ณ เมืองฉางอัน เมืองราชธานีแห่งต้าฮวน
แม้ภายนอกเมืองหลวงราษฎรจะอดยากเพียงใด แต่ภายในฉางอันนั้น กลับแต่งแต้มไปด้วยความรื่นเริง แลความสะดวกสบายอย่างครบครัน
อันฉางอันนั้นเปรียบเสมือนดังบ้านของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนที่มีหน้ามีหน้า แลยศฐาน อีกยังเป็เมืองเศรษฐกิจ ย่อมต้องเจริญหูเจริญตา เข้าไว้ก่อน
แต่นั้นก็เพียงแต่ภายนอก ราษฎรตาดำ ๆ แม้นจะอยู่ในเมืองสำคัญเพียงใด แต่หากผลผลิตจากหัวเมืองผลิตไม่ทัน ปัญหาด้านการเงินย่อมส่งผลกระทบเป็ลูกโซ่มาหาราษฎรในเมืองหลวงอยู่ดี
ถึงแม้เช่นนั้นเหล่าบุคคลชั้นสูง แลเหล่าขุนนางก็ยังอยู่ดีมีสุขไม่ทุกข์ร้อนอันใดอยู่ดี
—-----
กล่าวถึงหนึ่งในตระกูลขุนนางที่รับใช้ราชสำนักต้าฮวนมาก็หลายชั่วอายุคน หนึ่งในนัันต้องมีชื่อของบ้านตระกูลเซียวออกมาเป็ลำดับแรก ๆ
เซียว เป็ตระกูลขุนนางที่สืบทอดต่อกันมาหลาย สิบรุ่นั้แ่่ก่อตั้งต้าฮวนขึ้นมาเลยก็ว่าได้ ผู้ที่เป็ประมุขของบ้านปัจจุบันนี้คือ เซียวหม่าทง หนึ่งในเสนาบดีที่มีบารมีในราชสำนัก ที่แม้แต่ ท่านอัครมหาเสนาบดี อย่าง ซ่างจืออวิ๋น ที่มีอำนาจล้นฟ้า หรือแม้แต่ ฝานไฉ มหาอำมาตย์ผู้ที่้เป็ถึงบิดาของฮองเฮาองค์ปัจจุบันเอง ก็ยังต้องเกรงอกเกรงใจ
เซียวหม่าทง ยังมีบุตรชายที่สืบสกุลอยู่ผู้หนึ่งนามว่า เซียวจิ้น แม้เขาจะเป็ขุนนางวัยกลางคนที่ก็มีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในรั้วในวัง รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ แต่ลักษณะของ เซียวจิ้น นั้นไม่เหมือนเซียวหม่าทงเลยแม้แต่น้อย
เซียวหม่าทงผู้เป็พ่อ เป็ผู้ที่มีใจคอเด็ดเดี่ยวกล้าได้ กล้าเสีย มีความฉลาดหลักแหลม ไหวพริบดี นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ตระกูลเซียวยืนหยัดรักษาอำนาจไว้ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาการให้สตรีสกุลเซียวแต่งเข้าฝ่ายในเลย กลับกันหลาย ๆ บ้าน หลาย ๆ สกุล ที่คงความยิ่งใหญ่ ล้วนแต่ใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น
แต่กับเซียวจิ้น ผู้เป็บุตรชายผิดกับผู้เป็บิดา เขาเป็คนที่ไม่มีพิษมีภัย แต่ก็พ่วงคำว่าไม่เฉลียวฉลาดทันคนเท่าใดนัก บางทีเขาอาจเป็คนดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ ทำให้เซียวหม่าทง กลุ้มใจเป็อย่างมาก กลัวว่าวันใดที่หากเขาไม่อยู่เป็ประมุขตระกูลเซียวแล้ว ตระกูลเซียวที่ประดุจเสือในป่า หากขาดเขี้ยวเล็บ สักวันก็ต้องอดตายเพราะล่าเหยื่อไม่ได้ ดั่งการที่แพ้ภัยตนเอง สักวันก็ต้องมีแร้งมารุมทึ้งไม่เป็สุขเป็แน่
