ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 372 : ทัณฑ์ฟ้าพิฆาตสรรค์สร้าง

จารึกที่ 372 : ทัณฑ์ฟ้าพิฆาตสรรค์สร้าง : ค่ายกลหมื่นพยนต์สะท้านลิขิต


ความมืดมิดในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างทอดตัวยาวนานจนไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าทิวาและราตรีได้หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปกี่หน ปราศจากแสงแห่งสุริยันและจันทรา มีเพียงความหนาวเหน็บที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทว่า ณ ใจกลางของความเหน็บหนาวนั้น ป้อมปราการหมื่นอักขระกลับสว่างไสวไปด้วยแสงเพลิงและคลื่นความร้อนที่แผ่กระจายออกมารอบทิศทาง ราวกับเป็นดวงดาราที่กำลังถือกำเนิดขึ้นใหม่ท่ามกลางซากศพของจักรวาล


บรรยากาศบนลานกว้างหน้าตำหนักประธานเต็มไปด้วยเสียงกึกก้องกัมปนาท เสียงค้อนเหล็กปะทะโลหะดาวตกดังกังวานสอดประสานกับเสียงคำรามของเปลวเพลิง มันมิใช่ความวุ่นวายที่ไร้ระเบียบ ทว่ามันคือท่วงทำนองแห่งการสรรค์สร้างที่ถูกขับขานโดยผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหกคน ผู้ซึ่งกำลังท้าทายขีดจำกัดของพลังมนุษย์


เฟิงอี้หรานหยัดยืนอยู่หน้าเตาหลอมศิลาขนาดมหึมา เปลวเพลิงสีแดงอมทองที่ลุกโชนบนสองมือของเขาบัดนี้ลึกล้ำและเสถียรยิ่งกว่าเดิม อักขระรูปเปลวไฟที่ต้นคอสว่างวาบ ดูดซับความว่างเปล่ารอบด้านมาเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เพลิงอัคคีบรรพกาลสามารถแผดเผาโลหะดาวตกที่แข็งแกร่งที่สุดให้หลอมละลายกลายเป็นสายน้ำโลหะได้อย่างรวดเร็ว


"อุณหภูมิได้ที่แล้ว! พี่มู่หลาง!" ดาวนำโชคตระกูลเฟิงตวาดก้อง


ฉินมู่หลางทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ยอดกระบี่หนุ่มมิได้ใช้มือจับค้อนตีเหล็ก ทว่าเขาใช้ 'กระบี่' แทนค้อน รังสีอำมหิตสีขาวโพลนถูกบีบอัดจนหนาแน่น ฟาดฟันลงบนสายน้ำโลหะที่กำลังไหลรินลงสู่แม่พิมพ์ การฟันแต่ละครั้งมิใช่การทำลาย ทว่าเป็นการ 'ตัดและจัดเรียง' โครงสร้างของโลหะเหลวให้ปราศจากฟองอากาศและสิ่งเจือปน ทำให้ชิ้นส่วนของพยนต์ศิลามีความแข็งแกร่งไร้ที่ติ


"ชิงเสวี่ย! รับช่วงต่อ!" มู่หลางสะบัดข้อมือ ส่งชิ้นส่วนโลหะที่เพิ่งขึ้นรูปพุ่งทะยานออกไป


หลินชิงเสวี่ยที่ประจำการอยู่ใกล้ๆ กรีดนิ้วชี้ออกไปเบื้องหน้า อักขระลวดลายเข็มทิศบนหน้าผากของนางเรืองแสง นางใช้มิติพับซ้อนเป็นเสมือนมือที่มองไม่เห็นนับร้อยข้าง รับชิ้นส่วนโลหะร้อนระอุเหล่านั้นมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นข้อต่อ ข้อศอก หรือแผ่นเกราะหน้าอก ทุกชิ้นส่วนถูกจับวางเข้าที่อย่างไร้รอยต่อ


และก่อนที่ความร้อนจะทำลายโครงสร้างภายใน เย่ปิงอวิ๋นก็ก้าวเข้ามา เถาวัลย์พฤกษาศิลาที่อาบไล้ด้วยปราณเยือกแข็งและน้ำค้างบริสุทธิ์ พุ่งเข้ารัดพันร่างของพยนต์ศิลาที่เพิ่งประกอบเสร็จ เสียงขู่ฟ่อของไอน้ำดังขึ้นพร้อมกับมวลโลหะที่หดตัวและรัดแน่นเข้าหากัน เถาวัลย์ของนางมิได้เพียงหล่อเย็น ทว่ายังสอดแทรกเส้นใยพฤกษาลงไปในรอยต่อ ทำหน้าที่เสมือนเส้นเอ็นยึดโยงข้อต่อโลหะให้มีความยืดหยุ่น


