ชายป่าเมืองหยุนไห่ เมืองเดียวกันกับเกาะจิงเหมิน
“วั่งซู ดูนั่น! ทางนั้นมีบ้านเรือนมนุษย์” ซินหรูอี้ะโโลดเต้นไปมาหลายรอบจนเวยวั่งซูต้องส่งสายตาตำหนิหญิงสาวข้างกาย
“รักษากิริยาของเ้าไว้หน่อยหรูอี้ อย่าให้มนุษย์มาดูแคลนเซียนอย่างเราได้เชียวว่าไร้มารยาท”
“โอย!! เราสองคนซัดเซพเนจรอยู่กลางป่ากลางเขามานานหลายเดือนยังไม่เคยพบมนุษย์เลยสักคน ท่านจะให้ข้าคอยหลบสายตาผู้ใดกัน อีกอย่างเวลานี้เราสองคนหาใช่เซียนไม่ รีบไปเถิดข้าหนาวจะแย่อยู่แล้ว”
เวยวั่งซูกลอกตามองสตรีข้างกายอีกรอบหนึ่งด้วยความรู้สึกขัดใจ แต่ก็รีบก้าวขายาวขึ้นให้ทันคนข้างหน้าที่ออกวิ่งไปก่อนแล้ว
เวยวั่งซูปรากฏตัวยังแดนมนุษย์ในกระท่อมเล็กเก่าผุพังเพียงลำพังกลางป่าเขา ทุกวันเขาจะนั่งบำเพ็ญเพียรตามความเคยชินเพื่อปรับสมดุลของร่างกายและสร้างปราณใหม่ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความหิว เริ่มออกหาอาหารในป่าและเรียนรู้การดำรงชีวิตในฐานะมนุษย์
จนกระทั่งเข้าสู่ฤดูหนาวกระท่อมซอมซ่อหลังนั้นก็พังลงจากการรับน้ำหนักหิมะบนหลังคาไม่ไหว เขาจึงต้องออกเดินทางค้นหาบ้านเรือนผู้คน และได้พบกับซินหรูอี้ที่นอนเหน็บหนาวซ่อนตัวอยู่ใต้ใบไม้กองใหญ่
พวกเขาจดจำกันได้เพราะทั้งคู่ยังคงรูปลักษณ์เดิมเหมือนเช่นที่เคยเป็เซียนอยู่เบื้องบนและเริ่มเล่าประสบการณ์ของชีวิตโดดเดี่ยวเดียวดายบนแดนมนุษย์ของตน สุดท้ายก็ตัดสินใจร่วมทางกันเพื่อตามหาคนอื่น ๆ และแน่นอนที่สุด พวกเขาอยากได้ยินข่าวเกี่ยวกับเซียนน้อยเหยาจี
……….
ภายในตัวเมืองที่อากาศหนาวเย็นเริ่มบรรเทาลงไปบ้างแล้ว ผู้คนภายในเมืองสวมใส่เครื่องนุ่งห่มมิดชิด สวมหมวกและถุงมือจากหนังสัตว์ออกมาจับจ่ายซื้อของกันมากขึ้นกว่าเดิม ร่างสองร่างที่ห่มคลุมกันลมและหิมะด้วยใบไม้แห้งหนาเตอะกลายเป็ที่ขบขันของผู้คนและชี้ชวนให้หันมามองดูพวกเขา
“ออกไปให้พ้นจากหน้าร้านของข้าเลยนะ! คนเขาจะทำมาหากิน ซวยจริงๆ มีคนบ้ามายืนจ้องมองอยู่อย่างนี้ผู้ใดจะมาซื้อซาลาเปาของข้ากัน!” บุรุษร่างใหญ่สาดน้ำเย็นจัดใส่ชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินมาเคียงคู่กัน
“สามหาว! รู้หรือไม่ว่าเราสองคนคือใคร!” ซินหรูอี้โมโหจนแทบจะะโไปทุบอีกฝ่าย โชคดีที่นางและเวยวั่งซูเคลื่อนไหวได้รวดเร็วจึงหลบเลี่ยงน้ำที่มีกลิ่นชวนคลื่นเหียนนั้นมาได้หวุดหวิด
“เ้ายังไม่รู้เลยว่าเ้าคือใครเช่นนั้นหรือ? ก็เพราะพวกเ้าสองคนเป็คนเสียสติอย่างไรเล่า!” เ้าของร้านซาลาเปาหัวเราะเสียงดังสนั่น เอ่ยคำล้อเลียนเหยียดหยามท่านเทพทั้งสองสนุกปาก
“หรูอี้ พวกเขากล่าวไม่ผิด เราสองคนยังไม่รู้เลยว่าเราคือใคร? ไปกันต่อเถิด” เวยวั่งซูสูดหายใจเข้าปอดลึกยาวหลายรอบกว่าจะข่มกลั้นโทสะเอาไว้ได้ แต่นี่คือแดนมนุษย์ ตัวเขาและซินหรูอี้ก็เป็มนุษย์ที่ไร้ความสามารถ แม้จะรวบลมปราณมาได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ในเมื่อยังไม่รู้สถานการณ์รอบตัวที่แน่ชัด เลี่ยงการปะทะคารมกับผู้อื่นได้ก็น่าจะดีกว่า
“เอ๋ แม่นางผู้นี้หน้าตาดีไม่น้อยเลยนี่ ไหนลองเอาขยะออกจากหัวเ้าให้พวกเราเห็นหน้าชัดๆ หน่อยสิ” บุรุษร่างอ้วนถือวิสาสะดึงใบไม้ที่ซินหรูอี้มัดรวมกันสวมไว้ต่างหมวกคลุมศีรษะออก
“โอ..งดงามจริงๆ เสียด้วย เสียดายนักที่นางเป็คนเสียสติ แล้วอีกคนเล่า? พวกเ้าเป็คู่สามีภรรยาเสียสติเช่นนั้นหรือ?”
