“ไม่ต้องคิดมากแล้ว คนที่วาดภาพปืนทั้งสามชนิดนั้นให้กับพ่อบ้านซ่งคือน้องสาวของเจ้า” เซียวหมิงเฉินพูดพร้อมกับใช้นิ้วเขี่ยรอยย่นบนหน้าผากของลู่อวิ๋นชย่า
“ลู่เยี่ยนฟางในโลกอนาคตมีฝีมือการต่อสู้ไม่น้อย ทั้งการใช้ปืนของนางก็ดีกว่าข้าเสียอีก ข้ากลัวว่าหากนางมีปืนไว้ในครอบครอง กลุ่มนักฆ่าของจวนสกุลเจินคงร้ายกาจขึ้นกว่านี้แน่ แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่านางได้ความสามารถพิเศษนั้นติดตัวมาหรือเปล่า หรือแม้แต่มิติวิเศษนางจะได้รับมาด้วยไหม” ลู่อวิ๋นชย่าพูดขึ้นอย่างกังวล
“หากนางมีของวิเศษเช่นนั้นจริง องครักษ์ของเราคงกลับมารายงานแล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาทเจ้าก็ระวังตัวไว้สักหน่อย อย่าลืมว่าอย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับเหตุการณ์อันตราย เมื่อถึงเวลาคับขัน เจ้าก็เข้าไปหลบในมิติเสีย รับปากข้าได้หรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องเป็นห่วงแน่นอน แต่ตอนนี้เราจะไปเยี่ยมท่านตาหรือท่านพ่อของท่านก่อนดีเจ้าคะ”
“ไปเยี่ยมท่านตาก่อนก็แล้วกัน”
ด้านหลังโรงหมอสกุลหลุน นอกจากลู่อวิ๋นชย่าจะปรับปรุงเป็นห้องผ่าตัดขึ้นมาแล้ว นางยังได้ปรับปรุงส่วนของห้องพักอาศัยไว้อีกด้วย เผื่อวันใดที่นางรักษาคนไข้จนดึกดื่น นางก็จะนอนพักที่นี่ และยังมีห้องพักที่นางปรับปรุงไว้รอท่านตาเป็นพิเศษอีกห้องหนึ่งด้วย
“ท่านตา ชย่าเอ๋อคิดถึงท่านตาเหลือเกินเจ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่าวิ่งไปนั่งข้างชายชราอย่างดีใจ
ตอนที่ต้องแยกกับท่านตา ลู่อวิ๋นชย่ายังรู้สึกเสียใจและเป็นห่วงที่ท่านตาต้องเดินทางกลับเขาโอสถไปพักอยู่ตามลำพัง เพียงแต่ตอนนั้นนางก็ยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่เมืองหลวง ตั้งใจว่าเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางก็จะให้เซียวหมิงเฉินส่งคนไปรับท่านตามาอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน แต่ไม่นึกว่าท่านตาจะเดินทางมาหานางก่อน
“เจ้าเด็กปากหวาน จวนจะถึงวัยปักปิ่นอยู่แล้วยังทำตัวเป็นเด็กไปได้” ท่านหมอเฉียวยิ้ม “ตาก็คิดถึงเจ้าเหมือนกัน คิดว่าจะขอมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่แสนยุ่งยากในเมืองหลวงสักหน่อย ไม่รู้ว่าจะมีหลานกตัญญูคนใดยินดีรับเลี้ยงชายชราอย่างตาบ้าง”
“จริงหรือเจ้าคะ! ดีเหลือเกิน ต่อไปข้าจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงท่านตาอีกแล้ว ข้าจะมากินข้าวกับท่านตาทุกวันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่าพูดขึ้นด้วยความดีใจ
ท่านหมอเฉียวยิ้มกับหลานสาว ก่อนที่จะหันไปพูดกับหลานเขย “มาให้ตาตรวจชีพจรของเจ้าสักหน่อย”
เซียวหมิงเฉินเดินไปหาผู้อาวุโสอย่างเชื่อฟัง ท่านหมอเฉียวจับชีพจรไม่นานก็ยิ้มออกมา
