จารึกที่ 290 : มหานาวาเบิกมรรคา : ศึกชี้ชะตาวิหารเทพอนันตกาล
ม่านหมอกสีโลหิตที่เคยถูกตาข่ายสายฟ้าสีทองฉีกกระชากจนขาดวิ่น บัดนี้เริ่มลอยตัวมาบรรจบกันอีกครั้ง ปราณแห่งความตายของยอดเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายทั้ง 3 คนที่เพิ่งถูกมัจจุราชกระชากแก่นวิญญาณออกจากจุดตันเถียน ค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองโลหิตหล่อเลี้ยงปฐพีสีคล้ำเบื้องล่าง ความเงียบงันที่แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมน่านฟ้าแห่งหุบเขาดาราดับ มีเพียงเสียงกระพือปีกของวิหคอสูร 9 เศียรที่ดังก้องเป็นจังหวะ บดบังแสงสว่างจากดวงตาโลหิตเบื้องบน
บนหัวกะโหลกอสูรที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้ามหานาวาปราณแห่งสูญตา อาเจียยืนหอบหายใจอยู่เงียบๆ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเป็นจังหวะตามการเต้นของหัวใจ ริมฝีปากยังมีคราบเลือดสีดำคล้ำที่เพิ่งกระอักออกมาจากการฝืนรับ 'ดาบประหารสีทอง' ด้วยมือเปล่า แม้ว่าอักขระมารและเนตรสูญตาจะกลืนกินพลังของศัตรูไปได้ ทว่าการที่เซียนวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้น ฝืนใช้พลังข้ามกฎเกณฑ์เพื่อทำลายวิชาของวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย ย่อมต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนสาหัส
เส้นชีพจรในแขนขวาของเขาปริแตก กระดูกหลายท่อนส่งเสียงลั่นร้าว ทว่า... สิ่งแรกที่ชายหนุ่มผู้เพิ่งรอดพ้นจากการถูกพลังตีกลับกระทำ กลับมิใช่การนั่งสมาธิโคจรลมปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง
อาเจียรีบก้มตัวลง ใช้มือซ้ายที่ยังใช้งานได้ลูบคลำรอยร้าวบนแผ่นเกราะโลหะวิญญาณของเรือเหาะรบด้วยมือที่สั่นเทา... มิใช่สั่นเพราะความเจ็บปวด ทว่ามันสั่นเพราะความห่วงใยในทรัพย์สิน!
"ฟู่... ฟ้าดินยังคุ้มครอง... แกนค่ายกลของเรือเหาะยังไม่เสียหาย..."
อาเจียถอนหายใจยาวประหนึ่งยกขุนเขาออกจากอก ชายหนุ่มลูบคลำรอยร้าวบนแผ่นโลหะมารอย่างทะนุถนอมประหนึ่งลูบไล้ผิวพรรณของสตรีงาม "พวกเจ้านี่มันช่างไม่รู้จักระวังเสียเลย! หากข้าช้ากว่านี้ ทรัพย์สินชิ้นเอกของข้าคงถูกหอกและดาบสีทองพวกนั้นเจาะทำลายหรือหลอมละลายไปแล้ว! รู้หรือไม่ว่าโลหะวิญญาณระดับนี้ต้องใช้ศิลาปราณกี่แสนก้อนในการซ่อมแซม!"
ประโยคที่เต็มไปด้วยความผูกพัน(ต่อทรัพย์สิน)อย่างสุดซึ้ง ทำเอาบรรยากาศความตึงเครียดและหยาดน้ำตาแห่งความโล่งใจที่กำลังจะเอ่อล้นของกลุ่มสหาย พลันชะงักค้างอยู่กลางอากาศ!
"ไอ้บ้าจอมละโมบ..."
เฟิงอี้หรานที่เพิ่งกลืนโอสถโลหิตวิญญาณลงคอเพื่อรักษาเส้นชีพจรที่ฉีกขาด แค่นเสียงออกมาจนหน้าดำหน้าแดง "พวกเราถูกเซียนวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายถึง 3 คนไล่ต้อนจนแทบจะกลายเป็นเถ้าธุลีอยู่แล้ว! ตัวเจ้าเองก็เพิ่งกระอักเลือดจากการฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัดจนกระดูกแทบแหลก แทนที่จะนั่งโคจรลมปราณรักษาตัว กลับมานั่งลูบคลำเรือแล้วบ่นเรื่องรอยขีดข่วนและศิลาวิญญาณเนี่ยนะ! ตรรกะความคิดของเจ้านี่มันเหนือสามัญสำนึกเกินไปแล้ว!"