เซียวหม่าทง นั้นได้แต่คิดอยู่ในใจ ว่าเขาได้เดินหมากกระดานนี้ผิดไปก้าวหนึ่ง ในขณะที่พวกตระกูลใหญ่ตระกูลอื่น ล้วนแต่ส่งบุตรีผู้เลอโฉม เข้าไปยังฝ่ายใน เพื่อมัดใจฝ่าาผู้เป็เ้านาย เพื่อการถ่วงดุลอำนาจเอาไว้ แต่สมัยก่อนเขากลับหลงลำพองว่าตัวเขานั้นยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้ ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาสิ่งพวกนั้น แต่่มาวันนี้มันกลับไม่ใช่เสียแล้ว
สังขารนั้นมันก็มีแต่ความโรยรา ไม่จีรังยั่งยืน หากวันใดไต้เท้าเซียวหม่าทง ไร้ซึ่งวาสนา ตระกูลเซียวที่ยิ่งใหญ่ก็คงจะดับสูญไปพร้อมตัวเขา
ไม่รู้ว่าเป็สิ่งที่บังเอิญ หรือโชคชะตาเข้าข้างตระกูลเซียว ที่เมื่อสิบกว่าปีก่อน เซียวจิ้น ได้ทำการมอบของขวัญล่วงหน้าให้แก่ผู้เป็บิดา ในเื่ที่เซียวหม่าทงกำลังกลัดกลุ้มเสียพอดิบพอดี
เซียวจิ้น มีบุตรสาวอยู่สองคน คนพี่ชื่อ เซียวรั่วหยา ส่วนคนน้องชื่อ เซียวรั่วถิง
สองพี่น้องมีบุคลิก ลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันเป็อย่างมาก เหมือนกับว่าไม่ได้เติบโตมาจากที่เดียวกันยังไงอย่างงั้น
เซียวรั่วหยา ถือเป็สาวงามแห่งยุค เป็กุลสตรีที่เพรียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติของสตรีที่ดี การพูดการจา กริยาท่าทางไพเราะเพราะพริ้ง แลไม่เคยให้ร้ายใคร แต่ก็แฝงไปด้วยความฉลาดหลักแหลมที่ซ่อนคมเอาไว้
ส่วนเซียวรั่วถิง ผู้น้องนั้น กลับมีความสนใจด้านการบ้านการเมือง แม้เป็หญิงกลับมีนิสัยความเป็ผู้ชาย พูดจาตรงไปตรงมา บางทีก็ขวานผ่าซากเสียเกินไป มีท่าทางทะมัดทะแมง ไม่เหมือนกับกุลสตรีเลยแม้แต่น้อย บางครั้งคนภายนอกจะชอบกล่าวว่า รั่วถิงน้อยนางนี้ มีนิสัยเหมือนกับปู่ เซียวหม่าทง ไม่มีผิดเลย
^^^
ค่ำคืนหนึ่ง ณ บ้านตระกูลเซียว ใจกลางเมืองฉางอัน
—----
บ้านตระกูลเซียวที่ใหญ่โตโอ้อ่า เต็มไปด้วยข้าทาสบริวารอยู่เต็มบ้าน แลดูเหมือนตอนนี้นั้นถูกประดับประดาไปด้วยผ้าแพรพรรณ อีกทั้งของประดับตกแต่ง สีแดง มากมายเต็มบ้านไปหมด ทั้งเสียงดนตรีที่อื้ออึง แลเสียงผู้คนในบ้านนั้น ดังอึกกระทึกครึกโครม ข้าทาสรับใช้เดินทำงานกันขวักไขว่ แเื่ มากหน้าหลายตา ก็ได้มารวมตัวกันอยูที่ ณ บ้านตระกูลเซียวแห่งนี้
“ข้าน้อยกล่าวคารวะท่านไต้เท้าเซียว ขอให้ท่านไต้เท้า สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีอายุยืนยาวต่อไปอีกนับร้อยปี–”
ที่โถงจัดงานบ้านสกุลเซียว ขุนนางผู้หนึ่งลุกได้ถือจอกลุกขึ้นคารวะ กล่าวคำอวยพร ให้แก่เซียวหม่าทง ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านในสุด กลางห้องโถงแห่งนี้ ลักษณะเหมือนนั่งอยู่หัวโต๊ะ
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า— ขอบใจเ้ามากนะ เอาล่ะขอบใจทุก ๆ ท่านมาก ที่มาร่วมงานวันเกิดข้าในวันนี้ ข้าน่ะอายุมากเต็มทีแล้วล่ะ ปีนี้ก็ปาเข้าไป หกสิบปีพอดี—-- เอ๊ะ ๆ ๆ แต่ว่าพวกเ้าไม่ต้องห่วงไป ข้ายังไม่เกษียณตอนนี้หรอก วันนี้ข้าแค่อยากจัดงานเลี้ยงให้ทุกคนมารวมตัวก็เท่านั้นเองแหละ~~~”
