ฮ่องเต้ของพวกซยงหนูจึงหาทางส่งฑูตมาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี พวกเขาเอาสินค้าเข้ามาด้วย ล้วนแต่เป็ของดี ของขึ้นชื่อของพวกตน ที่นำมาครั้งนี้ก็เพราะจะมาดูว่าสามารถนำมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของทางแคว้นเซี่ยได้หรือไม่ ขั้นตอนการติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีนี้ แต่เดิมก็เป็เื่ของกรมพิธีการอยู่แล้ว ถึงอย่างไรท่านฑูตที่ฝ่าาทรงแต่งตั้งก็จำเป็ที่จะต้องเป็คนที่ดูแล รวมถึงตัดสินใจในเื่นี้ทุกอย่าง
เห็นได้ชัดว่าขั้นตอนนี้แต่เดิมเป็ของกรมพิธีการ สกุลลู่เพียงแต่จดหมายแจ้งว่าอาจจะต้องมีการทำการค้าระหว่างแคว้น ถึงตอนนั้นก็ขอให้พวกเขาเป็คนออกหน้า แต่ถึงจะออกหน้าเื่การค้าขายอย่างไร ก็ยังคงเป็เื่ที่ต้องทำภายใต้อำนาจของกรมพิธีการเท่านั้น เดิมที่สกุลลู่ก็รับทราบและยินดีให้ความร่วมมือ ถึงอย่างไรข้อดีของแคว้นเซี่ยที่เต็มไปด้วยระบบ ข้อบังคับยิบย่อยนั่นก็คือความชัดเจน
นับสิบปีมาแล้วที่ฝ่าาได้ลงนามเื่ประเภทสินค้า ว่าการค้าใดที่ชาวบ้านทั่วไปทำได้อย่างเป็อิสระ และการค้าใดถูกควบคุม อย่างเช่นเื่ที่การค้าทางเรืออยู่ในความดูแลของคนสกุลหยง เป็ต้น สินค้าบางอย่างก็ไม่ได้อยู่ในระบบสัมปทาน เป็สินค้าควบคุมที่ทางราชสำนักขายได้เท่านั้น เช่นเกลือ หรือเครื่องประดับบางชนิด อาวุธก็เช่นเดียวกัน อาวุธร้ายแรงหลายอย่างชาวบ้านก็ห้ามมีไว้ใน แต่หากเป็กระบี่ ดาบ หรืออื่น ๆ ที่ใช้ป้องกันตัวสามารถทำได้
เมื่อมีความชัดเจนแบบนี้แล้ว คนสกุลลู่ก็แค่ลงแรงเท่านั้น พวกเขาก็คิดว่าหากคณะฑูตมาก็จะส่งคนไปพูดคุย แล้วลองดูสินค้าว่าอันไหนน่าสนใจ ก็จะแบ่งเป็น่าสนใจแล้วสามารถค้าขายทำกำไรได้เอง กับอีกส่วนที่เป็งานการกุศลทำไว้เพื่อเอาใจฝ่าา ก็เป็พวกสินค้าที่หายาก ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของราชสำนัก เื่นี้ก็กราบทูลฝ่าา ให้ขอเสนอแนะ หรือบางครั้งถ้าสินค้าชนิดนั้นน่าสนใจมาก ๆ ก็อาจจะออกตัวกับเบื้องบน ว่าหากฝ่าาอนุญาตพวกเขาก็จะทำการค้าขายสินค้าชิ้นนั้นได้ (แน่นอนว่ามีส่วนที่จะเอาถวายฝ่าา และมอบให้ขุนนางหลายคนด้วย)
ขั้นตอนปกติก็เป็เช่นนี้ กรมพิธีการแผนกการทูต ก็จัดการงานตามระเบียบแบบแผนไป อะไรควรทำก็ทำ เื่ใช้คนก็จัดการอย่างเหมาะสมที่สุด เื่แบบนี้พวกเขาทำมาแล้วหลายครั้ง เพราะว่าฮ่องเต้เซี่ยเส้าคังไม่นิยมสู้รบกับใคร เน้นแนวทางต่างคนต่างอยู่ หรือหากอยากจะดีกันก็ส่งฑูตมาเจรจาได้
กรมพิธีการพยายามจัดให้องค์ชายไปเป็ตัวแทน แต่องค์ชายตอนนี้ที่ใช้งานได้ก็มีเพียงองค์รัชทายาทเท่านั้น... เมื่อก่อนยังมีองค์ชายหก แต่หลังจากที่สกุลพวกเขาทำชั่วมากขนาดนั้น ต่อให้เป็บุตรชายฮ่องเต้ก็ทรงลงดาบไปแล้ว คำถามตอนที่พวกเขาวางรัชทายาทเซี่ยหลุนให้เป็ตัวแทนของแคว้นก็คือว่า
ตอนนี้องค์รัชทายาทอยู่ที่ไหน?
