ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 209 : คลื่นพายุหลังป้ายทวงหนี้

จารึกที่ 209 : คลื่นพายุหลังป้ายทวงหนี้ : แผนร้ายอัสนีบาตและการเตรียมตัวของคนถังแตก


แสงตะวันแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องเคลือบสีมรกตของนครหลวง ทว่าแสงสว่างอันอบอุ่นนั้นกลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมอยู่ในจิตใจของเหล่าผู้ฝึกตนทั่วทั้งเมืองได้ ท้องฟ้าทางทิศตะวันตกยังคงมีเศษซากของมวลเมฆสีดำทะมึนลอยอ้อยอิ่ง คลื่นพลังงานที่บิดเบี้ยวและร่องรอยการฉีกขาดของมิติมองเห็นได้ลางๆ ราวกับเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความอหังการของผู้ทวงหนี้ปริศนาที่เพิ่งสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งแคว้นเมื่อคืนที่ผ่านมา


ณ ชั้นบนสุดของหอสุราอันดับหนึ่งแห่งนครหลวง สายลมเย็นเยียบพัดผ่านระเบียงไม้จันทน์หอม เฟิงอี้หรานในชุดคลุมสีแดงเพลิงยืนกอดอกพิงเสาหินสลักลายมังกร นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของเขาทอดมองไปยังขอบฟ้าด้วยใบหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ข้างกายของเขามีฉินมู่หลาง ยอดกระบี่แห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ ที่กำลังนั่งหลับตาจิบชาสงบนิ่ง ทว่าปลายนิ้วที่จับถ้วยชากลับสั่นไหวเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุม และหลินชิงเสวี่ย หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งยอดเขาพู่กันหยก ที่ยืนขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม


ความเงียบงันปกคลุมคนทั้งสามอยู่นานนับอึดใจ ก่อนที่เฟิงอี้หรานจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นลง


"7,000,000 ศิลาปราณระดับสูง 高级灵石 (เกาจี๋หลิงสือ)..." เฟิงอี้หรานพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ พัดจีบในมือของเขาถูกเคาะลงบนฝ่ามือเป็นจังหวะเชื่องช้า "ไอ้เด็กหน้าเงินนั่น... มันกะจะปล้นคลังสมบัติของสำนักอัสนีบาตให้สิ้นซากเลยหรืออย่างไร การส่งค่ายกลภาพฉายขนาดมหึมาข้ามทวีปไปปรากฏเหนือยอดเขาอัสนีบาต ซ้ำยังประกาศทวงหนี้ด้วยน้ำเสียงที่ดังกึกก้องไปถึงเก้าชั้นฟ้า ขนหน้าแข้งของตาเฒ่าเหลยเซียวคงร่วงจนหมดตัวก็งานนี้แหละ... ไม่สิ ข้าเกรงว่าตาเฒ่านั่นคงกระอักเลือดจนธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้วกระมัง"


ฉินมู่หลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะหินอ่อนด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าแววตาของเขากลับฉายความคมกริบดุจกระบี่ที่ถูกชักออกจากฝัก "การกระทำของเขาหยิ่งผยองและบ้าบิ่นยิ่งนัก... ทว่าสิ่งที่ทำให้ข้าสะท้านไปถึงแก่นวิญญาณ ไม่ใช่จำนวนเงินมหาศาลที่เขาทวงถาม แต่เป็น ‘อำนาจ’ ที่แฝงอยู่ในค่ายกลภาพฉายนั่นต่างหาก... กลิ่นอายนั้นมันไม่ได้มาจากปราณธาตุใดๆ ในสวรรค์และปฐพี มันดุร้าย ป่าเถื่อน และพร้อมจะลบเลือนทุกสรรพสิ่ง... สำนักหมึกวารี 沧墨宗 (ชางโม่จง) ที่แสนตกต่ำ กลับซุกซ่อนศิษย์สายในที่มีพลังระดับนี้เอาไว้... อาเจียผู้นี้ ช่างเป็นศัตรูที่คู่ควรแก่การประลองกระบี่ด้วยอย่างแท้จริง"