เฟิงหลิงเอ๋อร์ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของหอคัมภีร์ เนตรดาราของนางสอดส่องทุกขั้นตอนการประกอบ "ตัวที่เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบแปด โครงสร้างสมบูรณ์แบบ! ตัวที่เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า กำลังรอการผสานแก่นศิลา!"


การทำงานของพวกเขาไหลลื่นและสอดประสานกันประดุจลมหายใจเดียวกัน ความเหนื่อยล้าทางกายภาพถูกกดข่มไว้ด้วยความตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณที่ลึกล้ำขึ้นจากการเปิดรับความนัยของ 'หยาดหมึกหยดแรก' พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อรอคอยความช่วยเหลือ ทว่ากำลังลงมือสร้างปราการเหล็กกล้าด้วยสองมือของตนเอง


ณ ใจกลางของลานสรรค์สร้าง อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหยก รอบกายของเขาเต็มไปด้วย 'ศิลาจิตบรรพกาล' สีขาวขุ่นที่ส่องแสงเรืองรอง ชายหนุ่มในชุดคลุมสีครามมีใบหน้าที่ซีดเซียว ทว่าดวงตาอันลึกล้ำกลับสว่างไสวประดุจดวงดาว ท่อนแขนขวาที่แฝงมวลธาตุความหนักอึ้งดุจขุนเขา บัดนี้ถูกใช้อย่างคล่องแคล่วและมั่นคง


พู่กันนิรันดร์ในมือซ้ายของอาเจีย ซึ่งส่วนปลายขนพู่กันอาบไล้ด้วยสีดำสนิทของหมึกดั้งเดิม ตวัดวาดลงบนศิลาจิตบรรพกาลก้อนแล้วก้อนเล่า


อาเจียมิได้เขียนอักขระเพื่อมอบชีวิตจิตใจอย่างสัตว์ประหลาด ทว่าเขาใช้ 'อักขระสูญตา' ควบคู่กับวิถีแห่งการบัญญัติ เพื่อมอบ 'เจตจำนงแห่งการปกป้องและการประสานพลัง' ลงไป ศิลาแต่ละก้อนที่ถูกจารึก จะถูกส่งลอยออกไปฝังลงในช่องอกของพยนต์ศิลาที่สหายทั้งสี่เพิ่งประกอบเสร็จ


ทุกครั้งที่ศิลาจิตถูกฝังลงไป ดวงตาของพยนต์ศิลาจะสว่างวาบเป็นสีเทาเงินยวง ร่างโลหะที่สูงสามจั้งจะขยับตัวและก้าวเดินไปเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ กองทัพสีดำทะมึนที่ยืนเรียงรายแผ่ขยายออกไปจนเต็มพื้นที่ลานกว้าง กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากพยนต์เกือบหมื่นตัวนั้น หนักอึ้งจนทำให้มิติรอบเกาะลอยฟ้าสั่นสะเทือน


"ตัวที่เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า... เรียบร้อยขอรับ" อาเจียสะบัดพู่กัน ส่งศิลาจิตก้อนรองสุดท้ายเข้าไปฝังในอกของพยนต์ตัวที่เพิ่งก้าวเข้ามา


ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจยาว หยาดเหงื่อไหลซึมเข้าตา ทว่าเขาไม่ยอมเช็ดมันทิ้ง มือซ้ายเอื้อมไปหยิบศิลาจิตบรรพกาลก้อนสุดท้ายที่ถูกคัดแยกไว้ มันมีขนาดใหญ่กว่าก้อนอื่นหนึ่งเท่าตัว และมีความบริสุทธิ์สูงล้ำ


"เหลือเพียงก้อนสุดท้าย... แกนกลางที่จะเชื่อมโยงเจตจำนงของเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าตัวเข้าด้วยกัน"


