แสงแดดยามเย็น อากาศเย็นสบาย ตลาดนัดเริ่มเปิด ร้านค้าต่างมาจองพื้นที่ของตัวเองกัน แต่สำหรับผมกับพี่เรไรแล้วไม่ได้ต้องการพื้นที่อะไรขนาดนั้น ผมกับพี่เรไรเพียงแค่เตรียมเก้าอี้พับมาสองสามตัว สำหรับผมกับพี่เรไรนั่งวาดรูป และให้ลูกค้าที่จะมาเป็นแบบนั่งเท่านั้น
“วันนี้ก็พยายามด้วยกันนะครับ พี่เรไร”
พี่เรไรพยักหน้าพร้อมกับยิ้มเล็กๆ แต่เธอก็หรี่ตามองผมเหมือนไม่ไว้ใจอะไรบางอย่าง
“รุตคงไม่เปิดมันตอนพี่กำลังวาดรูปอยู่ใช่ไหม”
พี่เรไรถามแบบนั้น ผมเงียบไปเล็กน้อย จริงสินะ ตอนนี้มันอยู่ในเวลางาน ถ้างั้นก็
“ผมไม่ควรทำใช่ไหมครับ”
ผมรู้สึกผิดเล็กน้อย เพราะว่าความจริงผมจะวางแผนแกล้งพี่เรไรสักหน่อย แต่เหมือนว่าจะไม่ได้สินะ แต่ขณะที่ผมกำลังคิดแบบนั้นอยู่เอง พี่เรไรย่อตัวลงตรงหน้าผม ในขณะที่ผมนั่งเก้าอี้อยู่ ระดับของเธอต่ำกว่าผม ทำให้ผมเห็นใบหน้า ลำคอ รวมไปถึงร่องอกของเธอได้อย่างชัดเจน
“ทำอะไรน่ะครับพี่เรไร”
พี่เรไรไม่ตอบ เธอเงยคอขึ้นมาพร้อมกับมือที่จับโชคเกอร์ที่มีกระพรวนแขวนอยู่ เสียงของกระพรวนดังกรุ๊งกริ้ง ก่อนที่พี่เรไรจะบอกกับผม
“ตอนนี้พี่เป็นทาสของรุตนะ ต่อให้ไม่อยากแต่พี่ก็ขัดอะไรเธอไม่ได้หรอก”
พอพี่เรไรพูดออกมาแบบนั้น ผมก็ยิ้มกว้างออกมา แต่พี่เรไรก็ดีดหน้าผากผมเบาๆ เหมือนว่าจะหมั่นไส้ในตัวผม
“พอรู้ว่าแกล้งพี่ได้ก็ยิ้มหน้าบานเลยนะ เด็กทะลึ่งเอ๊ย”
พี่เรไรว่าก่อนจะลุกขึ้น จากนั้นก็มีลูกค้าเริ่มมาขอให้พวกเราวาดรูป และในเมื่อพี่เรไรอนุญาต หรืออาจจะไม่ก็แล้วแต่ แต่ผมติดความว่าเธอคงไม่ว่าอะไรถ้าผมจะเปิดไข่สั่นระหว่างที่เธอวาดภาพไปด้วย
ผมที่กำลังวาดภาพให้กับลูกค้าคนหนึ่งอยู่นั้น หันไปมองพี่เรไรที่กำลังวาดภาพให้กับลูกค้าอีกคน ท่าทางของเธอดูตั้งใจ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของเหลือเหลือบมามองผมด้วยความหวาดระแวง และเพื่อตอบสนองความคาดหวังนั้น ผมจึงล้วงเข้าไปในกระเป๋า แล้วเปิดไข่สั่นตามคำเรียกร้องของเธอ แน่นอนว่าผมให้พี่เรไรพักมาได้สักพักแล้ว ดังนั้น ร่างกายของพี่ตอนนี้คงชินกับสภาพปกติ ถ้าเกิดผมปรับไข่สั่นเป็นระดับแรงสุดล่ะก็
“อ๊าง! ”
อยู่ๆ พี่เรไรก็ร้องออกมา ทำเอาหลายคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหันมามองเธอ ไม่แปลกที่จะมองแบบนั้น เพราะเสียงของเธอมันใสน่าฟังแถมยังน่ารักและมีเสน่ห์ ไม่มีเหตุผลที่จะไม่หันมามองเลย แต่เธอก็ยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วหันมามองผมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ราวกับจะพูดกับผมว่า