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะฝึกวิชาฝังเข็มคืนวิญญาณจนสำเร็จแล้ว ร่างกายของหมิงเฉินถูกขับพิษออกไปจนหมด ทั้งยังมีร่างกายแข็งแรงกว่าแต่ก่อนเสียอีก” ท่านตาเฉียวพูดขึ้นอย่างพอใจ
“แล้วอาการของท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เซียวหมิงเฉินยังไม่กลับจวน แต่เขาอยากรู้อาการของบิดาและมารดาก่อน หากท่านทั้งสองรักษาอาการป่วยไม่หาย เขาจะได้ทำใจไว้แต่เนิ่นๆ
“ท่านพ่อกับท่านแม่ของเจ้าหายป่วยแล้ว พิษในร่างกายก็ถูกตาถอนออกให้จนหมด ที่เหลือก็แค่ต้องบำรุงร่างกายให้ดี เท่านี้พวกเขาก็คงจะอยู่เลี้ยงลูกหลานของพวกเจ้าได้อีกนานเชียวล่ะ”
“ท่านตา!” ลู่อวิ๋นชย่าเขินจนหน้าแดงจนไม่กล้าหันไปมองเซียวหมิงเฉิน “ข้ายังเด็กอยู่เลยเจ้าค่ะ”
“เอาเถอะ วันนี้ยังไม่ต้องอยู่กินข้าวกับตาหรอก ตาเดินทางมาก็รู้สึกเหนื่อยมากจึงอยากพักผ่อนเร็วๆ พวกเจ้าทั้งสองก็ไปคารวะท่านอ๋องกับพระชายาเสียหน่อย พวกเขาคิดถึงพวกเจ้ามากทีเดียว”
ณ จวนอ๋องเซียวเวลานี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นเป็นอย่างมาก การกลับมาของท่านอ๋องและพระชายาสร้างความยินดีให้กับบ่าวรับใช้ในเรือนกันทุกคน โดยเฉพาะพ่อบ้านหยางที่แอบยืนน้ำตาคลอด้วยความดีใจ เพราะพ่อบ้านหยางเป็นกงกงที่คอยติดตามรับใช้อ๋องเซียวมาตั้งแต่ท่านอ๋องเซียวยังเป็นเพียงองค์ชายน้อยและเขายังเป็นเพียงขันทีน้อยในวัง จนเมื่อท่านอ๋องถูกสถาปนาตำแหน่งและต้องแยกออกมาสร้างจวนอยู่นอกวัง หยางกงกงก็ขอติดตามออกมารับใช้เจ้านายของตนด้วย จะเรียกว่าท่านอ๋องเซียวกับหยางกงกงเป็นสหายที่เติบโตมาด้วยกันก็ไม่ผิดนัก
“เจ้าจะร้องไห้ทำไมอาหยาง ข้ายังสบายดีและตอนนี้ยังแข็งแรงกว่าเจ้ามากนัก ดูผมของเจ้าสิ ขาวไปจนหมดหัวแล้ว” อ๋องเซียวพูดอย่างอารมณ์ดี การที่ได้กลับมาพักอยู่ที่บ้านของตนเองทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษ ถึงแม้ที่ผ่านมาเขาและชายาจะใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่คนเราเมื่อผ่านวิกฤติความเป็นความตายมาย่อมรู้สึกว่าบ้านนี่ล่ะคือสถานที่ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย
“ท่านอ๋องยังพูดเล่นได้อีกนะขอรับ ท่านไม่รู้หรอกว่าตอนที่ท่านทั้งสองล้มป่วย จวนของเราแทบจะไม่มีชีวิตชีวากันเลย แม้แต่ซื่อจื่อยังเป็นทุกข์ แต่ยังดีที่คุณหนูใหญ่ลู่คอยเป็นกำลังใจอยู่เคียงข้าง เวลานี้ซื่อจื่อถึงกลับมาเป็นชายหนุ่มที่องอาจอีกครั้งแล้ว”
“หืม...คุณหนูใหญ่ลู่หรือ? ชย่าเอ๋อ! ชย่าเอ๋อใช่หรือไม่พ่อบ้านหยาง นี่ยังไม่ครบกำหนดไว้ทุกข์ให้ยี่หลัวเลยไม่ใช่หรือ นางกลับมาอยู่ที่เมืองหลวงได้อย่างไร” พระชายาเซียวถามขึ้นอย่างแปลกใจ