เ้าอ้วนเริ่มลงมือกับซินหรูอี้เพราะเห็นว่าบุรุษอีกคนที่มากับหญิงสาวดูจะหวาดกลัวและคอยหลบเลี่ยงจึงย่ามใจ สหายของเ้าอ้วนก็เข้ามาช่วยกันดึงใบไม้แห้งออกจากร่างทั้งสองร่างจนเหลือเพียงเสื้อผ้าเก่าขาดด้านใน
“หยุดนะ! พวกเ้ากำลังจะทำอะไรกัน หากกล้าเข้ามาแตะต้องเราสองคนอีกก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!"
“น้องสาวคนงามของพวกเราดุเหลือเกิน ฮ่าๆๆ อย่างนี้สิถึงจะสนุก เ้าดูสิสามีบ้าของเ้าช่วยอะไรเ้าได้หรือไม่ เขามันไร้ประโยชน์เ้าไปกับพวกเราดีกว่า อยากกินซาลาเปาใช่ไหมเล่า? เดี๋ยวข้าจะพาไปกินที่เรือนข้า”
บุรุษใบหน้าเป็สิวเขรอะอีกคนตรงเข้ามาหยอกล้อซินหรูอี้โดยตรง ยักคิ้วหลิ่วตากับสหายหัวเราะกันเป็ที่สนุกสนาน
ขณะที่เ้าหน้าสิวกำลังจะเอื้อมมือมาจับแก้มของซินหรูอี้ มือแกร่งของเวยวั่งซูก็ยื่นออกมาคว้าข้อมือของเขาไว้แล้วจับบิดจนอีกฝ่ายต้องทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความเ็ป
“เจ็บนะ! ปล่อยข้าเ้าบ้า!”
เวยวั่งซูและซินหรูอี้นั่งบำเพ็ญเพียรหาผักหาน้ำค้างกินอยู่ในป่ามานานหลายเดือน แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอเพราะขาดสารอาหารแต่พวกเขาก็รวบรวมลมปราณได้จนสำเร็จเช่นเดียวกับอ๋าวหลวนหลง แสงสีเหลืองอำพันทอประกายออกมาจากร่างของคนทั้งคู่ ส่งผลให้ผู้คนทั้งตลาดหุบปากเงียบ หันมองมาที่พวกเขาเป็สายตาเดียว
“พวกท่าน! พวกท่านเป็ผู้ฝึกตนเช่นนั้นหรือ ข้าขออภัย ข้าผิดไปแล้วขอรับ ข้าไม่รู้ ข้าสมควรตายแล้ว” เ้าหนุ่มหน้าสิวแทบจะเป็ลม ติดอยู่ที่ว่ามือของเขายังถูกเวยวั่งซูจับเอาไว้แน่นไม่อาจล้มไปนอนกับพื้นได้
“ผู้ฝึกตน! หมายความว่าที่นี่ยังมีคนอื่น ๆ ที่เป็เหมือนกับเราสองคนเช่นนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มมองไปรอบๆ เห็นชาวบ้านในตลาดล้วนยืนแข็งค้างไม่กล้าขยับเขยื้อน แม้แต่เด็กทารกก็ยังไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ
ดูแล้วการบำเพ็ญเพียรรวบรวมลมปราณขึ้นมาใหม่ของตนคงไม่สูญเปล่า มนุษย์ยังคงนับถือผู้ฝึกตน และใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะฝึกฝนได้ ด้วยระดับพลังปราณใน่เริ่มต้นของเขาและซินหรูอี้ยังสามารถทำให้ชาวบ้านหวั่นเกรงได้ถึงเพียงนี้
“นายท่าน นายหญิงมาจากเมืองอื่นหรือขอรับ ถึงว่าสิการแต่งกายของพวกท่านแปลกประหลาดกว่าคนเมืองเรา ข้าน้อยเลยเข้าใจผิดไป” เ้าอ้วนรีบคุกเข่าลงก้มศีรษะโขกพื้นจนหน้าผากแดงเถือก
