ดาบหมื่นลี้

    ตอนที่ ๒๘ — สิ่งที่ผู้อาวุโสเลือกพูด


    ตอนที่ ๒๘ — สิ่งที่ผู้อาวุโสเลือกพูด


    โรงเตี๊ยมชานเมือง สองวันก่อนถึงฉางอัน


    วันที่สามสิบเอ็ดของการเดินทาง ดึกดื่น



    เว่ยหันเฉินออกจากโรงเตี๊ยมหลังเที่ยงคืน


    หลิวซานนั่งยามอยู่ที่ขั้นบันไดชั้นล่างตามปกติ พยักหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาเดินออกไป ไม่ถามว่าไปไหน เพราะรู้อยู่แล้ว ซูหลิงเยิ่นนอนหลับในห้องชั้นสองข้างในโดยที่หลิวซานจะดูแลไว้จนกว่าเขาจะกลับ


    ฉินเย่รออยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยม นั่งอยู่บนขอบบ่อน้ำเล็กที่อยู่กลางลานดิน ลุกขึ้นเมื่อเห็นเว่ยหันเฉิน


    ทั้งสองเดินออกไปในความมืดโดยไม่พูดอะไร



    เว่ยเชารออยู่ในโกดังเก่าที่ขอบชุมชน ห่างจากโรงเตี๊ยมสัก 5 ลี้ เป็นสถานที่ที่เลือกดีในแบบของคนที่ทำงานด้านข้อมูลมานาน กลิ่นไม้เก่าและฟางข้าวลอยอยู่ในอากาศ แสงจากโคมน้ำมันดวงเดียวที่แขวนอยู่กลางโกดังทำให้พื้นที่สว่างพอที่จะมองเห็นหน้ากัน แต่ไม่สว่างพอที่คนข้างนอกจะสังเกตเห็นได้


    ชายในเสื้อคลุมสีเทาปานกลางยืนอยู่ข้าง ๆ โคม หันมาเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด


    เว่ยหันเฉินประเมินในเสี้ยววินาที


    เว่ยเชา อายุน่าจะห้าสิบกว่า ร่างปานกลาง ผมหงอกครึ่งหัว ดวงตาสีน้ำตาลที่มีลักษณะของคนที่คำนวณอะไรอยู่ตลอดเวลา แม้ตอนที่ดูเหมือนไม่ทำอะไร ปราณชั้น 5 กดเก็บดีมากจนถ้าไม่ใส่ใจก็อาจคิดว่ากำลังคุยกับคนธรรมดา


    ไม่มีคนคุ้มกัน ไม่มีอาวุธที่มองเห็น


    "นั่งได้เลย" เว่ยเชาพูดในแบบของคนที่ชินกับการคุยธุระมากกว่าการทักทาย ชี้มือไปที่ม้านั่งไม้สองตัวที่วางไว้ตรงข้ามกัน


    เว่ยหันเฉินนั่งลง ฉินเย่ยืนอยู่ที่ประตูด้านหลัง


    เว่ยเชานั่งลงฝั่งตรงข้าม ไม่รีบ ไม่ลังเล ท่าทางของคนที่เลือกแล้วว่าจะพูดอะไรและจะไม่พูดอะไรก่อนที่จะมาถึงที่นี่


    "เว่ยหันเฉิน" เขาพูด ไม่ขึ้นต้นด้วยคำนำ "ผมรู้จักชื่อท่านมาก่อนที่ท่านจะรู้จักชื่อผม"


    "อธิบาย"


    "ผมรู้จักสำนักไท่อวี้จากการเป็นนักปราณอิสระก่อนเข้าสมาพันธ์ฯ" เว่ยเชาพูด "ไม่ใช่รู้จักในแบบที่เข้าไปเรียนหรือรับงาน แต่รู้จักในแบบที่ติดตามอยู่ห่าง ๆ เพราะผมรู้ว่าอาจารย์ใหญ่เซี่ยวเทียนหลงนั้นมีข้อมูลที่ไม่มีใครในโลกมีเหมือนกัน"


    "ข้อมูลเกี่ยวกับหยูเทียน"


    เว่ยเชาพยักหน้า "ผมเข้าสมาพันธ์หยูหลินเพราะต้องการข้อมูลนั้น ไม่ใช่เพราะเชื่อในเป้าหมายของสมาพันธ์ฯ"


    "ท่านบอกกวนหยูเรื่องนี้?"