เป็ที่รู้กันทั่วไปแล้วว่างอค์รัชทายาท กำลังจะทำให้ระบบขนส่งสาธารณะของแคว้นเชื่อมต่อกันทั้งหมดภายในปีหน้า เื่แบบนี้ก็ดีอยู่หรอก แต่องค์รัชทายาทหายตัวไปจากเมืองหลวงนาน ๆ ทิ้งตำหนักบูรพาให้ร้างเช่นนี้ก็น่าลำบากใจจริง ๆ
ฮ่องเต้เองก็มีทายาทน้อยเหลือเกิน อันที่จริงก็ดีที่พวกเขาไม่ต้องทำการเลือกข้างนัก ถึงอย่างไรฮ่องเต้ในวันหน้าก็ต้องตกเป็ขององค์รัชทายาทอยู่แล้ว แต่ว่า...เื่คนน้อยนี่ มันก็น้อยจริง ๆ ...แม้กระทั่งขุนนางฝ่ายพิธีการยังคิดเช่นนี้ ขุนนางคนอื่น ๆ ก็คิดเช่นกัน โดยเฉพาะเหล่าตาเฒ่าทั้งหลายในท้องพระโรงนั่น ตอนนี้วาระเื่ชายารัชทายาทถูกยกขึ้นมาแล้ว
เมื่อเช้าเสนาบดีทั้งหมดยังผนึกกำลังกัน กราบทูลกดดันให้รัชทายาทแต่งงานเสียที พวกเขารู้ว่าไม่สามารถบังคับฝ่าาให้รับสตรีในวังหลังเพิ่มมากขึ้นได้ เพราะฮ่องเต้รักเดียวใจเดียวมากเกินไป และเพราะฮองเฮาน่ากลัวเกินไปแล้วด้วย (สกุลฉินกับองค์หญิงใหญ่ก็น่ากลัวเช่นกัน) ในเมื่อเหตุผลเื่การแต่งงานและมีทายาทใช้กับพวกเขาไม่ได้ เช่นนั้นเหล่าเสนบดีก็จะเอาเื่นี้ไปลงที่รัชทายาท
ฮ่องเต้ไม่ได้อยากคาดคั้นบุตรชาย แต่เื่นี้พระองค์และฮองเฮาก็เห็นเหตุผลที่จะต้องเร่งรัดด้วย ถึงอย่างไรปีนี้เซี่ยหลุนก็สามารถสมรสได้แล้ว ฝ่าาจึงมีรับสั่งในท้องพระโรงว่า
“เรารับทราบและเห็นเหตุผลที่พวกท่านเร่งรัดแล้ว ยังไงหากเขาพัฒนาถนนฝั่งตะวันออกรอบนี้เสร็จแล้ว ข้าจะเรียกเขามาเข้าวัง น่าจะราว ๆ ปลายปี ระหว่างนี้ก็ให้คนคัดเลือกสตรีที่เหมาะสมขึ้นมาก่อนแล้วกัน เรากับฮองเฮาจะช่วยดูให้รัชทายาทก่อน”
เมื่อได้การรับปากเช่นนี้ ขุนนางในราชสำนักหลายคนต่างก็วางใจลง หันมาสบตากันโดยเฉพาะบ้านที่มีบุตรสาว หลานสาวที่อยู่ในวัยออกเรือน ต่างส่งสายตาที่บ่งบอกถึงความเป็คู่แข่งกัน
......
.........
สุดท้ายแล้วกรมพิธีการ ฝ่ายการทูตไม่สามารถนำองค์ชายมาเป็หัวหน้าคณะทูตได้ พวกเขาก็เลยหันไปคว้าเอาขุนนางที่ฉลาด และมีฐานะในราชสำนักหน่อยมาแทน ลำดับการก็คือกลุ่มฑูตพูดคุยกัน เสนอเื่ที่้าไปมา แล้วหากมีใครพูดถึงเื่การแลกเปลี่ยนสินค้า พ่อค้าหลวงอย่างสกุลลู่ หรือกลุ่มการค้าหงส์ถึงจะเข้าไปเป็ตัวกลาง แต่การเจรจาอย่างไรก็ต้องให้ขุนนางในราชสำนักเป็คนเอ่ยปาก
ทว่าเมื่อราวสองเดือนก่อนฮ่องเต้ของชนเผ่าเร่ร่อนได้ส่งสารมาบอกว่า พวกเขาอยากจะเรียนรู้การทำการค้าระหว่างแคว้น อ้างเหตุผลว่าพวกเขาว่ามีเวลาน้อยมากก็เลยอยากจะทดลองติดต่อกับคนที่เป็พ่อค้าโดยตรง
ฝ่าาที่เห็นว่าไม่มีอะไรเสียหาย อีกทั้งพระองค์ก็ยังอยากจะรู้ท่าทีของชนเผ่าในทะเลทรายเหล่านี้ด้วย จึงเรียกให้สกุลลู่ส่งคนไปรับคาราวานการเดินทางของคนต่างแคว้น และร่วมเดินทางกับพวกเขาเข้าเมืองหลวงด้วย เดิมทีเื่นี้เป็เื่ที่ง่ายมาก คุณชายรองสกุลลู่ส่งมือขวาของตนเองไป ทำเช่นนี้นับว่าเหมาะสมอยู่แล้วเพราะถึงอย่างไร พวกเ้านายที่เดินทางมากลับขบวนที่จะเจริญสัมพันธไมตรี ก็คงไม่ได้มาสุงสิงอะไรกับพ่อค้าอยู่แล้ว