หลินชิงเสวี่ยไม่ได้เอ่ยตอบคำกล่าวของบุรุษทั้งสอง นางเพียงทอดสายตามองไปไกลแสนไกล โสตสวรรค์ 天籁之音 (เทียนไล่จืออิน) ของนางยังคงทำงานอยู่อย่างเงียบเชียบ แม้เหตุการณ์จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่นางยังคงได้ยินเสียงสั่นสะเทือนของกฎเกณฑ์ในอากาศ มันคือเสียงคลื่นความถี่แห่ง ‘ความว่างเปล่า’ ที่หลงเหลืออยู่ เป็นความเงียบงันที่น่าขนลุกซึ่งขัดแย้งกับหลักการบำเพ็ญเพียรของโลกเซียนโดยสิ้นเชิง


นางรู้ดีว่าศิษย์น้องผู้นี้ครอบครองบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และอันตรายเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการถึง เขาอาจจะค้นพบ ‘วิถีแห่งสูญตา’ หรือค่ายกลต้องห้ามระดับบรรพกาลจากซากปรักหักพังใน เขตหวงห้ามหุบเขาพันอักขระ ทว่าการฝืนใช้อำนาจที่เหนือล้ำเกินกว่าขอบเขตของมนุษย์เช่นนั้น ย่อมต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนแพง


"การใช้ค่ายกลต้องห้ามข้ามระยะทางไกลนับหมื่นลี้ ซ้ำยังต้องผสานกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวเพื่อข่มขวัญประมุขระดับแก่นทองคำขั้นปลาย..." หลินชิงเสวี่ยรำพึงในใจ แววตาของนางฉายความกังวลออกมาอย่างปิดไม่มิด "ผลสะท้อนจากกฎเกณฑ์สวรรค์จะต้องหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่ร่างกายของคนในระดับสร้างรากฐานจะรับไหว... อาเจีย... เจ้าคนบ้าเงินเอ๋ย ข้าเกรงว่าเส้นชีพจรของเจ้าคงบอบช้ำจนแทบจะแหลกสลายไปแล้วกระมัง... หากเจ้าเป็นอะไรไป ใครจะมานั่งโวยวายเรื่องเบี้ยเลี้ยงกับข้ากันเล่า"


แม้จะห่วงใยเพียงใด แต่นางก็เลือกที่จะเม้มริมฝีปากแน่น เก็บซ่อนความรู้สึกและความสงสัยทั้งหมดไว้ลึกสุดใจ หากศิษย์น้องของนางไม่อยากเปิดเผยความลับ นางก็จะไม่มีวันปริปากถามให้เขาต้องลำบากใจเด็ดขาด


...


ในขณะเดียวกัน ณ ยอดเขาอัสนีบาต ฐานที่มั่นอันเกรียงไกรของ สำนักอัสนีบาต 雷霆宗 (เหลยถิงจง) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองตลอดทั้งปี


เปรี้ยง!! บึ้ม!!


เสียงสายฟ้าฟาดดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขา ทว่าเสียงที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าสายฟ้าอัสนีบาต กลับเป็นเสียงคำรามดุจสัตว์ป่าที่บาดเจ็บของ เหลยเซียว ประมุขแห่งสำนักอัสนีบาต!


ภายในโถงวิหารใหญ่ที่ตกแต่งด้วยทองคำและศิลาอัสนี บรรยากาศบัดนี้เต็มไปด้วยความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เหลยเซียวผู้มีเรือนผมสีเงินชี้ฟูและดวงตาที่อัดแน่นไปด้วยกระแสไฟฟ้า ฟาดฝ่ามือที่อาบไปด้วยปราณอัสนีทำลายโต๊ะหยกตรงหน้าจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง เศษหยกกระเด็นบาดใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องล่าง ทว่าไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องขอความเมตตา


"บังอาจ! บังอาจที่สุด! ไอ้เด็กเศษสวะแห่งสำนักหมึกวารี! มันเป็นเพียงมดปลวกที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แต่กลับกล้าเหยียบย่ำเกียรติยศของสำนักอัสนีบาตต่อหน้าชาวยุทธทั่วทั้งแคว้น!"


เหลยเซียวคำรามลั่น น้ำลายกระเซ็น ดวงตาแดงก่ำด้วยความเคียดแค้น "เจ็ดล้านศิลาปราณระดับสูง! มันกล้าขู่จะนำ หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) และค่ายกลต้องห้ามมาถอนรากถอนโคนอาณาเขตของเราหากไม่จ่ายหนี้! นี่มันไม่ใช่การทวงหนี้ แต่มันคือการประกาศสงครามเหยียบหน้าข้าชัดๆ!"


ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักอัสนีบาตผู้หนึ่งฝืนความกลัว คลานเข่าเข้าไปข้างหน้าเล็กน้อยพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ทะ... ท่านประมุขโปรดระงับโทสะก่อนขอรับ ค่ายกลภาพฉายที่เด็กนั่นส่งมาเมื่อคืน... กลิ่นอายของมันแปลกประหลาดและน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก มันสามารถเจาะทะลวงค่ายกลป้องกันระดับสูงของยอดเขาเราได้อย่างง่ายดาย ข้าเกรงว่า... สำนักหมึกวารีที่ตกต่ำมานาน อาจจะบังเอิญขุดพบ ‘รากฐานศักดิ์สิทธิ์’ หรือ ‘ค่ายกลสังหารโบราณ’ ของอดีตสำนักหมื่นอักขระในเขตหวงห้ามเข้าแล้วก็เป็นได้ขอรับ... หากเราบุ่มบ่ามบุกไปเปิดศึกเต็มรูปแบบ อาจะตกหลุมพรางของพวกมัน..."


"หุบปาก!" เหลยเซียวตวาดลั่น กระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่าง "เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวไอ้พวกจับพู่กันกระจอกงอกง่อยพวกนั้นรึ! หากพวกมันขุดพบวิชาโบราณจริง ก็ยิ่งเป็นเหตุผลที่เราต้องแย่งชิงมันมา! เด็กนั่นมันเพิ่งอยู่ในระดับสร้างรากฐาน การฝืนใช้วิชาระดับทะลวงสวรรค์เช่นนั้น ร่างกายมันต้องได้รับผลสะท้อนกลับจนปางตายอย่างแน่นอน ตอนนี้คือช่วงเวลาที่มันอ่อนแอที่สุด!"


ประมุขแห่งสำนักอัสนีบาตหรี่ตาลง แววตาเต็มไปด้วยความอำมหิตและละโมบ "สั่งการลงไป! รวบรวมยอดฝีมือสายในทั้งหมด เปิด ค่ายกลสังหารอัสนีไร้ปรานี 无情雷杀阵 (อู๋ฉิงเหลยชาเจิ้น) เตรียมดักซุ่มเอาไว้ที่เชิงเขาของพวกมัน ห้ามผู้ใดเข้าออกเด็ดขาด! และ..."


เหลยเซียวล้วงเอาป้ายหยกสีดำทมิฬที่มีสัญลักษณ์กะโหลกไขว้ออกมาจากสาบเสื้อ มันคือป้ายคำสั่งลับขององค์กรนักฆ่าที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในแคว้น "จงนำป้ายนี้ไปติดต่อกับ หอเร้นเงา 影阁 (อิ่งเก๋อ) ตั้งค่าหัวไอ้เด็กที่ชื่ออาเจีย 500,000 ศิลาปราณระดับกลาง! และส่ง ‘หน่วยอัสนีเร้นลับ’ ทั้ง 5 คนของเรา ลอบแทรกซึมเข้าไปในเขตหวงห้ามหุบเขาพันอักขระ คืนนี้ข้าต้องการเห็นหัวของมัน และต้องได้คัมภีร์วิชาโบราณที่มันซ่อนไว้กลับมาให้จงได้!"


"น้อมรับบัญชาท่านประมุข!" เหล่าผู้อาวุโสประสานเสียงรับคำสั่งก่อนจะรีบถอยร่นออกไปจากวิหาร ปล่อยให้เหลยเซียวยืนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่ท่ามกลางพายุสายฟ้าที่โหมกระหน่ำ


...