เซียวหม่าทงกล่าวต่อหน้าธารกำนัลเหล่าขุนนางที่อยู่ตรงหน้าว่าเพียงแต่อยากจะจัดงานเลี้ยงให้เหล่าขุนนางมารวมตัวกันก็เท่านั้น แลตอนนี้ก็เหมือนถือโอกาสจัดงานแซยิด ครบหกสิบปีไปด้วยเลยเสียแล้วกัน
“ท่านไต้เท้า— ให้เกียรติพวกข้ามากเกินไปเสียแล้ว พวกเราที่นั่งอยู่ในนี้ส่วนใหญ่ ล้วนแต่เป็ขุนนางระดับกลาง ไม่ได้สูงส่งถึงขนาดนั้นที่ท่านให้เกียรติถึงขนาดนี้”
หลีซินเอี๋ย เขาเป็ราชบัณฑิต ขั้นห้า แห่งราชสำนัก เป็ผู้มีไหวพริบ แค่ครู่เดียวก็มองออกว่าเหล่าขุนนางที่ถูกเชิญมางานในตอนนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็เพียงขุนนางระดับกลาง ที่ไม่ได้มีอำนาจมากมายอะไร เขากำลังสงสัยว่า เซียวหม่าทง คงกำลังมีนัยยะอันใดแอบแฝงอยู่
“หลีซินเอี๋ย เอ๊ย หลีซินเอี๋ย~ ความหลักแหลมของเ้านี่นะ ถือว่าข้ามองคนไม่ผิดจริง ๆ”
เซียวหม่าทง ลุกขึ้นยืนสะบัดเสื้อแพรสีขาวสว่างที่ตนเองส่วมเล็กน้อย แล้วจึงเดินไขว้หลังลงบันไดมาทีละก้าว แลเดินมาหยุดถึงตรงหน้าของเซียวหม่าทง
“พวกเ้าทั้งหลาย!!!! ขุนนางผู้ภักดีต่อราชวงศ์ฮวน พวกเ้ายังใช้คำนั้นกันได้อยู่อีกหรือไง ห้ะ!!!”
เซียวหม่าทงเกรี้ยวกราด โวยวายเสียเสียงดังใหญ่โต
ทำเอาเหล่าแเื่ ขุนนางที่มาร่วมงานต่าง หยุดทุกอย่าง แล้วเงียบสนิทลงกันทุกคน ต่างคน ต่างหันไปมองหน้ากัน
แล้วงุนงงกับสิ่งไต้เท้าเสนาบดีอายุราวหกสิบปี แต่ยังดูน่าเกรงขาม แลมีความดุดันนั้นกล่าวคำรุนแรงออกมาอย่างหวาดเกรง
“เอ่อ– ไต้เท้า นะนะนี่ท่านหมายความเช่นไร ขะจะขอรับ”
ขุนนางผู้หนึ่งที่นั่งอยู่เกือบสุดประตูเอ่ยถามด้วยท่าทางประหม่า
“หึ นี่เ้ายังกล้าถามข้าอย่างนั้นเหรอ ว่าหมายความว่ายังไงนะฮะ!!!”
เซียวหม่าทงเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยวอีกครา
“หลายเดือนก่อน…ราษฎรต้าฮวนริมฝั่งแม่น้ำทั่วทุกสาย โดยเฉพาะทางตอนใต้ใกล้เขื่อนซีหลง— พวกเ้า รู้บ้างไหมว่าชาวบ้าน ต้องเกิดความสูญเสีย าเ็ ล้มตาย บ้างไม่เหลือที่อยู่ ที่นา ที่ทำกิน ความเสียหายกระจายเป็วงกว้างมากกว่า สามแสนครัวเรือน”
เซียวหม่าทงพูดด้วยน้ำเสียงที่มีความโมโห แต่กลับแฝงไปด้วยเสียงสะอื้นที่มาจากใจที่เหล่าชาวบ้านต้องเผชิญ
“แต่รู้ไหม ว่ามันกลับมีขุนนางบางตัว!!! ที่มันคอยกอบโกยผลประโยชน์ จากเงินที่ฝ่าาทรงประทานเป็เงินช่วยเหลือชาวบ้าน พวกมันกลับกล้าทำการเช่นนี้—”
พวกขุนนางในห้องโถงบ้านตระกูลเซียว มองหน้า มองตากันเลิกลั่ก เหมือนกับว่า เซียวหม่าทง พูดในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงกล้าวิพากษ์วิจารณ์
“ไอ้พวกขุนนางหัวเมือง ที่มันยักยอกเงินของราษฎร ที่มาจากน้ำพระทัยของฝ่าา ไม่เพียงแต่ผิดต่อราษฎร ยังผิดต่อฝ่าา ผิดต่อ์!!!”