หลินชิงเสวี่ยเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ซ่อนแววตาที่เต็มไปด้วยความโล่งใจเมื่อเห็นเขายังสามารถยืนบ่นได้ นางสูดลมหายใจลึก ปั้นใบหน้าให้กลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็ง 1000 ปี "ผู้ใดขอให้เจ้ารับดาบนั่นด้วยมือเปล่ากัน... หากแขนเจ้าขาดไป ข้าจะไม่ช่วยห้ามเลือดให้หรอกนะ..." นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ้าระเบียบและเคร่งครัด ทว่ามือที่กำด้ามกระบี่ของนางกลับสั่นระริกจากการฝืนใช้ปราณเหมันต์จนเกินขีดจำกัดเมื่อครู่
เย่ปิงอวิ๋นที่กำลังนั่งปรับลมปราณอยู่ข้างๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ สตรีผู้มีใบหน้าเรียบเฉยและประหยัดคำพูด เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแทงทะลุกลางปล้อง "ศิษย์พี่หลิน... เมื่อครู่ท่านเพิ่งจะน้ำตาคลอเบ้า และเตรียมจะเผาพาญแก่นทองคำเพื่อปกป้องของสำคัญของเขาแท้ๆ เหตุใดบัดนี้จึงกล่าววาจาผลักไสเช่นนั้นเล่า"
"ทะ... ทะลึ่ง! ผู้ใดน้ำตาคลอกัน! ข้า... ข้าแค่ลมพัดฝุ่นผงเข้าตาต่างหาก!" หลินชิงเสวี่ยหน้าแดงซ่านไปจนถึงใบหู นางหันไปถลึงตาใส่ศิษย์น้องหญิงที่พูดจาตรงไปตรงมาจนไม่อาจหาทางลงได้ เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่แอบอมยิ้มและซบหน้าลงกับไหล่ของเย่ปิงอวิ๋น
ฉินมู่หลางลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ เอ่ยด้วยใบหน้าตายด้าน ทว่าแฝงด้วยความเฉียบคม "สตรีก็มีวิถีของสตรี ปล่อยนางเข้าใจผิดไปเถอะ..." เขาตัดบทอย่างไม่แยแส ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "แต่ศิษย์น้องอาเจีย การที่เจ้าฝืนทลายกฎเกณฑ์เพื่อรับการโจมตีของวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย ย่อมส่งผลสะท้อนกลับต่อจุดตันเถียนอย่างรุนแรง พลังแห่งความว่างเปล่าแม้จะกลืนกินได้ทุกสิ่ง แต่มันก็ต้องอาศัยภาชนะที่แข็งแกร่งพอ เจ้าควรพักผ่อนเสียก่อน"
"ข้าไม่เป็นไร..." อาเจียปาดคราบเลือดสีดำที่มุมปาก นัยน์ตาสีเงินยวงทอดมองบาดแผลฉกรรจ์ของเหล่าสหายแต่ละคน แม้ปากจะบ่นเรื่องความสิ้นเปลือง ทว่าปราณแห่งความว่างเปล่าที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา กลับค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปโอบอุ้มและกระตุ้นฤทธิ์ยาในเส้นชีพจรของพวกเขาให้ฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและนุ่มนวลที่สุด
"นายท่านกล่าวได้ถูกต้องที่สุดในใต้หล้าเลยขอรับ!"
เสียงเล็กแหลมดังก้องมาจากกองเศษซากชุดเกราะสีทองของผู้อาวุโสวิหารเทพ! 'เจ้าสัว' กำลังงัดแงะชิ้นส่วนทองคำวิญญาณออกจากเกราะของศัตรูอย่างขะมักเขม้น
"ทรัพยากรคือวิถีเต๋า! ศิลาปราณคือมรรคาที่แท้จริง! เจ้าถุงเงิน! เร่งมือเข้า! แกะอัญมณีตรงด้ามดาบประหารนั่นออกมาให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่เศษฝุ่น ริบให้เกลี้ยงอย่าให้เสียชื่อสำนักของเรา!"