    "ไม่บอก" เว่ยเชาพูดตรง "กวนหยูเชื่อว่าผมร่วมงานด้วยเพราะมีแนวคิดเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่"


    เว่ยหันเฉินมองเขา ไม่แสดงว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แค่รอฟัง


    "ผมจะเล่าตามลำดับ" เว่ยเชาพูด ดึงกระบอกน้ำชาออกมาวางบนม้านั่งข้าง ๆ แต่ไม่เปิด "สิบห้าปีก่อนที่สำนักไท่อวี้จะพัง ผมเดินทางผ่านพื้นที่ทางตะวันตกและพบสิ่งก่อสร้างเก่าที่คนท้องถิ่นไม่รู้ว่าคืออะไร แต่คนรุ่นปู่ย่าตายายเรียกว่า 'สุสานปราณ'"


    "ฉินเย่พูดถึงแล้ว"


    "ฉินเย่รู้แค่ว่ามีสุสานปราณครับ ไม่รู้ว่าผมพบอะไรในนั้น" เว่ยเชาพูด เสียงราบเรียบแต่มีอะไรบางอย่างที่หนักกว่านั้นแฝงอยู่ "ในสุสานนั้นมีบันทึกเก่าที่เขียนด้วยอักษรที่ผมใช้เวลาสามปีกว่าจะถอดได้ บันทึกระบุว่าสุสานนั้นสร้างขึ้นเมื่อสองร้อยยี่สิบปีก่อน โดยกลุ่มนักปราณที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะสูญพันธุ์"


    "กลุ่มที่มีสายเลือดเทียนชิงเม่ย" เว่ยหันเฉินพูด


    "ใช่ครับ และพวกเขาสร้างสุสานนั้นเพื่อเก็บปราณของกลุ่มไว้ก่อนที่จะหายไป" เว่ยเชาพูด "แต่สิ่งที่บันทึกนั้นบอกและทำให้ผมตกใจกว่านั้นคือ สุสานนั้นไม่ได้ถูกสร้างโดยคนในกลุ่มเทียนชิงเม่ยทั้งหมด มีคนภายนอกหนึ่งคนที่เข้ามาช่วยออกแบบและสร้าง และคนนั้นคือสาเหตุที่สายเลือดเทียนชิงเม่ยต้องสร้างสุสานตั้งแต่แรก"


    เว่ยหันเฉินนิ่ง


    "คนนั้นทำให้สายเลือดเทียนชิงเม่ยหายไป" เขาพูด


    "ไม่ใช่แค่ทำให้หายไป" เว่ยเชาพูดเงียบ ๆ "เขา 'เก็บ' มันไว้ก่อนที่จะหายไป ปราณในสุสานนั้นไม่ได้เก็บไว้เพื่อรำลึก มันถูกเก็บไว้เพื่อใช้งาน และคนที่รู้วิธีใช้งานมันคือคนที่ออกแบบสุสานนั้น"


    "หยูเทียน" เว่ยหันเฉินพูดชื่อนั้นออกมา ไม่ใช่คำถาม


    "บันทึกไม่ได้เรียกเขาว่าหยูเทียนครับ เรียกว่าอะไรบางอย่างในภาษาที่เก่ากว่า แต่ลักษณะที่บรรยายนั้นตรงกับสิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับหยูเทียนในยุคปัจจุบัน" เว่ยเชาพูด "ปราณที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน อยู่มานานจนคนรอบข้างไม่รู้ว่าเขาแก่แค่ไหน และมีความเชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ 'ควรทำ' เพื่อบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวเอง"