- ทำกันได้นะรุต
จากนั้น ผมกับพี่เรไรต่างกันทำงานกันโดยระหว่างนั้นผมก็แกล้งพี่เรไรเป็นพักๆ จนกระทั่งถึงช่วงที่ตลาดปิด พี่เรไรก็พูดขึ้นมา
“กลับกันเถอะรุต”
“ครับ”
“รายได้วันนี้เป็นสองเท่าเลยนะ ไปซื้ออะไรกินแล้วกลับบ้านกันเถอะ”
พี่เรไรว่าพร้อมกับบิดขี้เกียจก่อนจะหันไปเก็บของ ระหว่างนั้นผมก็มองพี่เรไรที่กำลังก้มตัวไปเก็บของ ผมเห็นสะโพกของพี่เรไรช่างงอนจนผมอยากจะลองเอามือฟาดสักครั้ง ผมลองหันซ้ายขวาแล้วผมว่าบริเวณนี้ไม่มีคนอยู่ ผมจึงเดินไปก่อนจะตีฟาดพี่เรไรหนึ่งที่จนเกิดเสียงดังฟังชัด ทำเอาเธอร้องออกมา
“อ๊าย ทำอะไรเนี่ยรุต”
ผมเงียบให้กับคำถามนั้นเล็กน้อย นั่นสิ ผมทำอะไรไปนะ
“เอ่อ… อยู่ๆ ก็รู้สึกอยากตีก้นพี่ขึ้นมานะครับ เอ่อ.. ขอโทษครับ”
ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีนอกจากคำว่าขอโทษ แต่แทนที่พี่เรไรจะโกรธ เธอกลับยิ้มออกมา แล้วเดินเข้ามาใกล้ผมก้าวหนึ่ง จนตอนนี้ ใบหน้าของเรามีระยะหว่างไม่เกินหนึ่งเซนติเมตร เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ยั่วยวนว่า
“อยากตีก้นพี่เหรอ”
ผมเงียบไปกับคำถามนั้น ผมควรจะตอบยังไงดี ถ้าหากตอบว่าใช่ ผมจะกลายเป็นคนยังไงในสายตาของพี่เรไร อย่าลืมว่าตอนนี้ผมกับพี่เรไรพึ่งรู้จักกันได้หนึ่งวันกว่าๆ เท่านั้น การที่ผมทำกับพี่เรไรไปเมื่อกี้ถือว่าเป็นการล่วงเกินอย่างแน่นอน เป็นการคุกคามทางเพศ ลวนลาม อะไรก็ตามที่เพศชายไม่สมควรปฏิบัติต่อเพศหญิงด้วยความไม่เต็มใจ
แต่ว่า...
“ถ้าเธออยากำจะตีก้นพี่ขนาดนั้น เอาไว้ถึงที่ห้อง พี่จะให้เธอตีจนพอใจเลย”
และก็เป็นอีกครั้งที่คำพูดของพี่เรไรทำเอาหัวใจของผมตึกตัก ความคิดผมเตลินไกลไปไหนต่อไหน จากนั้นเราก็ไปซื้อของปิ้งย่างมาก่อนที่พี่เรไรจะขอตัวไปซื้อเบียร์มาด้วย เหมือนว่าวันนี้เธอจะอารมณ์ดีแล้วอยากจะสังสรรค์สักหน่อยสินะ ไม่แปลกสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน แต่ว่า ระหว่างที่ผมกำลังรอเธออยู่หน้าร้านสะดวกซื้อเพื่อเฝ้าอุปกรณ์อยู่นั้นเอง เสียงหนึ่งก็เรียกผมขึ้น
“รุต? ”
เสียงนั้น เป็นน้ำเสียงที่ผมไม่อยากจะได้ยินอีกแล้วตลอดชีวิต พร้อมกับอีกเสียงหนึ่งที่ตามกันมาติดๆ
“แกหายไปไหนมารุต”
อีกเสียงที่ดุดัน และมักจะเต็มไปด้วยความดูถูกเสมอ ผมสูดหายใจเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองทางต้นเสียง ใช่ เป็นพ่อกับแม่ผมจริงๆ สองคนที่ต่อต้านความฝันของผมมาตลอด สองคนที่ไม่เคยสนับสนุนในเส้นทางที่ผมเป็นเลย