'เจ้าถุงเงิน' ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ส่งเสียงกึกกักตอบรับ ขาหน้าทั้ง 8 ของมันรัวยิกๆ ประหนึ่งพายุ ตวัดเส้นใยมรณะที่คมกริบตัดเฉือนชุดเกราะและเก็บกวาดอัญมณีจากซากศพของผู้อาวุโสวิหารเทพอย่างชำนาญ สัตว์อสูรระดับสูงที่ผ่านการฝืนลิขิตเลื่อนขั้นมาอย่างยากลำบาก และหุ่นพยนต์ ทำงานผสานกันอย่างไร้ที่ติ ประหนึ่งผ่านการฝึกฝนวิชาชำแหละสมบัติมาอย่างโชกโชน
อาเจียมองดูลูกน้องทั้ง 2 ด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ "ทำได้ดีมาก... เก็บกวาดให้เรียบร้อย"
ชายหนุ่มหันกลับมาหากลุ่มสหาย รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าเลือนหายไป สลับเปลี่ยนเป็นความจริงจังและเด็ดขาด "เอาล่ะ... พวกเจ้าเร่งฟื้นฟูลมปราณและรักษาบาดแผลเสีย ระยะทางจากจุดนี้ข้ามผ่านหุบเขาดาราดับ ไปจนถึงภูเขาศักดิ์สิทธิ์อนันตกาล ต้องใช้เวลาเดินทางอีกหลายวัน ข้าจะเข้าไปในมิติเอกเทศชั่วครู่ เพื่อรักษาผลสะท้อนกลับในจุดตันเถียน และปรึกษากับท่านปรมาจารย์เรื่องการรับมือค่ายกลของวิหารเทพ"
อาเจียก้าวเดินไปที่แท่นบัญชาการตรงหัวเรือเหาะ ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิลง หลับตาและรวบรวมเจตจำนง ส่งจิตสำนึกดำดิ่งลงไปในความว่างเปล่าของจุดตันเถียน เชื่อมต่อเข้ากับ 'มิติเอกเทศ' ที่ซ่อนอยู่ภายในพู่กันนิรันดร์
วูบ...
ภาพความมืดมิดของทวีปหุบเขาต้องห้ามเลือนหายไป สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจิตสำนึกของอาเจีย คือดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล ภูมิทัศน์ภายในมิติเอกเทศแห่งนี้งดงามและเปี่ยมไปด้วยปราณบริสุทธิ์ ทุ่งดาราเรืองแสงทอดยาวจรดเส้นขอบฟ้า ยอดเขาน้ำแข็งตระหง่านเสียดเมฆ และป่าหมอกพฤกษาที่แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งชีวิต
ณ ใจกลางของดินแดนเอกเทศ ปรมาจารย์มู่เฉินในชุดคลุมสีขาว และดรุณีน้อยผมสีเงินยวงผู้เป็นจิตวิญญาณของพู่กัน กำลังยืนรอคอยอยู่ ท่ามกลางกระแสลมปราณที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า
"นายท่าน..." องค์หญิงน้อยผมสีเงินยวงลอยเข้ามาใกล้ แม้นางจะเป็นถึงจิตวิญญาณแห่งศัสตราวุธบรรพกาล ทว่าต่อหน้าเจ้านายที่แท้จริง นางย่อมให้ความเคารพตามพันธสัญญา นางประสานมือคารวะทว่ายังคงเชิดหน้าเล็กน้อยตามประสาจิตวิญญาณที่ผูกพันกับความหยิ่งยโสมาแต่โบราณ "ข้าสัมผัสได้ว่าท่านบาดเจ็บสาหัส... มิติเอกเทศแห่งนี้มีกฎเกณฑ์เวลาที่ลึกล้ำ 1 วันของการเคลื่อนคล้อยในโลกภายนอก จะเท่ากับ 100 วันภายในมิตินี้ ท่านใช้ความได้เปรียบของการหน่วงเวลานี้ เพื่อรักษาเส้นชีพจรที่บาดเจ็บได้"
อาเจียก้มหัวรับคำของจิตวิญญาณตัวน้อย ก่อนจะหันไปประสานมือคารวะมู่เฉิน "ท่านปรมาจารย์... การที่ข้าตื่นรู้ในวิถีแห่งสูญตาอีกครั้ง และดูดซับแก่นวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายถึง 3 ดวงในคราวเดียว ทำให้ปราณในมิติเอกเทศนี้หนาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่า... ข้ากลับรู้สึกว่า อาณาเขตของมันไม่อาจขยายตัว หรือยกระดับความแข็งแกร่งไปได้มากกว่านี้แล้ว"