มู่เฉินที่ยืนเฝ้ามองศิษย์รักอยู่เงียบๆ ก้าวเข้ามาใกล้ ปรมาจารย์เฒ่าลูบเครายาวด้วยดวงตาที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ "การสร้างสรรค์ของเจ้า ก้าวล่วงเส้นแบ่งที่สวรรค์ขีดกั้นไว้แล้ว อาเจีย... การรังสรรค์สิ่งไร้ชีวิตให้มีเจตจำนงรวมศูนย์จำนวนนับหมื่น ย่อมก่อให้เกิดคลื่นความถี่ที่ฝืนลิขิตฟ้า ฟ้าดินย่อมไม่อาจทนนิ่งเฉยได้"


คำกล่าวของปรมาจารย์เฒ่ายังไม่ทันสิ้นเสียง ความมืดมิดในห้วงอวกาศเบื้องบนพลันเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง!


เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่อยู่บนหอคัมภีร์เบิกตากว้าง รอยสักกลุ่มดาวรอบดวงตานางเปล่งแสงเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง "อาเจีย! ทุกคน! ระวังเบื้องบน! โครงสร้างของมวลธาตุรอบบริเวณนี้กำลังถูก 'บีบอัด' อย่างฉับพลัน! มีบางสิ่งกำลังก่อตัวขึ้น!"


อาเจียเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ว่างเปล่า รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้า ชายหนุ่มรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้มิใช่การมาเยือนของขุนพลสวรรค์ ทว่ามันคือปฏิกิริยาของวัฏจักรฟ้าดินที่ถูกสวรรค์ดัดแปลง


"ทัณฑ์ฟ้าพิฆาตสรรค์สร้าง..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากังวานไปทั่วลานกว้าง "เมื่อมีสิ่งใดที่อาจสั่นคลอนความสมดุลของตรรกะที่พวกมันตั้งไว้ กฎเกณฑ์ของโลกจะรวมตัวกันเพื่อบดขยี้สิ่งนั้นก่อนที่มันจะสมบูรณ์"


มวลอากาศธาตุเหนือป้อมปราการหมื่นอักขระ เริ่มหมุนวนและเสียดสีกันจนเกิดประกายสายฟ้าสีแดงฉาน เมฆหมอกสีทองหม่นที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แผ่ขยายปกคลุมทั่วอาณาบริเวณนับร้อยลี้ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนพื้นศิลาของเกาะเริ่มส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด


ทว่า แทนที่สายฟ้าจะผ่าลงมาเป็นเส้นตรง เมฆหมอกสีทองเหล่านั้นกลับบิดเกลียวและควบแน่น กลายเป็น 'เงาร่าง' ของนักรบนับพันนายที่สวมชุดเกราะสายฟ้าสีแดงฉาน ในมือถือหอกและดาบที่สร้างจากกฎเกณฑ์แห่งการแตกดับ!


นี่มิใช่ผู้ฝึกตน ทว่าคือเจตจำนงของฟ้าดินที่เปลี่ยนรูปลักษณ์เพื่อมาล้างบางผู้ฝืนลิขิต!


"มาสร้างความวุ่นวายในจังหวะสุดท้ายเช่นนี้ ช่างน่ารำคาญนัก!" เฟิงอี้หรานคำรามก้อง เขาสะบัดมือดับเตาหลอม คว้าแส้เพลิงบรรพกาลมาตวัดไว้ข้างกาย


ฉินมู่หลางก้าวออกมายืนเคียงข้างสหาย ยอดกระบี่หนุ่มชี้ปลายกระบี่ขึ้นสู่ฟากฟ้า รังสีอำมหิตพุ่งทะยานขึ้นท้าทายสายฟ้า "อาเจีย... เจ้าจงจารึกศิลาแกนกลางก้อนสุดท้ายให้เสร็จสมบูรณ์! อย่าให้สมาธิของเจ้าต้องขาดห้วง พวกข้าจะต้านทานทัณฑ์ฟ้านี้เอง!"