    เว่ยหันเฉินระลึกถึงสิ่งที่ซูหลิงเยิ่นพูดเมื่อสามวันก่อน ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนที่ทำเพราะโลภ แต่คนที่ทำเพราะเชื่อว่าถูกต้อง


    "ท่านเชื่อว่าคนที่สร้างสุสานและหยูเทียนในปัจจุบันคือคนเดียวกัน" เขาพูด


    "ไม่รู้ครับว่าเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า" เว่ยเชาพูดตรง "แต่รู้ว่าคนที่ใช้ปราณจากสุสานในยุคนี้รู้วิธีเข้าถึงมัน และนั่นหมายความว่าเขามีความรู้จากคนที่สร้างสุสานหรือเป็นคนนั้นเอง"


    "และผลที่ตามมา?"


    เว่ยเชามองเขาตรง ๆ


    "ผลที่ตามมาคือปราณเทียนชิงเม่ยที่สะสมมาสองร้อยยี่สิบปีในสุสานนั้นมีมากพอที่จะเสริมคนได้เป็นสิบเป็นร้อยคน และมีมากพอที่จะผลักดันคนที่อยู่ใกล้ชั้น 6 ให้ก้าวถึงมันได้ในที่สุด" เว่ยเชาพูด "นั่นคือสิ่งที่หยูเทียนกำลังทำ เขาสะสมมาสองร้อยปีเพื่อก้าวข้ามขั้นสุดท้าย"


    ความเงียบในโกดังเก่าหนักขึ้น กลิ่นฟางข้าวและไม้เก่ายังอยู่ แต่รู้สึกว่าหนักกว่าเดิม


    "ท่านเข้าสมาพันธ์ฯ เพื่อหาข้อมูลเรื่องนี้" เว่ยหันเฉินพูด "แล้วได้ข้อมูลที่ต้องการหรือยัง?"


    "ยังไม่ครบ" เว่ยเชาพูด "ผมรู้เรื่องสุสานปราณ ผมรู้ว่าหยูเทียนมีอยู่จริงและมีแผนระยะยาว แต่สิ่งที่ผมไม่รู้คือวิธีหยุดเขา" เขาหยุดสักครู่ "จนกระทั่งผมรู้ว่าอาจารย์ใหญ่เซี่ยวเทียนหลงเก็บบางอย่างไว้ที่ฉางอัน"


    เว่ยหันเฉินมองเว่ยเชา


    "ท่านรู้เรื่องห้องกุญแจ"


    "รู้ว่ามีอยู่ครับ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนในฉางอัน" เว่ยเชาพูด "กวนหยูรู้มากกว่าผม เขาสืบข้อมูลเกี่ยวกับสำนักไท่อวี้มานานกว่าและเข้มข้นกว่า"


    "และท่านต้องการรู้ว่าอยู่ที่ไหน"


    "ต้องการครับ แต่ไม่ใช่เพื่อเปิดก่อนท่าน" เว่ยเชาพูดเสียงเรียบ "ผมต้องการรู้เพื่อป้องกันไม่ให้หยูเทียนเปิดมันก่อนท่าน"


    เว่ยหันเฉินนิ่ง ชั่งน้ำหนักคำพูดนั้น


    "ท่านรู้ว่าห้องกุญแจต้องการอะไรในการเปิด"


    เว่ยเชายิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่สดใส แต่เป็นของจริง "รู้ว่าต้องการปราณเทียนชิงเม่ยและฮวนปราณพร้อมกัน ซึ่งในยุคนี้มีคนที่มีทั้งสองอย่างคนเดียว"


    "และท่านรู้ว่าหยูเทียนมีปราณเทียนชิงเม่ยจากสุสาน แต่ไม่มีฮวนปราณ ดังนั้นเขาต้องการซูหลิงเยิ่นด้วยเหตุผลเดียวกับทุกคน"


    "ถูกต้องครับ" เว่ยเชาพูด "และนั่นคือเหตุผลที่เขาส่งคนมาโจมตีผู้ส่งสารของกวนหยู เขาไม่ต้องการให้กวนหยูและท่านบรรลุข้อตกลงก่อนที่เขาจะพร้อม"


    "หยูเทียนยังไม่พร้อม?"