“พ่อ… แม่…”
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็พูดอะไรไม่ออกนอกจากเรียกสองคนนั้น ทางด้านแ่เหมือนจะเป็นห่วงผม แม่เดินมาแล้วจับข้อมือผมเอาไว้
“รุต กลับบ้านเดี๋ยวนี้”
แต่ว่า ผมไม่อยากกลับไปเลย กลับไปเพื่อฟังเสียงดูถูกพวกนั้นเหรอ ไม่เอาหรอก
“ถ้าจะเอาแต่ใจก็ให้มันน้อยๆ หน่อย ชีวิตวัยทำงานมันไม่ได้ง่ายเหมือนกับที่แกวาดรูปหรอกนะ จะวาดรูปไปจนตายเลยรึไง”
พ่อผมพูดขึ้นมา เอาอีกแล้ว คำถูกดูพวกนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงบ้านผมก็ได้รับมาแล้ว แต่ว่า ระหว่างที่ผมกำลังคิดคำพูดอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็กำลังจะตัดสินใจที่จะสะบัดข้อมือของแม่ออก แล้วพูดออกไปตามตรงว่า ผมจะไม่มีทางกลับไปที่บ้าน กลับไปที่กรงนั้นฉีกขาด แต่เสียงของประตูร้านสะดวกซื้อก็เปิดขึ่้น พร้อมกับเสียงหวานที่ทำให้หัวใจของผมอุ่นื้นขึ้นมาทุกครั้งที่ได้ยิน
“รุต ได้มาแล้วล่ะ กลับบ้านแล้วไปก๊งกัน”
พี่เรไรพูดพร้อมกับยิ้มร่า พร้อมกับยกเบียร์ที่อยู่ในถุงขึ้นมา แต่เมื่อเธอสังเกตเห็นผมอยู่กับพ่อและแม่ เธอก็เบิกตาขึ้น นั่นสินะ ทุกอย่างคงจบแค่นี้ ผมคงถูกลากตัวกลับไป ตัวผมอายุยังไม่ถึง 18 ถ้าเกิดยังอยู่กับพี่เรไรต่อไป พ่อกับแม่ของผมสามารถยัดข้อหาพรากผู้เยาว์กับพี่เรไรได้ ถ้าผมยังจะฝืนดึงดันอยู่ ก็มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่เรไร…
คงจบแค่นี้สินะ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่สองวัน แต่มันก็เป็นสองวันที่มีความสุขและเป็นอิสรภาพที่หอมหวานที่สุดเท่าที่ผมเคยมีมาเลย ต้องขอบคุณพี่เรไรจริงๆ แต่ว่า ระหว่างที่ผมกำลังจะพูดอะไรสักอย่างออกมานั้นเอง พี่เรไรก็แสดงสีหน้าไม่พอใจนัก ก่อนจะเอ่ยออกมา
“พ่อ…”
พอผมได้ยินแบบนั้นผมก็เบิกตาขึ้น
“พ่อเหรอ พี่เรไรหมายความว่ายังไง”
ผมเอ่ยถามออกไปแต่เหมือนเสียงของผมจะส่งไปไม่ถึงพี่เรไรเลยแม้แต่น้อย เธอมองหน้าพ่อของผม ในขณะเดียวกันนั้น ผมก็หันไปมองพ่อของผมเหมือนกัน ผู้ชายคนนั้น แสดงสีหน้าเหมือนกับเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก่อน ปากของเขาถึงกับสั่นระริก ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“เรไร…”
ทางด้านพี่เรไร เธอมองผมก่อนจะแสยะยิ้มให้กับตัวเอง เธอพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“ที่บอกว่าเรามีอะไรเหมือนกันนี่ ไม่ใช่แค่เล่นๆ แล้วสินะรุต”
ดวงตาของพี่เรไรมองไปยังพ่อของผม ก่อนจะพูดต่อ