"พวกเราไม่ใช่ผู้ที่ต้องคอยหลบอยู่หลังแผ่นหลังของเจ้าอีกต่อไป!" หลินชิงเสวี่ยก้าวออกมายืนด้านหน้าสุดพร้อมกับเย่ปิงอวิ๋น ม่านมิติและเถาวัลย์ศิลาถูกเตรียมพร้อมอย่างเต็มกำลัง


อาเจียจ้องมองแผ่นหลังของสหายทั้งสี่ที่เรียงรายปกป้องเขาอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำห้ามปรามและไม่ได้ตีหน้าเศร้าเพื่อปฏิเสธความช่วยเหลือ เขารับรู้ถึงความตั้งใจและศักยภาพของพวกเขาทุกคน การเชื่อใจให้พวกเขาเผชิญหน้ากับอันตราย คือการเคารพในวิถีเต๋าของพวกเขา


"รักษาระยะห่างและเกื้อกูลกัน!" อาเจียแผดเสียงก้อง "จำไว้ว่าพวกมันคือกลุ่มก้อนของกฎเกณฑ์ อย่าใช้ปราณปะทะตรงๆ ทว่าจงใช้ 'อักขระพิทักษ์' ของพวกเจ้า บิดเบือนและสลายโครงสร้างของพวกมัน!"


"รับทราบ!" สหายทั้งสี่ขานรับพร้อมกัน


สิ้นเสียงคำสั่ง เงาร่างนักรบสายฟ้าสีแดงฉานนับพันนาย ก็พุ่งทะยานลงมาจากหมู่เมฆสีทอง หมายจะบดขยี้ลานสรรค์สร้างและกองทัพพยนต์ศิลาที่ยังไม่สมบูรณ์!


"มิติพับซ้อน: กำแพงสะท้อนวัฏจักร!" หลินชิงเสวี่ยลงมือเป็นคนแรก นางกรีดนิ้ววาดเส้นสายกลางอากาศ อักขระบนหน้าผากส่องสว่าง ม่านมิติไม่ได้กางเป็นแผ่นตรง ทว่ากางเป็นรูปทรงคลื่นที่หักเหแสงและมวลธาตุ


เมื่อนักรบสายฟ้าแถวแรกพุ่งชนม่านมิติ พวกมันไม่ได้ทะลวงเข้ามา ทว่าแรงพุ่งชนถูกบิดเบือนทิศทางให้หักเลี้ยวไปกระแทกกับนักรบสายฟ้าแถวหลัง เสียงระเบิดของสายฟ้าสีแดงฉานดังกึกก้อง กฎเกณฑ์ทำลายล้างกันเอง!


"อย่าให้พวกมันตั้งตัวได้! ปิงอวิ๋น!" เฟิงอี้หรานร้องเรียก


เย่ปิงอวิ๋นตวัดสองมือ "เถาวัลย์ศิลา: รัดรึงกฎฟ้า!"


เถาวัลย์พฤกษาที่อาบด้วยอักขระความเหนียวแน่น พุ่งทะลวงขึ้นไปรัดพันแขนขาของนักรบสายฟ้าที่กำลังสับสน เถาวัลย์ของนางไม่ได้ถูกสายฟ้าแผดเผา ทว่ามันทำหน้าที่เป็นเสมือนสายดิน ดูดซับความรุนแรงของสายฟ้าและถ่ายเทลงสู่รากฐานของเกาะลอยฟ้าเพื่อสลายพลัง


"อัคคีบรรพกาล: วัฏจักรสูญสลาย!" เฟิงอี้หรานกระโจนขึ้นไปตามเถาวัลย์ศิลา แส้เพลิงของเขาฟาดฟันเข้าใส่นักรบสายฟ้าที่ถูกพันธนาการ เปลวเพลิงที่ผสานวิถีอักขระเผาผลาญ 'โครงสร้าง' ของร่างสายฟ้า บังคับให้เมฆหมอกสีทองแตกสลายกลับคืนสู่อากาศธาตุ


ทว่า ทัณฑ์ฟ้ามิได้มีเพียงหลักพัน หมู่เมฆสีทองเบื้องบนยังคงก่อตัวนักรบสายฟ้าออกมาอย่างต่อเนื่อง พวกมันเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากการพุ่งชนตรงๆ เป็นการรวมตัวกันปลดปล่อยหอกสายฟ้าขนาดยักษ์ พุ่งทะลวงลงมาหมายจะทำลายอาเจียที่อยู่ตรงกลาง!


*เปรี้ยงงงง!* หอกสายฟ้าสีแดงฉานขนาดเท่าต้นเสา พุ่งแหวกอากาศลงมาด้วยความเร็วที่เหนือล้ำ!


"ตัดสวรรค์: ดับสูญสิ้น!"