    เว่ยเชาคิดอยู่ครู่ก่อนตอบ "ผมเชื่อว่ายังไม่ครับ ปราณจากสุสานนั้นมีมาก แต่ปราณเทียนชิงเม่ยที่สะสมมาสองร้อยปีนั้นเสื่อมคุณภาพลงตามเวลา มันยังใช้งานได้แต่ไม่ใช่ปราณสดที่ผสมกับฮวนปราณได้อย่างสมบูรณ์ เขาต้องการซูหลิงเยิ่นเพื่อสร้างสิ่งที่ปราณจากสุสานให้ไม่ได้"


    "แต่ตราบใดที่เราเปิดห้องกุญแจก่อน สิ่งที่อาจารย์ใหญ่ซ่อนไว้จะช่วยป้องกันได้"


    "ถ้ามันทำงานตามที่บันทึกในคัมภีร์ที่ท่านพกอยู่" เว่ยเชาพูด น้ำเสียงไม่ใช่การกดดัน แต่เป็นการยืนยันว่าเขารู้เรื่องคัมภีร์ด้วย


    เว่ยหันเฉินไม่แสดงอาการแปลกใจ


    "ท่านรู้เรื่องคัมภีร์ตั้งนานแล้ว"


    "รู้ว่ามีอยู่ครับ แต่ไม่รู้เนื้อหา" เว่ยเชาพูด "ถ้ารู้เนื้อหา ผมอาจไม่ต้องมาพบท่านที่นี่"


    เว่ยหันเฉินมองเว่ยเชาอยู่นาน คิดอย่างรวดเร็ว ชั่งน้ำหนักทุกอย่างที่ได้ยิน


    สิ่งที่เว่ยเชาพูดนั้นมีความสอดคล้องกันภายในสูง ข้อมูลแต่ละชิ้นเชื่อมโยงกับชิ้นที่เขารู้อยู่แล้วได้อย่างสมเหตุสมผล ไม่มีส่วนที่ดูเหมือนถูกปั้นแต่งขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาพูดความจริงทั้งหมด


    "ท่านต้องการอะไรจากผมในตอนนี้?" เว่ยหันเฉินถาม


    "ต้องการหนึ่งอย่างครับ" เว่ยเชาพูดเงียบ ๆ "ต้องการรู้ว่าท่านจะเปิดห้องกุญแจร่วมกับกวนหยูหรือเปล่า"


    "ทำไมถึงสำคัญสำหรับท่าน?"


    "เพราะถ้าท่านเปิดร่วมกับกวนหยู กวนหยูจะมีข้อมูลที่เขาต้องการ และกวนหยูกับผมไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกัน" เว่ยเชาพูด "กวนหยูต้องการชั้น 6 สำหรับตัวเอง ผมต้องการหยุดหยูเทียนจากการเข้าถึงชั้น 6"


    "ซึ่งอาจเป็นเป้าหมายเดียวกันในระยะสั้น"


    "ใช่ครับ แต่ในระยะยาว ถ้ากวนหยูได้สิ่งที่ต้องการ ปัญหาอาจไม่ได้แก้ แค่เปลี่ยนหน้า"


    เว่ยหันเฉินนิ่งกับสิ่งที่เว่ยเชาพูด มันตรงกับสิ่งที่อาจารย์ใหญ่พูดไว้ในคืนที่มอบคัมภีร์ ปัญหาไม่ใช่คนคนเดียว แต่เป็นความคิดที่ว่าชั้น 6 สามารถให้ 'ความถูกต้อง' แก่คนที่บรรลุมันได้


    "ท่านจะทำอะไรถ้าผมเลือกเปิดคนเดียว ไม่ร่วมกับกวนหยู และไม่ร่วมกับท่าน?"