การเดินทางก็ราบรื่นดีจนกระทั่งคณะทูตของกลุ่มชนเผ่าเดินทางมาถึงเมืองจวงลี่ ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากกำแพงเมืองหลวงประมาณห้าสิบหลี่ ข้อเพียงเดินทางอย่างเร่งรีบเพียงวันเดียวก็คงจะมาถึงประตูเมืองหลวงแล้ว หรือต่อให้ชักช้าขนาดไหนก็คงไม่เกินสองวันครึ่ง
ทว่าพอถึงเมืองจวงลี่บรรดาเ้านายของฝ่ายซยงหนูก็เริ่มโวยวายขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คนที่เดินทางมาในครั้งนี้มีเ้าหญิงซึ่งว่ากันว่าเป็น้องสาวของกษัตริย์ นางงดงามและเอาแต่ใจ แล้วก็ยังมีองค์ชายรองมาด้วยอีกหนึ่ง
ทั้งสองโวยวายหาว่าแคว้นเซี่ยไม่จริงใจ ให้คนมาติดตามมาต้อนรับพวกเขา พวกเขาเป็ถึงองค์ชาย องค์หญิงเหตุใดแคว้นเซี่ยถึงไม่เกียรติกันเช่นนี้ คุณชายรองสกุลลู่เห็นว่าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วก็ตั้งใจจะไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง จึงนั่งรถม้าออกจากเมืองหลวงไปเพื่อรับหน้าและอธิบายให้คนเ่าั้ฟัง โดยมีคณะฑูตของกรมพิธีการติดตามไปด้วยอย่างไม่เต็มใจนัก
เพราะแต่เดิมแล้วตัวแทนฑูต ซึ่งเป็ขุนนางาุโอดีตจอหงวนเมื่อหลายปีก่อน ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ออกไปต้อนรับคนเมืองอื่นเกินกว่าสองหลี่จากประตูเมือง เพราะทำเช่นนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับการเอาอกเอาใจ หรือถ้าไม่คิดได้ว่าการเดินทางมาครั้งนี้ ไม่ใช่เื่ที่พวกเขาจะได้เปรียบ ในขณะเดียวกันก็ดูมีมารยาทมาก
แต่แผนก็ต้องผิดไปหมด เพราะองค์หญิงองค์ชายของต่างแดนต่างก็สร้างเื่ขึ้นมา จนกระทั่งขบวนการเดินทางไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ อีกทั้งพวกเขาก็ยังได้ยินว่าคนของสกุลลู่ ที่ถูกส่งตัวไปต่างโดนโบยจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะคลานหนี
และพอไปถึงก็พบว่ามีสินค้าหายไปแล้วหลายรายการด้วย…
นี่คือข้อมูลที่ชรารู้ทั้งหมด เื่นี้เป็เื่ที่สุ่มเสี่ยงมาก เขาเข้าใจว่าสุดท้ายแล้วขบวนการเดินทางก็ต้องออกเดินทางต่อ แต่พอมาถึงเมืองหลวงปัญหานานับประการก็เริ่มต้นขึ้น
เริ่มั้แ่พวกเขาระบายความไม่พอใจ เื่การที่ทางแขวนเซี่ยต้อนรับไม่สมฐานะ แล้วยังต่อว่าเื่ที่สินค้าที่พวกเขานำมาด้วยหายไป ดูแล้วก็เป็เื่ที่ยุ่งยากจริงๆ ไม่มีทางเลยที่ปัญหาเหล่านี้จะไม่ถึงมือของนายท่าน
เหล่าจ้างถอนใจเบา ๆ เขาก็หวังว่ามันจะราบรื่น ใจชราหันไปทางพ่อครัวที่ตอนนี้เตรียมยำรากบัวเสร็จแล้ว เหลือกับข้าวอีกเพียงหนึ่งอย่างก็คงใช้เวลาไม่นาน เขาพยักหน้าอย่างพอใจกับความคล่องแคล่วว่องไวของลูกจ้างในร้าน
“ถ้าทำเสร็จแล้วก็ยกไปให้นางหนูบนห้องทำงานของนายท่านนะ” เขาสั่ง พ่อครัวรับคำเสียงดังจึงค่อย ๆ เดินออกมา แล้วไปทำงานทำการตามหน้าที่ของตน
สิ่งหนึ่งที่เหล่าจ้างไม่คาดคิดก็คือว่า...องค์หญิงของพวกซยงหนูที่มาด้วยนี้ มีจุดหมายอยู่ที่การแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี