บทที่ 10: ใจเต้นในเงามืดและพิษร้ายที่แท้จริง
เจ็ดวันผ่านไปไวเหมือนโกหก (แต่สำหรับหลงเฟย มันคือนรกชั่วกัปชั่วกัลป์)
ผลจากการถูกเคี่ยวเข็ญทั้งวันทั้งคืน ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของหลงเฟยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ผิวที่เคยขาวซีดเริ่มคล้ำแดดขึ้นเล็กน้อยจากการตากแดดตากลม กล้ามเนื้อที่เคยลีบแบนเริ่มดูมีน้ำมีนวลขึ้น (ความจริงคืออาการบวมจากการถูกทุบตีและแช่น้ำร้อนจนเปื่อย)
แต่สำหรับเหล่าคู่หมั้นทั้งหก... พวกนางมองว่านี่คือ "พัฒนาการ"
"ดูสิ ไหล่เขากว้างขึ้น" เฟิงเยี่ยนวิจารณ์ขณะมองหลงเฟยแบกถังน้ำ "การตอบสนองดีขึ้น สายตาดูมีความระแวดระวังตลอดเวลา" ไป๋รั่วซีพยักหน้า "แถมยังทนยาพิษของข้าได้มากขึ้นด้วย" มู่หลิงจดบันทึก
หลงเฟยได้แต่กลอกตาในใจ ‘ไหล่กว้างขึ้นเพราะข้าต้องเกร็งไหล่รับคานหาบน้ำ... สายตาระแวงเพราะข้ากลัวพวกเ้าจะโผล่มาแกล้ง... ส่วนยาพิษนั่น ข้าแค่ชินกับรสชาติหรอกโว้ย!’
...
ยามวิกาล: ห้องฝึกไร้แสง
คืนนี้เป็คิวของ "หลานเยว่" จากนิกายเงาจันทร์ สถานที่ฝึกคือห้องใต้ดินที่ปิดตายจากแสงสว่างร้อยเปอร์เซ็นต์ มืดสนิทจนมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง เป้าหมายของการฝึก: "เอาชีวิตรอดจากนักฆ่าในความมืด"
"กติกาเดิม... ห้ามตาย" เสียงเย็นเยียบของหลานเยว่ดังสะท้อนมาจากทุกทิศทาง
"แม่นางหลาน... เราเปลี่ยนเป็นั่งสมาธิฝึกจิตกันดีไหม?" หลงเฟยลองต่อรอง
วูบ!
แทนคำตอบ ลมจากฝ่ามือฟาดเฉียดแก้มหลงเฟยไป หลานเยว่ไม่ได้ใช้อาวุธจริง (ตามข้อตกลงของกลุ่ม) แต่ใช้วิชาฝ่ามือและกริชไม้แทน ซึ่งถึงจะไม่ตายแต่ก็เจ็บเจียนตาย
หลงเฟยหลับตาลง (เพราะลืมไปก็มองไม่เห็นอยู่ดี) เขาขยายประสาทััออกไป ในความมืดมิดนี้ เขาเห็นทุกอย่างชัดเจนยิ่งกว่ากลางวันเสียอีก เขาเห็นการไหลเวียนของลมปราณในร่างหลานเยว่ เห็นกล้ามเนื้อขาที่เกร็งตัวเพื่อส่งแรงะโ
‘มาทางซ้าย...’
หลงเฟยแสร้งทำเป็ใ สะดุดขาตัวเองล้มไปทางขวา หลบฝ่ามือของหลานเยว่ได้อย่างหวุดหวิด
"หลบเก่งนักนะ" น้ำเสียงของนางเริ่มหงุดหงิด
การไล่ล่าดำเนินไปอย่างดุเดือดในห้องแคบๆ หลงเฟยใช้ทักษะการแสดงขั้นเทพ "ล้มกลิ้งโค่โล่" ผสมกับ "ฟลุ๊ค" หลบการโจมตีได้ตลอด
จนกระทั่ง...
หลานเยว่ตัดสินใจใช้ท่าไม้ตาย "เงาสังหารพันธนาการ" นางพุ่งเข้าล็อคตัวหลงเฟยจากด้านหลัง หวังจะทุ่มเขาลงพื้นเพื่อจบการฝึก ทว่า... พื้นห้องใต้ดินมีความชื้นสูง
ลื่น!