“แม้แต่พ่อของเราก็ยังเป็นคนเดียวกันเลย” พี่เรไรพูดออกมาอย่างนั้น แต่เหมือนว่าพ่อของผมจะไม่ได้สนใจคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อย แม่เดินเข้ามาหาพี่เรไรก่อนจะอ้าแขนเหมือนต้องการกอดพี่เรไรไว้ ลักษณะไม่ใช่การกอดแฟนชายหญิงแต่เป็นเหมือนพ่อกับลูก
แต่ว่า พี่เรไรก็เดินถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะดันหน้าอกของพ่อผมเอาไว้
“อย่านะคะ”
“เรไร ลูกไม่รู้เหรอว่าพ่อคิดถึงลูกแค่ไหน”
“อย่า อย่าแม้กระทั่งเรียกชื่อหนู พอเลยค่ะ ถ้าพ่อไม่หยุด หนูจะร้องว่าพ่อพยายามจะลวนลามหนู”
“เรไร กลับบ้านกันเถอะ กลับไปด้วยกัน รุตก็ด้วย”
พ่อหันมามองผม ในขณะที่ภายในหัวตอนนี้ของผมสับสนไปหมด พ่อของผมเรียกพี่เรไรว่าลูก หมายความว่าเธอเป็นลูกของพ่อผม เธอเป็นพี่น้องกับผมงั้นเหรอ แต่พี่เรไรที่ได้ยินคำพูดของพ่อก็แสยะยิ้มออกมาอีกครั้ง
“เหอะ กลับไปกับพ่อเหรอคะ เพื่ออะไรกันล่ะ หนูมีความสุขกับชีวิตตอนนี้ แล้วถ้าให้เดานะคะ รุตก็คงเกลียดชีวิตที่อยู่ในกรง เกลียดพ่อของตัวเองถึงได้หนูมาสินะคะ โลกมันกลมหรือว่าเป็นพรหมลิขิตกันแน่ แต่ไม่ว่ายังไง หนูก็ไม่มีทางจะกลับไปหาพ่อเด็ดขาด ไม่สิ ไม่ใช่แค่หนูเท่านั้น แต่เป็นหนูกับรุตต่างหาก”
พร้อมกับคำพูดนั้นพี่เรไรก็เดินมาจับมือผมเอาไว้แน่น พี่เรไรมองหน้าผมราวกับจะถามว่า ที่เธอพูดมาเมื่อครู่นี้ผมเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งผมก็พยักหน้ารับ ก่อนจะหันกลับไปบอกกับพ่อตัวเอง
“ใช่ครับ ครอบครัวแบบนั้น บ้านแบบนั้น ผมไม่ต้องการมันแล้ว แค่ผมกับพี่เรไรก็พอ”
พี่เรไรยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของผมอบอุ่นได้เสมอ เธอหันไปมองพ่อของเธอ ก่อจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราวกับขบขัน
“น่าสงสารจังเลยนะคะ คุณไม่มีสิทธิเรียกตัวเองว่าพ่อด้วยซ้ำ เห็นลูกเหมือนกับผลงานที่ต้องเอาไปเชิดหน้าชูตาต่อสังคม วางกรอบทุกอย่างเอาไว้ให้กับลูก จนสุดท้าย ก็ลูกก็ทนไม่ไหวและหนีออกมา ไม่ใช่แค่หนู แต่ก็รุตก็เหมือนกัน แค่นี้น่าจะพิจารณาตัวเองได้แล้วนะคะ”
พี่เรไรพูดจบเธอก็ดึงมือผมไป ซึ่งผมก็ตามไปโดยไม่ต้องคิดด้่วยซ้ำ แม่จะหันไปมองพ่อของผมที่ยืนก้มหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่ ขณะที่แม่ก็ส่งเสียงเรียกชื่อผม
ในตอนนี้ มีหลายอย่างที่ผมสงสัยเต็มไปหมด แต่ผมก็ไม่อยากจะถามขึ้นมา ผมกับพี่เรไรวิ่งขึ้นรถเมล์ที่กำลังจะออกตัวแล้วทิ้งพ่อกับแม่ไว้ด้านหลัง