    เว่ยเชามองเขาตรง "ผมจะไม่ขัดขวางครับ"


    "แค่นั้น?"


    "ผมจะดูแลให้กวนหยูไม่รบกวนท่านในระหว่างที่ท่านเปิด" เว่ยเชาพูด "นั่นคือทั้งหมดที่ผมทำได้และยินดีทำ"


    "ในแลกกับอะไร?"


    "ในแลกกับการที่ท่านบอกผมว่าในห้องกุญแจนั้นมีอะไร หลังจากที่เปิดแล้ว" เว่ยเชาพูด "ผมไม่ต้องการเนื้อหาทั้งหมด แค่รู้ว่ามันทำงานอย่างที่อาจารย์ใหญ่ตั้งใจไว้หรือเปล่า"


    เว่ยหันเฉินมองเว่ยเชาอยู่นานที่สุดนับตั้งแต่นั่งลง


    ในดวงตาของเว่ยเชาไม่มีการหลบเลี่ยง มีแต่การรอคำตอบในแบบของคนที่เตรียมรับทั้งใช่และไม่ใช่


    "ผมจะคิด" เว่ยหันเฉินพูดในที่สุด


    "เป็นคำตอบที่ยุติธรรมครับ" เว่ยเชาพูด แล้วก็หยิบกระบอกน้ำชาขึ้นมาเปิดออก รินใส่ถ้วยไม้เล็กสองใบ ยื่นหนึ่งใบมาให้


    เว่ยหันเฉินรับโดยไม่ลังเล ดื่มเล็กน้อย ชาดำรสเข้มที่ยังร้อนอยู่



    สักครู่ต่อมา เมื่อชาในถ้วยเย็นลงครึ่งหนึ่ง เว่ยเชาพูดขึ้นมาโดยไม่ได้ถูกถาม


    "ผมรู้จักตำแหน่งหอดูดาวเก่าที่ย่านตะวันออกของฉางอันครับ"


    เว่ยหันเฉินวางถ้วยชาลง


    "อธิบาย"


    "สิบปีก่อนผมรับงานในฉางอัน งานที่ต้องสืบข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างเก่าในเมือง หอดูดาวนั้นถูกทิ้งร้างมากว่าห้าสิบปีแล้ว" เว่ยเชาพูด "ในย่านตะวันออกมีหอดูดาวเก่าอยู่ใกล้ กับลานหินที่ขายเครื่องมือช่าง คนในย่านนั้นรู้จักมันในฐานะ 'หอเก่าข้างร้านช่าง' ไม่มีใครเรียกมันว่าหอดูดาวอีกต่อไปแล้ว"


    "ที่อยู่?"


    "ออกจากประตูตะวันออกแล้ววิ่งตรงไปตามถนนสายรองที่สองทางซ้าย เดินเข้าไปสักสองร้อยก้าว มีลานหินเล็กที่มีต้นต้นผีเสื้อขึ้นอยู่สองต้น หอดูดาวอยู่หลังต้นนั้นครับ มองเห็นยอดได้แต่ตัวหอถูกกำแพงเก่าบัง"


    เว่ยหันเฉินบันทึกข้อมูลนั้นไว้ในหัว เส้นทางและสัญลักษณ์ชัดเจน


    "ทำไมท่านถึงบอกสิ่งนี้ให้ผมฟัง?"


    "เพราะถ้าท่านรู้ว่าอยู่ที่ไหน ท่านก็ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาในเมืองที่มีคนของหยูเทียนและกวนหยูอยู่" เว่ยเชาพูดเรียบ ๆ "ยิ่งท่านเสียเวลาในเมืองน้อยเท่าไหร่ โอกาสที่ท่านจะถึงห้องก่อนที่ใครจะรู้ว่าท่านอยู่ที่ไหนก็มากขึ้นเท่านั้น"


    "และท่านได้อะไร?"