เท้าของหลานเยว่ไถลไปกับพื้นตะไคร่น้ำ จังหวะที่นางพุ่งเข้ามาจึงเสียศูนย์ แทนที่จะล็อคคอ นางกลับพุ่งชนหลงเฟยเต็มแรง ทั้งคู่เสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกัน
ตุบ!
ในความมืดมิด ร่างของหลานเยว่ทับอยู่บนร่างของหลงเฟย ใบหน้าของนางแนบชิดกับอกกว้างของเขา ปลายจมูกััได้ถึงความอุ่นจากิั และที่สำคัญ... มือของนางเผลอไปวางทาบอยู่บนตำแหน่ง "หัวใจ" ของเขาพอดี
ตึกตัก... ตึกตัก...
เสียงหัวใจที่เต้นอย่างสม่ำเสมอ แข็งแรง และ... อบอุ่น
หลานเยว่ชะงัก ตลอดชีวิตของนาง นางััร่างกายบุรุษเพียงแค่สองกรณี คือ "ศพ" และ "เป้าหมายที่กำลังจะกลายเป็ศพ" นางไม่เคยััใครในระยะประชิดแบบนี้โดยไม่มีจิตสังหาร
หลงเฟยเองก็ใ เขาต้องรีบสั่งการให้หัวใจตัวเองเต้นในจังหวะคนปกติ (เพราะปกติหัวใจัจะเต้นช้าและหนักหน่วงมาก) "เอ่อ... แม่นางหลาน... ท่านหนักเหมือนกันนะ"
คำพูดทำลายบรรยากาศของหลงเฟยเรียกสติหลานเยว่กลับมา นางรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนในความมืด ใบหน้าร้อนผ่าวภายใต้หน้ากาก หัวใจของนางเองกลับเต้นแรงยิ่งกว่าของเขาเสียอีก
"ขะ... ข้าประมาทไป" เสียงนางสั่นเล็กน้อย "วันนี้พอแค่นี้!"
ปัง!
นางกระแทกประตูห้องฝึกแล้วหนีออกไปทันที ทิ้งให้หลงเฟยนอนงงอยู่บนพื้น "อะไรของนาง? ล้มทับกันแค่นี้ทำเป็เื่ใหญ่... หรือว่ากลัวข้าจะฟ้องข้อหาลวนลาม?"
...
เช้าวันรุ่งขึ้น: มื้อเช้ามรณะ
บรรยากาศที่โต๊ะอาหารเช้าดูแปลกไปเล็กน้อย หลานเยว่ไม่ยอมสบตาใคร นางนั่งก้มหน้ากินข้าวต้มเงียบๆ เฟิงเยี่ยนและคนอื่นๆ ไม่ทันสังเกต เพราะมัวแต่สนใจเมนูพิเศษที่ มู่หลิง ยกมาวางตรงหน้าหลงเฟย
"นี่คือ 'ซุปรากบัวเจ็ดพิษ'" มู่หลิงประกาศอย่างภูมิใจ "ข้าเพิ่มปริมาณพิษคางคก์เข้าไปอีกสองส่วน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ดื่มซะ"
ชามซุปสีดำสนิทส่งกลิ่นฉุนกึกวางอยู่ตรงหน้า หลงเฟยถอนหายใจ "ข้าขอดื่มน้ำเปล่าก่อนได้ไหม?"