มู่เฉินพยักหน้าช้าๆ นัยน์ตาของปรมาจารย์ทอประกายลึกล้ำประหนึ่งมองทะลุวัฏจักร "เจ้าสัมผัสได้ถูกต้องแล้ว อาเจีย... นั่นเป็นเพราะการใช้ศิลาปราณ หรือแม้แต่การดูดกลืนแก่นวิญญาณของยอดเซียนผู้อื่นเพื่อหล่อเลี้ยงพู่กันนิรันดร์ เป็นเพียง 'วิธีหยาบกระด้าง' ที่ใช้แก้ขัดเท่านั้น"
มู่เฉินเดินไปลูบไล้แผ่นศิลาโบราณสีดำที่อาเจียปล้นมาได้จากนิกายมาร ซึ่งบัดนี้ถูกตั้งตระหง่านอยู่กลางศาลาหยก "ศิลาปราณและแก่นวิญญาณ เปรียบเสมือนฟืนที่ใช้เติมลงในกองไฟ มันมอบพลังงานให้มิติเอกเทศขับเคลื่อนต่อไปได้ ทว่า... หากเจ้าต้องการให้มิติเอกเทศแห่งนี้ฟื้นฟูความสมบูรณ์ ขยายอาณาเขต หรือยกระดับพลานุภาพอย่างแท้จริง เจ้าจำต้องเสาะหาของวิเศษระดับบรรพกาล หรือที่สำคัญที่สุดคือ 'ชิ้นส่วนที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน' เช่น เศษกิ่งไม้ดำที่ปู่หลินของเจ้าเคยค้นพบ มาหลอมรวมเข้ากับพู่กันด้ามนี้ต่างหาก"
"การใช้ศิลาปราณและหินวิญญาณเป็นเพียงการเติมพลังงานชั่วคราว ทว่ามิใช่วิธีฟื้นฟูรากฐานและแก่นแท้สินะ" อาเจียหรี่ตาลง ความกระจ่างแจ้งบังเกิดขึ้นในใจ "เช่นนั้น สุสานเทพบรรพชนที่อยู่ลึกลงไปใต้รากฐานของวิหารเทพอนันตกาล ย่อมเป็นเป้าหมายที่ข้าต้องช่วงชิงมาให้จงได้ ไม่ว่าพวกมันจะซ่อนกิ่งไม้ดำ หรือของวิเศษชิ้นใดเอาไว้ ข้าจะริบมันมาทั้งหมด!"
"ถูกต้อง... แต่การจะบุกทะลวงวิหารเทพอนันตกาลนั้น มิใช่เรื่องง่าย" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เซียนผู้พิทักษ์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตู ขั้นพลังอาจะไม่ธรรมดาและวิชาที่ลึกล้ำกว่าพวกที่เจ้าเพิ่งเผชิญหน้า บัดนี้เจ้าบรรลุวิญญาณแรกเริ่มแล้ว ข้าจะชี้แนะแก่นแท้ของ 'ศาสตร์แห่งการเขียนอักขระผสานธาตุ'อีกอย่างให้เจ้าเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน เพราะนี่คือพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่การดึงอำนาจของพู่กันนิรันดร์ออกมาใช้อย่างแท้จริง"
มู่เฉินตวัดนิ้วชี้กลางอากาศธาตุ ปราณวิญญาณควบแน่นกลายเป็นเส้นสายอักขระสีแดงฉานและสีเขียวมรกต "อาเจีย เจ้าจงตระหนักไว้ว่ามหาคัมภีร์การผสานอักขระนั้นแบ่งออกเป็น 10 ระดับชั้น ตอนนี้เจ้าอยู่ใน ขั้นที่ 3 : ไตรอักขระวัฏจักร (ผสานข้ามสภาวะ) ซึ่งเป็นการถักทอโครงสร้างสามเหลี่ยมวัฏจักร นำความมีมาผสานกับความไม่มี บิดเบือนสัจธรรมวัตถุได้โดยตรง... ทว่า การจะเผชิญหน้ากับเซียนวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย หรือสูงกว่าแห่งวิหารเทพ พวกตาเฒ่าที่บำเพ็ญเพียรมานานส่วนมากจะมีของวิเศษ พลังเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ"
ปรมาจารย์แห่งอักขระหมุนวนเส้นสายกลางอากาศให้ผสานกัน "จงอย่าลืมว่า อักขระสูญตา (หลิง 零) ที่เจ้าครอบครองนั้น มิใช่เพียงมีไว้เพื่อลบล้างหรือกลืนกินสรรพสิ่ง มันคือต้นกำเนิด ดังนั้นมันจึงเป็น 'ตัวประสาน' หรือ 'กรงขัง' แม้แต่บังคับสั่งการ ที่ทรงอานุภาพที่สุด! การใช้อักขระธาตุต่างๆ ที่ตรงข้ามผสานกัน ย่อมเกิดความขัดแย้ง... แต่หากเจ้าใช้อักขระหลิงเป็นแกนกลาง เจ้าจะสามารถบังคับให้ธาตุที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง หลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์!"