    "ได้ผลลัพธ์ที่ผมต้องการเร็วขึ้น" เว่ยเชาพูด "ถ้าห้องกุญแจเปิดแล้วมีสิ่งที่หยุดหยูเทียนได้ ผมต้องการให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ก่อนที่หยูเทียนจะพร้อม"


    เว่ยหันเฉินมองเว่ยเชาอีกครั้ง สิ่งที่ชายตรงหน้าพูดนั้นมีเหตุผลในตัวเอง แต่เหตุผลที่ดีไม่ได้หมายความว่าเจตนาถูกต้องเสมอไป


    "ท่านเชื่อว่าสิ่งในห้องนั้นจะหยุดหยูเทียนได้จริง"


    "ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นครับ" เว่ยเชาพูด เสียงนั้นไม่ใช่ความแน่ใจ แต่เป็นความหวังที่สมจริง "อาจารย์ใหญ่เซี่ยวเทียนหลงนั้นเก่งที่สุดในยุคของท่าน และถ้าท่านรู้ว่าหยูเทียนมีอยู่จริงและกำลังจะถึงชั้น 6 การที่ท่านสร้างสิ่งนั้นไว้ก่อนตายบอกว่าท่านคิดว่ามันเพียงพอ"


    "หรืออาจหมายความว่าท่านสิ้นหวังกับวิธีอื่นและเลือกวิธีสุดท้ายที่ยังคิดออก" เว่ยหันเฉินพูด


    เว่ยเชานิ่งอยู่กับคำพูดนั้น


    "อาจจะครับ" เขายอมรับในที่สุด "แต่แม้แต่วิธีสุดท้ายก็ยังดีกว่าไม่มีวิธีเลย"


    ทั้งสองนั่งอยู่กับถ้วยชาที่เย็นสนิทในความเงียบสักพัก



    ก่อนที่เว่ยหันเฉินจะลุกขึ้น เว่ยเชาพูดอีกครั้ง


    "สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ท่านรู้ก่อนเข้าฉางอัน"


    "พูด"


    "กวนหยูไปถึงฉางอันแล้วห้าวันก่อน" เว่ยเชาพูด "เขาไม่ได้อยู่เฉย ๆ เขากำลังหาตำแหน่งหอดูดาวเหมือนกัน แต่เขาไม่รู้ว่า 'หอเก่าข้างร้านช่าง' คือที่ที่เขากำลังหา เพราะข้อมูลของเขาบอกแค่ว่า 'ใกล้หอดูดาวเก่า' เหมือนกับท่าน"


    "แต่ท่านรู้ว่ามันคือที่ไหน"


    "เพราะผมเคยเห็นมันกับตาของตัวเองสิบปีก่อน" เว่ยเชาพูด "กวนหยูไม่เคยเห็น"


    เว่ยหันเฉินลุกขึ้น "ขอบคุณสำหรับข้อมูล"


    "ผมหวังว่าจะได้รับคำตอบก่อนที่ท่านเข้าเมืองครับ" เว่ยเชาพูด ไม่ใช่การกดดัน แค่การแจ้งให้ทราบ


    เว่ยหันเฉินหันมามองเว่ยเชาอีกครั้งก่อนจะออกจากโกดัง


    ในดวงตาของชายตรงหน้านั้นไม่มีการหลบเลี่ยง ไม่มีความกลัว มีแต่สิ่งที่เว่ยหันเฉินอ่านออกว่าเป็นความเหนื่อยล้าของคนที่รู้อะไรมากเกินไปมานานเกินไปและยังไม่มีทางแก้ไขสิ่งที่รู้นั้นได้


    "ผมจะตอบก่อนเข้าเมือง" เขาพูดในที่สุด


    แล้วก็เดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ



    การเดินกลับมาโรงเตี๊ยมนั้นเงียบ


    ฉินเย่เดินตามข้าง ๆ โดยไม่ถาม เขาชินกับบทบาทของตัวเองแล้ว สังเกตและจดจำทุกอย่าง แต่ไม่ขัดจังหวะ