ฉินมู่หลางผู้สงบนิ่งมาตลอด พุ่งทะยานขึ้นไปสกัดกั้น! รังสีอำมหิตของยอดกระบี่หนุ่มถูกบีบอัดจนกลายเป็นเส้นด้ายสีขาวเพียงเส้นเดียว เขามิได้ฟันปะทะกับหอกสายฟ้า ทว่าเขา 'แทง' กระบี่ทะลวงเข้าไปในศูนย์กลางของหอกนั้น!


อักขระมิติบนหลังมือของมู่หลางทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ มันแยกมวลความหนาแน่นของสายฟ้าออกเป็นสองซีก หอกสายฟ้าขนาดยักษ์ถูกผ่ากลางและแฉกออกไปตกกระแทกพื้นที่ว่างเปล่าสองข้างทาง เกาะลอยฟ้าสั่นสะเทือนรุนแรง ทว่าอาเจียที่อยู่ตรงกลางกลับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่รอยขีดข่วน!


การต่อสู้ปกป้องของสหายทั้งสี่ดำเนินไปอย่างดุเดือดและงดงาม พวกเขาใช้ความเข้าใจในวิถีเต๋าและอักขระพิทักษ์ สอดประสานกันประดุจกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่มีรอยรั่ว เฟิงหลิงเอ๋อร์บนหอคัมภีร์คอยแจ้งเตือนจุดที่กฎเกณฑ์ก่อตัวหนาแน่นที่สุด ทำให้ทุกคนสามารถรับมือได้ทันท่วงที


ท่ามกลางเสียงระเบิดและการปะทะ อาเจียมิได้วอกแวก ชายหนุ่มปิดกั้นประสาทรับรู้เสียงและภาพภายนอกจนหมดสิ้น จิตวิญญาณของเขาจดจ่ออยู่กับ 'ศิลาจิตบรรพกาลก้อนสุดท้าย' ในมือ


"เจตจำนงของหนึ่งหมื่นตัว... ไม่อาจควบคุมด้วยคำสั่งที่ซับซ้อน ทว่าต้องควบคุมด้วย 'ความว่างเปล่า' ที่พร้อมจะสอดประสาน"


อาเจียจรดปลายพู่กันนิรันดร์ลงบนศิลาจิตก้อนใหญ่ หยาดหมึกหยดแรกที่ซึมซาบอยู่ในขนพู่กัน ถูกถ่ายทอดลงไปเป็นเส้นสายอักขระที่ละเอียดอ่อนที่สุด ชายหนุ่มไม่ได้สลักคำว่าโจมตีหรือป้องกัน ทว่าเขาสลักคำว่า 'เชื่อมโยง' และ 'รับรู้'


มือขวาที่หนักอึ้งดุจขุนเขา คอยถ่ายเทมวลธาตุอันมั่นคงลงไปเพื่อรักษาเสถียรภาพของศิลาจิต ไม่ให้มันปริแตกจากพลังอำนาจของหยาดหมึกดั้งเดิม หยาดเหงื่อหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนพื้นหิน ทว่าเส้นสายอักขระยังคงถูกลากผ่านอย่างไม่ขาดตอน


บนท้องฟ้า ทัณฑ์สวรรค์เริ่มทวีความเกรี้ยวกราดเมื่อรับรู้ว่าการสรรค์สร้างใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ เมฆสีทองทั้งหมดม้วนตัวรวมกัน ก่อเกิดเป็น 'ดวงตาอสนีบาต' ขนาดยักษ์ที่จ้องมองลงมาอย่างอาฆาตมาดร้าย คลื่นพลังงานทำลายล้างที่หนาแน่นจนอากาศธาตุไหม้เกรียมกำลังถูกรวบรวมไว้ที่ใจกลางดวงตานั้น


"แย่แล้ว! มันกำลังจะระเบิดกฎเกณฑ์ทั้งหมดในคราวเดียว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กรีดร้อง "พลังระดับนี้... ม่านมิติและกระบี่ก็ต้านไม่อยู่!"


สหายทั้งสี่กัดฟันแน่น พวกเขารู้ดีว่าการโจมตีครั้งนี้เกินขีดจำกัดของขอบเขตเซียนมนุษย์ไปไกล ทว่าไม่มีผู้ใดก้าวถอยหลัง พวกเขารีดเค้นปราณและเจตจำนงหยดสุดท้าย เตรียมพร้อมพลีชีพเพื่อปกป้องรากฐานนี้


"ไม่ต้องฝืนรับมัน!"