ท่านอ๋องเซียวและพระชายาล้วนเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจทั้งคู่ จึงไม่น่าแปลกใจที่เซียวหมิงเฉินจะมีความกล้าหาญและความสามารถทางด้านนี้ เพียงแต่การออกรบที่ทางเหนือกับแคว้นหนานในครั้งนั้นทำให้ทั้งสองพระองค์ถูกพิษของศัตรูเข้าอย่างไม่ตั้งใจ ทั้งสองพระองค์สลบไสลไม่ได้สติ เซียวหมิงเฉินที่ถูกส่งไปปราบกองโจรที่ทางเหนือ เมื่อทราบข่าวของบิดามารดาก็คิดที่จะยกกำลังไปช่วยเหลือ แต่ตนเองกลับโชคร้ายพ่ายแพ้ให้กับกองโจรและถูกพิษชนิดเดียวกัน เพียงแต่เขาโชคดีที่กินยาถอนพิษและเดินลมปราณสกัดพิษไว้ได้ทัน ทำให้เขามีสภาพดีกว่าบิดามารดาอยู่เล็กน้อย
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้ขอรับ ตอนที่ท่านอ๋องกับพระชายาออกรบจนเสียท่าให้กับศัตรู ตอนนั้นซื่อจื่อก็ยกทัพไปปราบกองโจรที่ทางเหนือเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าพวกท่านตกอยู่ในอันตราย ซื่อจื่อตั้งใจจะยกทัพไปช่วย แต่ซื่อจื่อกลับแพ้ให้โจรกลุ่มนั้นและโดนยาพิษจนทำให้ซื่อจื่อเดินไม่ได้อยู่ระยะหนึ่ง” พ่อบ้านหยางเล่าเหตุการณ์อีกครั้ง
“เฉินเอ๋อถูกพิษ! แล้วตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“พระชายาไม่ต้องตกใจขอรับ พิษในกายของซื่อจื่อถูกขับออกมาหมดแล้ว” พ่อบ้านหยางยิ้มอย่างดีใจ “เป็นฝีมือการรักษาของคุณหนูใหญ่ลู่เองขอรับ”
“ชย่าเอ๋อก็รู้วิชาแพทย์อย่างนั้นหรือ” พระชายาเซียวถามอย่างสงสัย นางกับมารดาของลู่อวิ๋นชย่าเคยพบกันที่งานเลี้ยงในวังหลวง ทั้งสองพูดคุยกันถูกคอจนนับถือกันเป็นสหายรัก จากนั้นก็ได้ทำเรื่องหมั้นหมายให้บุตรของตนเอง เพียงแต่พระชายาไม่รู้เลยว่าสหายรักของตนเองนั้นเป็นถึงบุตรสาวของหมอเทวดา
พ่อบ้านหยางเห็นสีหน้าเจ้านายทั้งสองคนสงสัยจึงยิ้มตอบ “มารดาของคุณหนูใหญ่ลู่คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านหมอเทวดาเฉียว และคุณหนูก็ได้รับถ่ายทอดวิชาแพทย์นี้มาจากท่านหมอเฉียวโดยตรงขอรับ”
พระยาชาเซียวน้ำตาซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ยังเป็นยี่หลัวที่มอบสมบัติไว้ให้ข้า ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบิดาของนางจะเป็นถึงหัวหน้าสำนักโอสถ เอาเถอะ...ในเมื่อโชคชะตานำให้นางมาเป็นลูกสาวของข้าอีกคน ข้าก็จะดูแลและรักนางไม่ต่างจากลูกแท้ๆ ของข้าเอง”
“คุณหนูใหญ่ลู่มีความสามารถมากขอรับ นางไม่ถือตัวทั้งยังกล้าหาญ ก่อนหน้านี้ก็ได้ไปร่วมฝึกที่ค่ายของซื่อจื่อมาด้วยนะขอรับ อ้อ...นางยังมีฝีมือการผ่าตัดที่ดีมากด้วยนะขอรับ มีองครักษ์ในค่ายฝึกถูกยิงด้วยธนูห้าแฉก แต่คุณหนูใหญ่กลับผ่าตัดออกมาได้อย่างสบาย ทั้งองครักษ์คนนั้นก็หายดีไม่มีโรคแทรกซ้อน”
