ! ไอ้ดินมันทำแน่แน่”
“หยุดโทษคนอื่นได้แล้วบัว รีบขอโทษดินเสีย แกสองคนก็ด้วยไม่อย่างนั้นฉันจะทำโทษให้หนักเลย”
“คุณพ่อ!”
“หยุดทำนิสัยเสียได้แล้วยายบัว แกเป็เด็กไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอนหรือไงถึงได้ทำตัวแบบนี้ ขอโทษดินเขาเสีย ไม่อย่างนั้นเดือนนี้ทั้งเดือนไม่ต้องใช้เงิน!”
“คุณพ่อ! ฮึ่ย! เออ ขอโทษ!” คุณหนูบัวชมพูอารมณ์เสียจนหน้าแดง แต่ก็ต้องยอมกัดฟันขอโทษเพราะกลัวจะไม่มีเงินใช้ เด็กสาวรู้ดีว่าผู้เป็พ่อนั้นเด็ดขาดแค่ไหน ถ้าเขาบอกว่าจะไม่ให้เงินเขาก็จะไม่ให้อย่างที่พูด
“ขอโทษดีๆ”
“ชิ! ฉันขอโทษนะดิน พอใจหรือยัง!”
“ก็แค่นั้น แล้วแกสองคนล่ะว่ายังไง!” เสี่ยบัญชาหันไปถามฝาแฝดลูกน้องคนสนิทของบัวชมพูอย่างคาดโทษ สองคนนั้นจึงลนลานรีบก้มหัวขอโทษนายดินอย่างรีบร้อน
“ขะ ขอโทษนะดิน/ขอโทษนะ”
“เออดี! ทีนี้ก็พาเ้าดินมันขึ้นรถแล้วเอากลับไปทำแผลที่โรงสีด้วย แล้วบัวต้องเป็คนทำแผลเท่านั้นนะ ไม่อย่างนั้นพ่อไม่ยอมแน่”
“คุณพ่อ! ทำไมถึงทรมานบัวแบบนี้ล่ะคะไม่ยุติธรรมเลย!”
“แล้วที่บัวทำกับดินมันยุติธรรมที่ไหนกัน! ทำตามที่พ่อบอกถ้ายังไม่อยากเดือดร้อน”
ชายแก่ทิ้งะเิไว้ก่อนจะเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไปจากซอยแคบใกล้ๆกับโรงเรียนของลูกสาว หลังจากนั้นบัวชมพูก็เดินหน้าบูดตามออกไปขึ้นรถอีกคันโดยมีลูกน้องสองคนหิ้วปีกดินตามออกมา
ภายในรถไม่มีการสนทนาใดๆเกิดขึ้น มีเพียงแต่ความโกรธที่บัวชมพูมีให้กับเด็กหนุ่มที่นั่งสะบักสะบอมอยู่ข้างๆ เขาเป็เพียงแค่ลูกคนงานในโรงสีที่มีเนื้อตัวสกปรกแต่กลับได้ขึ้นมานั่งบนรถหรูที่เธอใช้มาโรงเรียนทุกวัน เด็กสาวไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อของเธอถึงได้เอ็นดูครอบครัวของเขานัก ทั้งทั้งที่ควรต้องระวังคนจนพวกนี้เอาไว้เพราะไม่แน่ไม่นอนว่าบางครั้งพวกมันอาจจะขโมยของในโรงสีไปขายก็ได้
เย็นวันนั้นบัวชมพูจำต้องทำแผลให้กับนายดินอย่างไม่ชอบใจนัก แต่เพราะพ่อนั่งเฝ้าอยู่ตลอดเวลาเธอจึงขัดไม่ได้ ทำได้แค่ทำแผลที่หน้าให้ดินจนเสร็จ และจำใจให้คนขับรถไปส่งเขาถึงที่บ้านปลายนาหลังเล็กเท่ารูหนูอีกด้วยด้วย
.
.
.
“ต่อยมัน! ต่อยมันอีก! เอามันให้น่วมเลย!” เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนโรงเรียนเอกชนนับสิบคน ยืนรุมล้อมเด็กชายที่สวมชุดนักเรียนวัดกำลังโดนคนในกลุ่มของพวกเขาใช้หมัดต่อยจนสภาพยับเยิน
ดินถูกเข้าใจผิดว่าเข้าไปข้องเกี่ยวกับแฟนสาวของลูกชายเ้าของร้านอาหารขนาดใหญ่ในตัวอำเภอตอนที่เขาเก็บกระเป๋าสตางค์ของหญิงสาวได้แล้วนำไปคืน ดินพยายามอธิบายไปหลายครั้งแล้วว่าเขาไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเพียงแค่จะนำของส่งคืนเท่านั้น แต่อีกฝ่ายก็หวงจนเืขึ้นหน้าจึงยกพวกมารุมทำร้ายเขาที่หลังโรงเรียน
ในขณะเดียวกัน บัวชมพูและลูกน้องอีกสองคนคือพจน์กับเพชร พี่น้องฝาแฝดที่คอยตามก้นเด็กสาวไปไหนมาไหนั้แ่เด็ก กำลังเดินหาดินที่หน้าโรงเรียนวัด เหตุเพราะวันนี้พ่อของดินป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลและไม่มีใครนำข่าวมาส่งเขา เสี่ยบัญชาจึงใช้ลูกสาวให้มาพาตัวดินไปดูใจพ่อที่โรงพยาบาล แต่หายังไงก็ไม่เจอ พอเข้าไปถามเด็กโรงเรียนเดียวกันก็มีคนเห็นว่าดินกำลังทำความสะอาดอยู่ที่หลังโรงเรียน ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปตามเขา และเป็จังหวะเดียวกันที่ดินกำลังถูกซ้อมปางตาย
“ไอ้พจน์ เอ็งได้ยินเสียงคนหรือเปล่าวะ” เพชรที่ได้ยินเสียงคนเฮดังแว่วๆมาจากด้านหลังอาคารเก็บของเก่าๆจึงหันไปถามแฝดตัวเอง
“ได้ยินสิวะ! เสียงเหมือนคนตีกันแล้วก็เฮกันอยู่เลย…คุณบัวครับ เราไปดูกันหน่อยไหมครับเผื่อว่าจะเห็นไอ้ดินอยู่แถวนั้น”
“อือ เดินเข้าไปดูสิฉันจะยืนรออยู่ตรงนี้แล่ะ ตรงนั้นดูสกปรกจะตาย”
“ครับคุณบัว” พจน์กับเพชรพยักหน้าให้กันหนึ่งครั้งก่อนจะวิ่งตามเสียงที่ดังออกมาจากด้านหลังอาคารเก็บของ ไม่นานฝาแฝดก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาบัวชมพูพร้อมกับข่าวใหญ่
“คุณบัวครับ! แย่แล้วครับ!”