เสียงของอาเจียดังกังวานขึ้นทะลุทะลวงความกดดัน ชายหนุ่มลืมตาขึ้น ดวงตาทอประกายสีเทาเงินยวงที่เจิดจ้ายิ่งกว่าดวงตาอสนีบาตเบื้องบน ในมือของเขา ศิลาจิตบรรพกาลก้อนสุดท้ายเปล่งแสงสว่างไสว อักขระที่สลักเสร็จสมบูรณ์เต้นระริกประดุจมีชีวิต!


อาเจียทะยานร่างขึ้นจากแท่นหยก พุ่งตรงไปยังพยนต์ศิลาตัวที่หนึ่งหมื่น ซึ่งยืนตระหง่านอยู่ด้านหน้าสุดของกองทัพ รูปลักษณ์ของมันสูงใหญ่และดุดันกว่าพยนต์ตัวอื่น มันคือ 'แม่ทัพ' แห่งหมื่นพยนต์


ชายหนุ่มกระแทกศิลาจิตก้อนสุดท้าย เข้าไปในช่องอกของแม่ทัพพยนต์อย่างรุนแรง!


*วิ้งงงงงงง!*


ทันทีที่แกนกลางถูกฝังลงไป แสงสว่างสีเทาเงินยวงก็ระเบิดออกจากร่างของแม่ทัพพยนต์ คลื่นความถี่แห่งการเชื่อมโยงถูกส่งผ่านออกไปในอากาศธาตุ พุ่งเข้าหาพยนต์ศิลาอีกเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าตัวที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง!


ดวงตาสีเทาเงินยวงนับหมื่นคู่ สว่างวาบขึ้นพร้อมเพรียงกันในเสี้ยวลมหายใจ!


เสียงฟันเฟืองและข้อต่อโลหะดาวตกของพยนต์หมื่นตัว ขยับเขยื้อนพร้อมกันดังกึกก้องกัมปนาทประดุจแผ่นดินไหว พวกมันมิได้ขยับตัวอย่างสะเปะสะปะ ทว่าพวกมัน 'ประสานมุทรา' พร้อมกัน!


"ทัณฑ์ฟ้าต้องการบดขยี้การสรรค์สร้าง... เช่นนั้น ก็จงดูพลังของการสรรค์สร้างที่สมบูรณ์แบบ!"


อาเจียยกแขนขวาขึ้นตวัดพู่กันชี้ขึ้นสู่ฟากฟ้า "ค่ายกลหมื่นอักขระสังหาร: ปราการเจตจำนงปฐมกาล!"


พยนต์ศิลาทั้งหนึ่งหมื่นตัวปลดปล่อยมวลธาตุที่ถูกกักเก็บไว้ออกมาพร้อมกัน มวลธาตุเหล่านั้นถูกเชื่อมโยงด้วยอักขระสูญตาและหยาดหมึกหยดแรก ก่อตัวเป็น 'เกราะแสงสีเทาเงินยวง' ขนาดยักษ์ที่มีลวดลายอักขระวิ่งวนอยู่ครอบคลุมป้อมปราการหมื่นอักขระทั้งเกาะ!


ในวินาทีเดียวกัน ดวงตาอสนีบาตเบื้องบนก็ปลดปล่อยลำแสงทำลายล้างสีแดงฉานขนาดเท่าขุนเขา พุ่งทะลวงลงมาหมายจะล้างบางทุกสิ่ง!


*เปรี้ยงงงงงงงงงงงง!*


ลำแสงทัณฑ์ฟ้าปะทะเข้ากับเกราะแสงของหมื่นพยนต์ศิลา! แรงสั่นสะเทือนทำให้อากาศธาตุในรัศมีพันลี้ฉีกขาดเป็นสุญญากาศ แสงสว่างจ้าจนสหายทั้งห้าต้องหลับตาและเบือนหน้าหนี


ทว่า เกราะแสงสีเทาเงินยวงที่ค้ำยันด้วยเจตจำนงของพยนต์หนึ่งหมื่นตัว มิได้มีรอยแตกร้าวแม้แต่น้อย! ค่ายกลนี้มิใช่การทนรับแรงกระแทกจากจุดเดียว ทว่ามันกระจายความเสียหายออกไปให้พยนต์ทั้งหมื่นตัวช่วยกันแบกรับ มวลโลหะดาวตกและศิลาจิตที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับพลังทำลายล้างนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!