“ข้าอยากจะเจอลูกสะใภ้คนนี้ของข้าเสียแล้วสิ” อ๋องเซียวพูดขึ้น ตัวเขาชื่นชอบคนที่มีความกล้าหาญอยู่แล้ว ก็เหมือนกับเขาที่ตัดสินใจแต่งงานกับภรรยาที่สามารถออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้ เมื่อได้ยินว่าลูกสะใภ้ก็มีความกล้าหาญเช่นเดียวกัน ใจหนึ่งก็รู้สึกยินดี และอีกใจหนึ่งก็อยากทำความรู้จักกับว่าที่ลูกสะใภ้เร็วๆ
“ท่านพี่คงไม่คิดที่จะประลองฝีมือกับลูกสะใภ้หรอกนะเจ้าคะ” พระชายาเซียวพูดดักสามีอย่างรู้ทัน
พระชายาเซียวเป็นสตรีที่เติบโตมาในยุทธภพ นางจึงไม่ค่อยยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดของสังคมชั้นสูงสักเท่าไหร่เมื่ออาศัยอยู่ในจวน คำเรียกสามีของนางจึงเหมือนกับครอบครัวชาวบ้านธรรมดาทั่วไป แม้แต่บุตรชาย นางยังให้เขาเรียกนางกับสามีว่าท่านพ่อและท่านแม่ แทนที่จะเป็นเสด็จพ่อหรือเสด็จแม่เหมือนผู้สูงศักดิ์ครอบครัวอื่น เพราะนางเห็นว่าการพูดคุยกันด้วยภาษาชาวบ้านนั้นมันให้ความรู้สึกสบายใจและเป็นกันเองมากกว่า
“มีใครกำลังบ่นถึงข้ากับคู่หมั้นอยู่หรือขอรับ” เซียวหมิงเฉินเดินจูงมือลู่อวิ๋นชย่าเข้ามาในจวนด้วยรอยยิ้ม
“พ่อกับแม่กลับมาถึงจวนตั้งนานแล้ว แต่เจ้ากลับยังเถลไถลอยู่ข้างนอก โตแล้วก็ไม่คิดถึงแม่แล้วสิ”
“โถ่! ท่านแม่ ข้าย่อมคิดถึงท่านแม่อยู่แล้วขอรับ เพียงแต่วันนี้เป็นวันดี ข้าจึงอยากพาคู่หมั้นมาคารวะพวกท่านสักหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะทำให้ท่านแม่ที่น่ารักของข้าน้อยใจ”
“ชย่าเอ๋อคำนับท่านอ๋อง พระชายาเพคะ” ลู่อวิ๋นชย่าปล่อยมือจากคู่หมั้นแล้วย่อกายทำความเคารพอย่างอ่อนช้อยงดงาม
“เจ้ามานี่เร็วเข้า” พระชายากวักมือเรียกลู่อวิ๋นชย่าอย่างดีใจ นางสำรวจลูกสะใภ้ไปด้วย “หน้าตาเจ้าช่างงดงามเหมือนท่านแม่ของเจ้าไม่มีผิด ไม่สิ...เจ้างดงามกว่ายี่หลัวมากทีเดียว ข้าเลือกลูกสะใภ้ได้ดีจริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะท่านพี่”
“ขอบพระทัยพระชายาเพคะ”
พระชายาตบไปที่หลังมือของลู่อวิ๋นชย่าเบาๆ “พระชายาอะไรกัน เจ้าต้องเรียกข้าว่าท่านแม่ แล้วก็พูดกับข้าเหมือนที่เจ้าเคยพูดกับแม่ของเจ้านั่นล่ะ ไหนลองเรียกซิ”
“เจ้าค่ะท่านแม่” ลู่อวิ๋นชย่ายิ้มกว้างยิ่งเผยให้เห็นใบหน้างดงามของนางมากกว่าเดิม
จากนั้นทั้งท่านอ๋องและพระชายาต่างก็พูดคุยและซักถามลูกสะใภ้อยู่นาน เซียวหมิงเฉินที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมาบ้างแล้ว จริงอยู่ว่าเขาย่อมดีใจที่บิดากับมารดาเดินทางกลับมาถึงจวนอย่างปลอดภัย และดีใจที่พวกเขาชื่นชอบและถูกใจลูกสะใภ้ แต่พวกเขากลับยึดลู่อวิ๋นชย่าเอาไว้จนเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะพูดแทรกขึ้นมาได้ หากวันหนึ่งลู่อวิ๋นชย่าแต่งเข้าจวนมา เขายังจะได้ใช้เวลาส่วนตัวกับนางอีกหรือ ‘สงสัยคงต้องไปสร้างบ้านพักหลังเล็กดีๆ สักหลังไว้ในค่ายฝึกเสียแล้ว ทำอย่างนี้ท่านพ่อกับท่านแม่จะได้ไม่ยึดชย่าเอ๋อไว้คนเดียว’