มู่เฉินอธิบายต่อด้วยแววตาที่ลึกล้ำ "ด้วยระดับการฝึกตนวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้นของเจ้า ผนวกกับพู่กันนิรันดร์ที่ยังปลดผนึกอยู่เพียง ระดับที่แรก (รูปแบบศัสตรา) การจะร่ายอักขระมิติที่สลับซับซ้อนย่อมเป็นภาระต่อจิตวิญญาณอย่างหนักหน่วง... ดังนั้น ในยามวิกฤต เจ้าสามารถข้ามขีดจำกัดของตนเองชั่วคราว ฝืนผสานอักขระเข้าสู่ ขั้นที่ 4 : จตุรธาตุบรรพกาล (ผสานวิญญาณ) ได้!"
"ขั้นที่ 4... จตุรธาตุบรรพกาล?" อาเจียเบิกตากว้าง
"ใช่! รูปแบบทรงสี่หน้า (◈) ที่ปิดทึบทุกมิติ นำธาตุรูปธรรมและธาตุนามธรรมมาผสานกัน โดยใช้อักขระหลิงเป็นแกนกลางคอยซับแรงกระแทกจากความขัดแย้งของธาตุ! เมื่อผสานสำเร็จ อักขระจะบังเกิดเจตจำนงก่อกำเนิด มีสติปัญญาตอบโต้ศัตรูได้เองประดุจพยนต์เทวะไร้รูป!" มู่เฉินอธิบายพลางชี้ให้เห็นถึงอันตราย "ทว่า... ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการฝืนฟ้าดินผสานอักขระขั้นที่ 4 คือเจ้าต้องใช้ 'ทรัพยากรมหาศาล' เช่นศิลาปราณเป็นตัวกลางรวมกับปราณวิญญาณ หากลมปราณของเจ้าไม่แข็งแกร่งพอ สิ่งที่เจ้าต้องสูญเสียคืือ เจ้าต้องผลาญศิลาปราณนับหมื่นก้อน หรือแม้แต่แก่นวิญญาณของยอดเซียน เพื่อเป็นเชื้อเพลิงพยุงความปั่นป่วน หากพลาด... แม้แต่เส้นชีพจรของเจ้าจะฉีกขาด"
อาเจียก้มมองมือขวาของตนเอง ชายหนุ่มนึกถึง 'ศิลาวิญญาณสวรรค์' ทั้ง 3 ก้อนที่เขากลั่นมาจากแก่นวิญญาณของผู้อาวุโสวิหารเทพ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และมุ่งมั่นที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้า "หมายความว่า... หากข้าใช้แก่นวิญญาณพวกมัน ข้าก็สามารถผสานอักขระธาตุระดับ 4 เพื่อสร้างพลังโจมตีที่ทำลายล้างกฎเกณฑ์ของวิหารเทพได้สินะ! ช่างเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลยิ่งนัก เอาพลังจากคนของพวกมัน มาทำลายบ้านของพวกมันเอง!"