ไม่เพียงเท่านั้น อักขระที่สลักด้วยหยาดหมึกหยดแรกยังทำหน้าที่ 'กลืนกิน' กฎเกณฑ์แห่งสายฟ้า ทัณฑ์สวรรค์ที่หวังจะทำลายล้าง กลับถูกเกราะแสงดูดซับพลังงานลงไปหล่อเลี้ยงพยนต์ศิลาทั้งหมื่นตัว ทำให้โลหะสีดำทะมึนของพวกมันเกิดเส้นสายสีแดงฉานแทรกซึมอยู่ภายใน กลายเป็นการชุบตัวด้วยสายฟ้ากฎเกณฑ์!


"สะท้อนกลับ!" อาเจียกำหมัดแน่น


เกราะแสงสีเทาเงินยวงรวบรวมพลังงานที่ดูดซับมา บีบอัดและยิงสวนกลับขึ้นไปเป็นลำแสงอักขระขนาดยักษ์ พุ่งทะลวงเข้าใส่ดวงตาอสนีบาตบนฟากฟ้า!


*ตูมมมมม!*


ดวงตาอสนีบาตถูกบดขยี้จนแหลกสลาย เมฆหมอกสีทองหม่นถูกเป่ากระจุยหายไปในความว่างเปล่า ท้องฟ้าเหนือป้อมปราการหมื่นอักขระกลับคืนสู่ความมืดมิดอันเงียบสงบอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความไหม้เกรียมและชัยชนะอันยิ่งใหญ่


พยนต์ศิลาทั้งหนึ่งหมื่นตัวลดมือลง พวกมันยืนตระหง่านอย่างสงบนิ่ง ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้น เปลี่ยนแปลงจากหุ่นกระบอกที่ไร้ชีวิต กลายเป็นกองทัพนักรบที่เปี่ยมด้วยเจตจำนงแห่งการปกป้องและทำลายล้างที่สมบูรณ์แบบ


สหายทั้งห้าค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองดูผลลัพธ์ของการต่อสู้ด้วยความตกตะลึงระคนปีติ พวกเขาทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจ ทว่าเสียงหัวเราะแห่งความสะใจก็ดังขึ้นจากเฟิงอี้หราน ตามด้วยรอยยิ้มของทุกคน


อาเจียลดพู่กันลง ชายหนุ่มกวาดสายตามองกองทัพหมื่นพยนต์ และหันมามองสหายร่วมเป็นร่วมตายที่เพิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความกล้าหาญที่ไม่มีวันสั่นคลอน รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา


"พวกเจ้าทำได้ดีมาก... หากปราศจากการซื้อเวลาของพวกเจ้า ข้าย่อมไม่อาจสลักเจตจำนงก้อนสุดท้ายได้สำเร็จ" อาเจียประสานมือคารวะสหายทุกคน "บัดนี้ ทัณฑ์สวรรค์ได้ถูกบดขยี้ กองกำลังพยนต์ศิลาหนึ่งหมื่นตัวได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ และรากฐานของเกาะแห่งนี้ก็ไม่อาจถูกสั่นคลอนได้โดยง่ายอีกต่อไป"


ชายหนุ่มหันกลับไปมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า ดวงตาฉายแววแห่งความทะเยอทะยานที่พร้อมจะท้าทายทุกสรรพสิ่ง


"การหลบซ่อนในมุมมืดสิ้นสุดลงแล้ว สหายข้า... เมื่อสวรรค์ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของกองทัพนี้ พวกมันย่อมไม่อาจนิ่งเฉย บัดนี้ ถึงเวลาที่เราจะนำป้อมปราการหมื่นอักขระ กลับคืนสู่แสงสว่าง และให้โลกเซียนได้รับรู้ว่า... วิถีแห่งการบัญญัติ ได้หวนกลับมาทวงบัลลังก์แล้ว!"


มหากาพย์แห่งราชาผู้ถูกลบนามได้ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งการหนีตาย บัดนี้ เขี้ยวเล็บแห่งหมื่นอักขระได้ถูกหล่อหลอมจนแหลมคม กองทัพที่ไม่รู้จักเจ็บปวดและสหายเต๋าที่ผูกพันด้วยชีวิต พร้อมที่จะเปิดฉากสงครามครั้งใหม่ที่จะสั่นสะเทือนสวรรค์และปฐพี!