    เว่ยหันเฉินเดินในความมืดของถนนดิน ในหัวกำลังเรียงลำดับสิ่งที่ได้ยิน


    เว่ยเชารู้เรื่องสุสานปราณ รู้เรื่องหยูเทียน รู้เรื่องห้องกุญแจ และรู้ตำแหน่งหอดูดาว ข้อมูลทั้งหมดนั้นมากเกินกว่าที่จะได้มาโดยบังเอิญ มันคือสิ่งที่เว่ยเชาสะสมมาเป็นสิบปีอย่างตั้งใจ


    และเว่ยเชาเลือกบอกทั้งหมดนั้นในคืนนี้ ในแบบที่ตรงและไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน


    คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือเว่ยเชาพูดความจริงทั้งหมดหรือเปล่า และถ้าพูดความจริงทั้งหมด เป้าหมายของเขาตรงกับเป้าหมายของเว่ยหันเฉินจริงหรือแค่คล้ายกันชั่วคราว


    คนที่มีเป้าหมายเดียวกันชั่วคราวนั้นเป็นพันธมิตรที่อันตรายที่สุด เพราะมองจากระยะไกลดูเหมือนพันธมิตรที่แท้จริง



    กลับถึงโรงเตี๊ยมเมื่อดาวลับขอบฟ้าทางตะวันตกไปบางส่วนแล้ว หลิวซานยังนั่งยามอยู่ที่เดิม


    เว่ยหันเฉินนั่งลงข้าง ๆ


    "ได้ข้อมูลครับ?"


    "ได้มาก" เว่ยหันเฉินพูดเงียบ ๆ แล้วก็เล่าสรุปสิ่งที่เว่ยเชาบอกในแบบที่กระชับ


    หลิวซานฟังโดยไม่ขัด จนกระทั่งเว่ยหันเฉินพูดถึงตำแหน่งหอดูดาว


    "หอเก่าข้างร้านช่าง" หลิวซานพูดซ้ำ แล้วก็นิ่งอยู่สักครู่ "ผมเคยได้ยินชื่อนั้นครับ ตอนสืบข่าวในฉางอันเมื่อหลายปีก่อน มีคนพูดถึงมันในแง่ที่ว่าเป็นอาคารเก่าที่ไม่มีใครกล้าทุบทิ้งเพราะไม่รู้ว่าสร้างมาทำอะไร"


    "แปลว่าข้อมูลของเว่ยเชาตรวจสอบได้"


    "ตรวจสอบได้บางส่วนครับ ซึ่งทำให้น่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ยืนยันว่าเว่ยเชาบอกความจริงทั้งหมด"


    เว่ยหันเฉินพยักหน้า


    "ผมจะบอกซูหลิงเยิ่นเรื่องนี้เช้าพรุ่งนี้" เขาพูด


    "และเรื่องที่เว่ยเชาขอ?"


    เว่ยหันเฉินมองท้องฟ้าที่เริ่มจะสว่างขึ้นเล็กน้อยทางตะวันออก ดาวดวงแรกที่จางลงตามแสงอรุณ


    "ยังไม่ตัดสินใจ" เขาพูด แล้วก็ลุกขึ้นเดินขึ้นไปยังห้องชั้นบน



    เช้าของวันถัดมา


    ซูหลิงเยิ่นรับฟังสิ่งที่เว่ยหันเฉินเล่าในขณะที่ทั้งสามกินอาหารเช้าที่โต๊ะมุมสุด หลิวซานนั่งเฝ้ามองรอบข้างตามนิสัย


    เธอฟังจนจบโดยไม่ขัด วางตะเกียบลง


    "สุสานปราณ แหล่งของสิ่งที่หยูเทียนใช้ตลอดสองร้อยปี" เธอพูดช้า ๆ "และสิ่งที่ข้าดูดออกจากคนที่เขาส่งมาเมื่อวานนั้นมาจากที่นั่น"