“แย่อะไร อะไรแย่”
“ไอ้ดินครับ ไอ้ดินกำลังถูกพวกของคุณกันต์ซ้อมปางตายเลยครับ!”
“อะไรนะ!!” ได้ยินดังนั้น เด็กสาวก็ไม่รอช้าถลกกระโปรงนักเรียนขึ้นแล้ววิ่งเข้าไปด้านหลังอาคารที่ตอนแรกเธอขยะแขยงนักหนา ก่อนจะเห็นว่าดินกำลังถูกพวกเด็กนิสัยเสียรุมทำร้ายจนสภาพร่างกายยับเยินไปหมด
“หยุด!!!! เดี๋ยว นี้ น้า!!!!!!!!!” บัวชมพูแผดพลังเสียงแปดหลอดออกไปจนเด็กชายทุกคนหยุดการกระทำ ก่อนจะหันมามองหน้าเธอแล้วใ โดยเด็กชายที่กำลังกำคอเสื้อของดินอยู่ถึงกับเผลอปล่อยมือออกจนดินทรงตัวไม่อยู่หน้าทิ่มลงไปที่พื้น
“บัวเหรอ…บัวมาทำอะไรที่นี่” กันต์ที่เป็หัวโจกและเป็เพื่อนห้องเดียวกันกับบัวชมพูอุทานออกมากเสียงเบา แต่เพราะตรงนั้นมันเงียบมากจึงทำให้ได้ยินเสียงชัดเจนทุกคำ
“เออ! ฉันเอง พวกแกกำลังทำอะไรคนของฉันฮะ หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!” นิ้วเล็กชี้กราดใส่หน้าคนที่ยืนล้อมวงอยู่อย่างไม่เกรงกลัว โดยมีฝาแฝดคุ้มกันด้านหลังให้กับเด็กสาวอย่างเอาเื่
“คนของบัว…หมายความว่าไง”
“ก็ไอ้ดินมันเป็คนของฉันน่ะสิ! ใครก็ห้ามแตะมันทั้งนั้นถ้ายังไม่อยากถูกเพชรกับพจน์ต่อย!” ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าคู่แฝดเพชร พจน์นั้นเป็อดีตนักมวยเก่า ที่คนแถวนี้ไม่กล้าเข้าหาคุณหนูบัวชมพูเพราะมีสองพี่น้องนี้คอยคุ้มกันอยู่ ทั้งหมดจึงถอยหลังออกห่างดินทันทีเพราะกลัวจะถูกหมัดนักมวยของจริง
“พจน์ เพชร ไปหิ้วไอ้ดินมา”
“ครับคุณบัว! / ครับ!”
“แล้วก็จำไว้ด้วย ไอ้ดินมันเป็คนของฉัน ฉันต่อยมันได้แค่คนเดียว ถ้าพวกแกคนไหนแส่เข้ามาแตะมันไม่รู้เื่ล่ะก็ ได้เจอดีแน่!” เด็กสาวชี้นิ้วกราดใส่ทุกคนอีกรอบก่อนจะเดินตามพจน์กับเพชรที่กำลังหิ้วดินไปขึ้นรถ
“ไปไหนต่อครับคุณบัว” พจน์ที่เป็คนขับหันกลับมาถามบัวชมพูที่นั่งตัวแข็งให้ดินใช้หัวพิงไหล่อยู่
“ไปโรงพยาบาลสิวะ ดูสภาพไอ้ดินสิมันตายหรือยังก็ไม่รู้”
“ครับ!” พอได้รับคำสั่ง พจน์ก็รีบออกรถแล้วตรงไปยังโรงพยาบาลที่นายบั่นพ่อของดินกำลังเข้ารับการรักษาอยู่
“ดิน! ดิน! ทำไมเงียบไป นี่ตายแล้วเหรอ!” บัวชมพูใช้มืออีกข้างเขย่าร่างสูงของดินที่นั่งเือาบใช้หัวพิงไหล่ของเธออยู่ เด็กหนุ่มมีลมหายใจที่แ่เบาจนน่ากลัวแถมยังไม่ตอบสนองอีก แต่ว่าเสียงอันแ่เบาของดินที่ตอบกลับมาก็ทำให้อีกฝ่ายใจชื้น
“ยังไม่ตายครับคุณบัว…ผมยังไม่ตาย”