"ไม่ได้! ดื่มตอนร้อนๆ พิษถึงจะออกฤทธิ์ดี!" มู่หลิงบังคับ
หลงเฟยยกชามขึ้นจรดริมฝีปาก จมูกของเขา... จมูกราชันย์ัที่แยกแยะกลิ่นได้นับหมื่นชนิด กระตุกวูบ
กลิ่นนี้มัน... ภายใต้กลิ่นฉุนของพิษคางคก มีกลิ่นจางๆ ของบางสิ่งที่ไร้สี ไร้รส แต่ร้ายแรงกว่าพิษคางคกนับพันเท่า
"ผงสลายิญญาไร้ลักษณ์"
ยาพิษระดับตำนานที่ไร้สีไร้กลิ่น หากคนทั่วไปกินเข้าไป ลมปราณจะแตกซ่าน อวัยวะภายในจะละลายกลายเป็น้ำเืตายภายใน 3 ก้านธูป และมัน... ไม่ได้มาจากมู่หลิง
หลงเฟยปรายตามองมู่หลิง แววตาของนางดูคาดหวังผลลัพธ์แบบนักวิจัย ไม่ใช่นักฆ่า ‘มีหนอนบ่อนไส้... มันแอบใส่ยาพิษลงในชามนี้่ที่มู่หลิงเผลอ’
หลงเฟยแสยะยิ้มในใจ หากเขาไม่กิน หนอนบ่อนไส้ก็จะระวังตัวมากขึ้น หากเขากินแล้วไม่เป็ไร ความลับเื่พลังเขาก็จะแตก ดังนั้น... ทางเลือกเดียวคือ "กินแล้วแกล้งตาย"
"ก็ได้ ข้าจะดื่มเพื่อความหวังดีของท่านหมอ" หลงเฟยกระดกซุปถ้วยนั้นรวดเดียวหมด
"ดีมาก" มู่หลิงพยักหน้า "ทีนี้เ้าจะรู้สึกร้อนวูบวาบที่ท้องน้อย..."
"อึก..." หลงเฟยทำหน้าพะอืดพะอม ไม่ใช่การแสดง... รสชาติมันแย่จริงๆ!
ทันใดนั้น หลงเฟยก็แกล้งปล่อยให้ลมปราณในร่างปั่นป่วน เขาบีบเืจากภายในให้ไหลออกมาที่มุมปาก ใบหน้าซีดเผือด (กว่าเดิม) มือไม้สั่นระริก
"ท่านหมอ... ทำไม... ทำไมวันนี้มัน... เจ็บ..."
พรวด!
หลงเฟยกระอักเืสีดำคำโตออกมาเต็มโต๊ะอาหาร ร่างกายชักกระตุกรุนแรง ก่อนจะหงายหลังล้มตึงลงไปจากเก้าอี้
"ว้าย!" เหล่าสาวงามร้องเสียงหลง
มู่หลิงหน้าถอดสี นางรีบะโข้ามโต๊ะมาจับชีพจรหลงเฟย "เป็ไปไม่ได้! ข้าคำนวณปริมาณพิษไว้พอดีเป๊ะ ไม่มีทางกระอักเื!"
แต่เมื่อนางจับชีพจร... นิ้วมือของนางสั่นเทา "ชีพจร... ชีพจรกำลังจะขาด! มีพิษอื่นแทรกซ้อน! นี่มัน... ผงสลายิญญา!"
"อะไรนะ!" ไป๋รั่วซีและเฟิงเยี่ยนะโพร้อมกัน
"มีคนวางยาเขา!" มู่หลิงตวาดลั่น "ปิดประตูสำนัก! ห้ามใครเข้าออก! เอายาต้านพิษมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที หลงเฟยนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น (แกล้งทำตาเหลือก) หูแว่วเสียงความวุ่นวายรอบตัว เขาััได้ถึงความร้อนรนของมู่หลิงที่พยายามฝังเข็มยื้อชีวิตเขา ััได้ถึงจิตสังหารของหลานเยว่ที่พุ่งออกไปค้นหาคนร้าย ััได้ถึงความโกรธเกรี้ยวของเฟิงเยี่ยนที่พร้อมจะเผาใครก็ตามที่ทำเื่นี้
‘เอาล่ะ... นอนพักยาวๆ ล่ะงานนี้ ขอบใจนะเ้าหนอนบ่อนไส้’ หลงเฟยคิดในใจอย่างสบายอารมณ์ ขณะที่ปากยังพ่นเืปลอมๆ ออกมาไม่หยุด
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือ... ในความวุ่นวายนั้น จ้าวจิง (สาวสัตว์อสูร) ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยแคร์อะไร กลับเป็คนแรกที่ทรุดตัวลงนั่งข้างเขา และกุมมือเขาไว้แน่น
"อย่าตายนะเ้าขยะ..." เสียงนางสั่นเครือ "เสี่ยวเฮยเพิ่งจะยอมรับเ้า... ถ้าเ้าตาย ข้าจะ..."
หยดน้ำตาอุ่นๆ หยดลงบนหลังมือของหลงเฟย
ชายหนุ่มชะงักในใจ ‘เฮ้ย... นี่ข้าเล่นใหญ่ไปหรือเปล่าเนี่ย?’