    "ใช่"


    เธอมองมือทั้งสองของเธอสักครู่


    "ฮวนปราณดูดปราณนิ่งออกจากร่างกายคนอื่นได้" เธอพูดเงียบ ๆ "และปราณจากสุสานคือปราณนิ่งที่เก่าและแข็งที่สุดที่มี"


    "ใช่"


    "แปลว่าถ้าข้าสัมผัสหยูเทียนโดยตรง..." เธอพูดแล้วก็หยุด ไม่พูดต่อ แต่ทั้งสองคนในโต๊ะรู้ว่าประโยคนั้นจบอย่างไร


    ความเงียบที่หนักลงในห้องอาหารของโรงเตี๊ยม


    "ข้าไม่ได้บอกว่าจะทำ" เธอพูดชัดเจน "ข้าแค่บอกว่ารู้ว่าทฤษฎีเป็นอย่างไร"


    "รู้" เว่ยหันเฉินพูดเงียบ ๆ


    "ท่านเว่ย เรื่องที่เว่ยเชาขอ ท่านจะตอบรับไหม?"


    เว่ยหันเฉินดื่มน้ำชาสักอึก


    "ถ้าบอกเว่ยเชาว่าในห้องกุญแจมีอะไร ข้อมูลนั้นจะไม่หยุดอยู่กับเว่ยเชาคนเดียว ช้าหรือเร็วมันจะถึงกวนหยูและหยูเทียน" เขาพูด "แต่ถ้าไม่บอก เว่ยเชาอาจเลือกช่วยกวนหยูแทน"


    "ข้าเข้าใจการวิเคราะห์ของท่านค่ะ" ซูหลิงเยิ่นพูด "แต่ข้าถามว่าท่านจะทำอะไร ไม่ใช่ถามว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร"


    เว่ยหันเฉินมองเธอ


    "ผมจะบอกเว่ยเชาว่าห้องกุญแจนั้นมีอะไร หลังจากเปิดแล้วและรู้ว่ามันทำงานตามที่อาจารย์ใหญ่ตั้งใจ" เขาพูด "ถ้ามันทำงานผิด ผมจะไม่บอกอะไร"


    ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า


    "ยุติธรรมค่ะ"


    หลิวซานวางตะเกียบลง "ท่านเว่ยเชาจะยอมรับเงื่อนไขนั้นไหมครับ?"


    "ถ้าเขาเลือกไม่ยอมรับ เขาก็เลือกวิธีอื่น" เว่ยหันเฉินพูด "ซึ่งผมก็จัดการได้ เหมือนที่จัดการมาตลอด"



    สองวัน


    พวกเขาออกจากโรงเตี๊ยมในเช้าที่ท้องฟ้าครามแจ่มใส และห่างออกไปสองร้อยก้าว ฉินเย่เดินตามในระยะที่คงที่


    เว่ยหันเฉินขับหวงเจินและรู้สึกถึงวงปราณน้ำที่ล้อมรอบเธอซูหลิงเยิ่นอยู่ข้างหลัง มันวนสม่ำเสมอในจังหวะที่เธอไม่ต้องคิดอีกต่อไป ธรรมชาติของปราณน้ำที่ไหลตามร่องที่มันรู้จักแล้ว


    และในวงนั้นมีบางสิ่งที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเมื่อสองวันก่อน ทักษะที่เธอไม่ได้วางแผนค้นพบ แต่ค้นพบในจังหวะที่จำเป็น


    เว่ยหันเฉินมองถนนที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ข้างหน้า


    ฉางอัน สองวัน


    และในสองวันนั้น เขาต้องตอบคำถามของเว่ยเชา ตัดสินใจเรื่องกวนหยู และเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจารย์ใหญ่ทิ้งไว้รอ


    ทั้งหมดนั้น โดยที่ยังไม่รู้ว่าหยูเทียนพร้อมมากแค่ไหนแล้ว


    นิยายแนะนำ