เซียวหม่าทงพลางเดินไปกล่าวไป จนไปถึงหน้าประตูของห้องโถง แล้วคุกเข่าลง พร้อมร้องไห้สะอึกสะอื้น แล้วจึงลุกขึ้นหันมาหาเหล่าขุนนางที่ตอนนี้ต่างพากันลุกขึ้นมาจากที่นั่งของตน
“แต่ พวกเ้าทุก ๆ คน ที่กินเงินหลวง ตอนนี้กลับนิ่งดูดาย ไม่มีใครหน้าไหน กล้าออกหน้าเลยแม้แต่คนเดียว เช่นนี้แล้ว– ยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าขุนนางภักดีอีกอย่างนั้นเหรอ ห้ะ!!!!”
เหล่าขุนนางในห้องโถงตระกูลเซียว ต่างนั่งลงคุกเข่ากันหมด แล้วพากันร้องไห้กับคำพูดไม่กี่ประโยคของเซียวหม่าทง
“ข้าน้อยผิดไปแล้วอ่า ท่านไต้เท้า~”
“ท่านกล่าวถูกต้องแล้ว ขอรับ”
“ฮือ ๆ~~”
ขุนนางชั้นกลางที่เซียวหม่าทงเชิญมาในงานวันเกิดเขาในครั้งนี้ ถูกเรียกมาทำการตำหนิเสียยกใหญ่ ต่างพากันกล่าวคำสำนึกผิดร้องไห้กันระงมแทบไม่ทัน
“ยังไม่สายไปหรอก— ยัง ตอนนี้ฝ่าาได้หมอบหมายให้องค์ชายใหญ่เป็ผู้ดูแลไต่สวนเื่นี้อยู่ ความผิดต้องกระจ่าง และเป็ธรรมในไม่ช้าแน่—-
เพราะฉะนั้นแล้วพวกเราทุกคน ในหน้าที่ของขุนนางแล้วต้องให้การสนับสนุนการทำงานขององค์ชายใหญ่อย่างเต็มที่!!!”
เซียวหม่าทงกล่าวต่อหน้าเหล่าขุนนางทั้งหลาย
“ขอรับ ท่านไต้เท้า”
“ขอรับ”
“ข้าน้อย จะทำตามขอรับ”
การตอบรับเพรียกกันเป็แถวั้แ่หน้าประตูไปจนสุดโถงด้านใน ขุนนางที่เป็แขกของเซียวหม่าทงในวันนี้ โดนเขาสั่งสอนเอาเข้าเสียแล้ว
เซียวหม่าทงเดินกลับไปนั่งยังโต๊ะประจำของตนปลายสุดของห้องโถง แล้วพวกเหล่าขุนนางที่เหลือก็พากันนั่งลงตามไปด้วย
“เราต่างมีส่วนผิด ข้าเองก็มีส่วนผิด อย่างไรเสีย วันนี้อาหารที่เราจะกินกันในงานเลี้ยง ข้าจึงไม่ยอมให้ฟุ่มเฟือยเด็ดขาด เอ้า เด็ก ๆ!!! เอาอาหารเข้ามา”
เมื่ออาหารค่ำในงานเลี้ยงถูกยกเข้ามาแล้ว แขกทุกคนต่างก็ต้องอึ้งกันไปตาม ๆ กัน เพราะนี่มันคือ ข้าวต้ม กับเผือกหั่นเต๋า
“นี่คืออาหารที่เหล่าราษฎรที่อดยาก มองเป็สิ่งล้ำค่าด้วยซ้ำไป เมื่อเราเป็ขุนนางที่ไม่สามารถช่วยเหลือราษฎรได้ เราก็ควรต้องประหยัด ตามอย่างราษฎร ในงานเลี้ยงวันนี้”
เซียวหม่าทงกล่าวจบ เหล่าขุนนางในงานก็กินข้าวต้มกับเผือกหั่นเต๋าอย่างพร้อมเพรียง เป็ภาพหายากที่ดูดีมาก ที่พวกขุนนางระดับนี้จะกินของเหมือนกันกับพวกชาวบ้านที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก หากเหล่าราษฎร หรือผู้ใดรู้เข้า จะต้องชื่นชมตัวของไต้เท้าเซียวอย่างมาก ที่มีความห่วงใยต่อชาวบ้านตาดำ ๆ เช่นนี้
ในใจของหลี่ซินเอี๋ยผู้ฉลาดเฉลียวคงคิดเช่นนั้นอยู่ แต่เขายังคงคิดต่อว่าเื่นี้น่าจะมีอะไรไปมากกว่านี้หรือเปล่า ในสิ่งที่เซียวหม่าทง้าทำจะมีเพียงแค่ให้เหล่าขุนนางรู้สึกผิดต่อราษฎรจริง ๆ อย่างนั้นหรือ แต่แล้วเขาก็เลิกคิดมแล้วก็กินข้าวต้มกับเผือกหั่นเต๋าแสนอร่อยของงานเลี้ยงบ้านตระกูลเซียวต่อเสียดีกว่า