“ข้าถามว่าเ้าเคยเห็นคนที่มีพลังเหมือนเช่นเราสองคนหรือไม่! ตอบให้มันตรงคำถามหน่อยเ้าอ้วน!” ซินหรูอี้เห็นเวยวั่งซูไม่ห้ามปรามทั้งยังลงมือเอง นางจะรอช้าอยู่อีกหรือ หญิงสาวตบไปที่ศีรษะเ้าอ้วนทีหนึ่งท่าทางข่มขู่
“เมืองหยุนไห่ของเราไม่มีตระกูลใหญ่โตคู่ควรกับพวกท่านหรอกขอรับ ตระกูลใหญ่ที่เป็ผู้ฝึกตนมีอยู่หลายตระกูลกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน ใกล้ที่สุดก็คงจะเป็ตระกูลอ๋าวที่เมืองหลงเทียนขอรับ พวกเขาล้วนเป็ผู้ฝึกตนที่บูชาเทพั”
เวยวั่งซูและซินหรูอี้หันมาสบตากันทันทีเมื่อได้ยินคำว่าเทพั ไหนว่าแดนมนุษย์ขาดการติดต่อกับแดน์ไปนานแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยังมีผู้คนบูชาเทพบนสรวง์อยู่อีกเล่า
“ตระกูลใหญ่? เฉพาะตระกูลใหญ่เท่านั้นหรือจึงจะมีผู้ฝึกตนที่มีพลังเช่นเราสองคน”
“ใช่แล้วขอรับ พวกตระกูลใหญ่จะมีพิธีบูชาเทพประจำตระกูลของพวกเขาเป็ประจำ เทพก็เลยให้พรกับคนในสกุลเ่าั้ พวกเขาจึงสามารถสร้างพลังพิเศษเหนือกว่าผู้อื่นได้ มนุษย์ธรรมดาผู้ต่ำต้อยอย่างข้ามีตาหามีแววไม่จึงได้พลั้งเผลอล่วงเกินพวกท่าน อย่าสังหารพวกเราเลยนะขอรับพวกเรายังมีพ่อแม่ต้องเลี้ยงดูอยู่ที่บ้าน” เ้าอ้วนโขกศีรษะลงพื้นอีกหลายครั้งเป็การขอร้อง
“ไม่เห็นจะยากนี่ พวกเ้าอยากบูชาเทพอะไรก็ลองบูชาดูสิ แล้วคอยดูว่าเทพจะให้พรพวกเ้าบ้างหรือไม่” ซินหรูอี้เบ้ปาก
พลังปราณเป็สิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ในตัวเื่นี้นางรู้ดี แม้จะมีบางคนเท่านั้นที่มีร่างกายพร้อมและสามารถตั้งสมาธิรวบรวมลมปราณเข้ามากักเก็บไว้ที่จุดตันเถียนได้สำเร็จ แต่อย่างไรมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขอพรจากทวยเทพเลยสักนิด
“นายหญิงท่านล้อพวกเราเล่นแล้ว เทพจะมีสักกี่องค์กันเชียว แล้วพวกตระกูลใหญ่ต่างก็พากันเลือกบูชาไปจนหมด ทั้งเทพั เทพเสือขาว เทพกระทิง เทพวานร เทพอินทรี เทพสุริยัน เทพจันทรา ยังจะเหลือเทพอะไรให้พวกเราบูชากันอีกเล่าขอรับ?”
“ยังมีอีกตั้งมากที่เ้าไม่รู้ อย่างเทพต้นถั่ว เทพนกเป็ดน้ำ เทพไก่ฟ้า เทพน้ำค้าง หรือเ้าจะทดลองบูชาเทพกบเขียวหรือเทพจิ้งหรีดดู ข้าจะแนะนำให้” ซินหรูอี้อยากจะบอกเหลือเกินว่าให้นางร่ายรายชื่อเทพบนแดน์อีกสามวันนางก็ยังพูดไม่หมด เทพไม่ได้มีน้อยอย่างที่มนุษย์เข้าใจเลยสักนิด
“ท่านอย่าประชดคนเขลาอย่างพวกเราเลยขอรับ ผู้ใดเขาจะบูชาของพวกนั้นกัน” เ้าอ้วนกับเ้าหน้าสิวกลอกตาปะหลับปะเหลือก คิดว่าคนทั้งคู่คงจะหยอกเย้าตนเล่น ผู้อื่นเขาบูชาเทพแต่ละองค์ช่างดูสง่าผ่าเผย นี่กระไรจะให้พวกตนบูชาเป็ด บูชาใบไม้!!