"เจ้าเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว" มู่เฉินยิ้มบางๆ "จงใช้เวลาช่วงที่ยังอยู่ในนี้ รักษาเส้นชีพจร และฝึกฝนการใช้อักขระผสานธาตุขั้นที่ 4 ให้เชี่ยวชาญ จงจำไว้ว่า ทุกรอยขีดเขียนต้องแม่นยำ ทุกการผสานธาตุต้องสมดุล อักขระหลิงคือแก่นกลาง... หากเจ้าทำสำเร็จ แม้พู่กันของเจ้าจะยังเป็นเพียงรูปแบบแรก การที่จะทลายค่ายกลของวิหารเทพอนันตกาลได้อย่างแน่นอน!"
การชี้แนะในมิติเอกเทศดำเนินไปอย่างเข้มข้นและลึกล้ำ อาเจียใช้เวลาหลายร้อยวันในห้วงเวลาที่ถูกหน่วง เพื่อซึมซับพื้นฐานการเขียนอักขระผสานธาตุขั้นที่ 4 ลองผิดลองถูกจนปราณธาตุในมิติปั่นป่วน พร้อมกับการโคจรปราณบริสุทธิ์เพื่อประสานรอยร้าวในกระดูกและเส้นชีพจรที่เกิดจากผลสะท้อนกลับ
ในขณะที่โลกภายนอก... วันเวลาผ่านไปเพียง 7 วัน
มหานาวาปราณแห่งสูญตา ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยวิหคอสูร 9 เศียร ได้เหาะเหินข้ามผ่านหุบเขาและทะเลสาบสีเลือดนับไม่ถ้วน จนในที่สุด... ความเร็วของมันก็เริ่มชะลอลง
ฉินมู่หลางที่ยืนอยู่ตรงหัวเรือเหาะ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาของยอดกระบี่สะท้อนภาพภูมิทัศน์ที่ยิ่งใหญ่อลังการและชวนให้วิญญาณสั่นสะท้านที่สุดเท่าที่เคยพบเจอในทวีปแห่งนี้!
"ตื่นได้แล้วทุกคน... เรามาถึงแล้ว" ฉินมู่หลางเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ามือของเขากระชับด้ามกระบี่นิรันดร์แน่น
เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ลุกขึ้นยืนเรียงรายอยู่ริมระเบียงของเรือเหาะ ลมหายใจของพวกเขาแทบจะสะดุดเมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้า
'ภูเขาศักดิ์สิทธิ์อนันตกาล' ขุนเขาขนาดยักษ์ที่สูงเสียดฟ้า ทะลุทะลวงผ่านหมู่เมฆสีเลือดและหมอกมรณะขึ้นไปจนเกือบจะสัมผัสกับดวงตาโลหิตบนน่านฟ้า! พื้นผิวของภูเขาลูกนี้ มิใช่หินผาธรรมดา ทว่ามันถูกปูลาดและห่อหุ้มด้วยแผ่นทองคำและศิลาหยกขาวบริสุทธิ์ สลักลวดลายอักขระฟ้าดินนับหมื่นล้านตัว ที่ส่องประกายสว่างจ้าบดบังความมืดมิดของทวีปหุบเขาต้องห้าม
ณ ยอดเขาสูงสุด ปรากฏ 'วิหารเทพอนันตกาล' มหาวิหารสีทองอร่ามที่ยิ่งใหญ่ประหนึ่งศูนย์กลางของสรวงสวรรค์! เสาหินแต่ละต้นสูงตระหง่าน 1000 จั้ง สลักรูปมังกรและวิหคสวรรค์ บันไดทางขึ้นทอดยาวสลักด้วยอัญมณีล้ำค่า กลิ่นอายของปราณวิญญาณแรกเริ่มหลายสิบสาย และลมปราณที่ลึกล้ำยิ่งกว่านั้น... แผ่ซ่านออกมากดทับมวลอากาศรอบภูเขาจนบิดเบี้ยว!
ที่นี่คือขั้วอำนาจสูงสุดที่ปกครองดินแดนแห่งนี้มานับ 10000 ปี! เป็นสถานที่ที่รวบรวมทรัพยากร ยอดเซียน และกฎเกณฑ์ทั้งหมดของทวีปเอาไว้ และลึกลงไปใต้รากฐานของภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ลูกนี้... คือที่ซ่อนของ 'สุสานเทพบรรพชน'!
"อลังการ... หรูหรา... และอัดแน่นไปด้วยทรัพยากรมหาศาล!"
อาเจียลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิในมิติเอกเทศ ชายหนุ่มก้าวออกมายืนตระหง่านอยู่บนหัวกะโหลกอสูรของเรือเหาะรบเคียงข้างฉินมู่หลาง อาการบาดเจ็บของเขาถูกรักษาจนหายสนิทด้วยการหน่วงเวลา นัยน์ตาสีเงินยวงเบิกกว้างด้วยความละโมบที่ลุกโชนประหนึ่งเปลวเพลิง เขาไม่ได้สนใจความยิ่งใหญ่หรือความน่าเกรงขามของอำนาจเบื้องหน้า ทว่าเขากำลังประเมินมูลค่าของแผ่นทองคำและศิลาหยกเหล่านั้นในใจ
"ดูเหมือนพวกมันจะเตรียมการต้อนรับเราไว้อย่างแน่นหนาเชียว..."
เย่ปิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เมื่อดวงตาของนางมองเห็นสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบภูเขาศักดิ์สิทธิ์
กองทัพผู้พิทักษ์ศิลาเทวะนับ 100000 ตัว ที่ถูกหล่อหลอมจากโลหะระดับสูง และยอดเซียนในชุดเกราะทองคำระดับแก่นทองคำและวิญญาณแรกเริ่มนับ 1000 คน กำลังทะยานร่างขึ้นมาจากลานกว้างของวิหาร พวกมันจัดตั้งกระบวนทัพล้อมรอบภูเขาศักดิ์สิทธิ์เอาไว้อย่างแน่นหนาประหนึ่งกำแพงเหล็กกล้า ค่ายกลป้องกันระดับทวีปถูกเปิดใช้งานจนเกิดเป็นม่านพลังสีทองรูปครึ่งวงกลมครอบคลุมวิหารเอาไว้
"วู๊นนนนนนนนน!"
เสียงแตรศึกที่สกัดจากเขาสัตว์อสูรบรรพกาลดังกังวานก้องฟ้าดิน พลังแห่งวิถีเซียนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเพื่อบดขยี้ผู้บุกรุก! แรงกดดันจากเซียนนับ 1000 หลอมรวมกันจนแม้แต่กระแสลมยังต้องหยุดนิ่ง
"พมดปลวกต่างถิ่นผู้ต่ำต้อย! บังอาจล่วงล้ำเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังสังหารผู้คุมกฎและผู้อาวุโสของวิหารเทพ! โทษของพวกเจ้าคือควักวิญญาณหลอมชั่วกัปชั่วกัลป์!" เสียงประกาศกร้าวที่อัดแน่นด้วยลมปราณ ดังก้องมาจากยอดวิหาร
"พวกมันจะตั้งทัพรอ หรือจะส่งเทพเซียนหน้าไหนมาก็ช่าง!"
อาเจียแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ชายหนุ่มตวัดมือขวา ดึงเอาพู่กันนิรันดร์สีดำทมิฬออกมาถือไว้ กลิ่นอายแห่งความว่างเปล่าระเบิดออกจากร่าง เปล่งประกายสีดำสนิทตัดกับแสงสีทองของวิหารเทพอย่างท้าทาย
พวกมันบังอาจเหยียบย่ำสุสานบรรพชนของข้า ซุกซ่อนความลับที่ข้าดั้นด้นตามหา ซ้ำยังกล้าส่งสุนัขรับใช้มาไล่ล่าสังหารมิตรสหายของข้า! วันนี้... บิดาจะมาทวงหนี้เลือด! จะริบสมบัติทั้งวิหารของพวกมันมาขัดดอก จะงัดแผ่นทองคำทุกแผ่น และถอนเสาหินทุกต้นกลับไปไม่ให้เหลือทิ้งไว้แม้แต่ซาก!
อาเจียชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นชี้ไปยังวิหารเทพอนันตกาล นัยน์ตาสาดประกายเด็ดขาด
"เหล่าสหายของข้า... ฆ่า!"
"ก๊าซซซซซซซซซซซซ!!!"
วิหคอสูร 9 เศียรแผดเสียงคำรามรับบัญชา! มันกระพือปีกทั้ง 4 คู่จนเกิดพายุหมุน มหานาวาปราณแห่งสูญตาพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าประหนึ่งอุกกาบาตทมิฬ พุ่งตรงเข้าชนกระบวนทัพสีทองของวิหารเทพอนันตกาลอย่างป่าเถื่อนไร้ความปรานี!