ตัดกลับมาทางด้านลานหลอมศัสตรา ณ เขตหวงห้ามหุบเขาพันอักขระ ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเขตแดนชั้นในของ สำนักหมึกวารี 沧墨宗 (ชางโม่จง)


บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง มันเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ ทว่ากลิ่นคาวเลือดจางๆ กลับลอยคลุ้งอยู่เหนือลานหินกว้าง


"โอ๊ย... เจ็บ... เจ็บไปถึงวิญญาณเลย... สวรรค์รังแกคนหน้าตาดี... โอย..."


เสียงโอดครวญดังก้องขึ้นทำลายความเงียบ อาเจียในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีคล้ำ กำลังนอนตะแคงกุมหน้าท้องตัวเองอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ ใบหน้าของเขาซีดเซียวราวกับกระดาษ เหงื่อเย็นเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก ทุกครั้งที่เขาขยับตัว หรือแม้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสจะแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับถูกเข็มเหล็กนับหมื่นเล่มทิ่มแทงและหมุนคว้านอยู่ภายใน

เด็กหนุ่มกัดฟันแน่น พยายามใช้มือขวาที่สั่นเทาพยุงร่างของตนเองให้ลุกขึ้นมาพิงกับเศษซากของแท่นหลอมศัสตรา เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ดวงตาสีเข้มที่เคยมองหาแต่ผลกำไร บัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดผวาเมื่อเขาลองโคจรสัมผัสวิญญาณเข้าไปสำรวจภายในร่างกายของตนเอง


จุดตันเถียน 丹田 (ตันเถียน) ซึ่งเป็นดั่งมหาสมุทรแห่งพลังชีวิตและศูนย์รวมแห่งการบำเพ็ญเพียร บัดนี้แห้งผากและเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวลุกลามไปทั่วราวกับเครื่องปั้นดินเผาที่ถูกค้อนเหล็กทุบอย่างไร้ปรานี! ไม่มี ปราณเซียนแท้ 真仙气 (เจินเซียนชี่) แม้แต่หยดเดียวหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน มีเพียงความว่างเปล่าอันแสนป่าเถื่อนที่กัดกร่อนรากฐานของเขาอย่างต่อเนื่อง


ทว่าสิ่งที่ทำให้อาเจียเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งกว่าจุดตันเถียนที่ร้าวราน คือเมื่อเขาถ่ายทอดสัมผัสวิญญาณเข้าไปตรวจสอบใน แหวนมิติ 空间戒指 (คงเจียนเจี้ยจื่อ) ของตนเอง...


"ว่างเปล่า... หมดเกลี้ยง... ไม่มีเหลือแม้อีแปะเดียว!"


อาเจียเบิกตากว้าง น้ำตาแห่งความรันทดเอ่อล้นออกมาอาบสองแก้ม "ศิลาปราณระดับล่าง 50,000 ก้อน... หยาดเหงื่อแรงกายที่ข้าเพียรพยายามหลอกขายของ... เอ้ย! ค้าขายมาอย่างสุจริต ถูกค่ายกลภาพฉายสูบไปจนหมดสิ้น! นี่ข้าลงทุนสร้างความตื่นตะลึงระดับแคว้น เพื่อแลกกับการเป็นคนถังแตกโดยสมบูรณ์เช่นนั้นรึ! สวรรค์! ท่านโหดร้ายเกินไปแล้ว! เจ็บตัวข้าไม่ว่า แต่ขาดทุนย่อยยับเช่นนี้ ข้ายอมตายเสียดีกว่า!"


เด็กหนุ่มทุบกำปั้นลงบนพื้นหินอย่างคับแค้นใจ ร้องไห้ฟูมฟายให้กับทรัพย์สินที่สูญเสียไปมากกว่าชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของตนเอง

(หยุดแหกปากโวยวายได้แล้ว เจ้าเด็กโง่เขลา!)


ฉับพลันนั้น เสียงอันทรงอำนาจ เยียบเย็น และแฝงไปด้วยความเก่าแก่ดุจมหาบรรพชนจากยุคโบราณกาล ก็ดังก้องกังวานขึ้นในห้วงจิตวิญญาณของอาเจียโดยตรง!


มู่เฉิน ปรมาจารย์จ้าวอักขระ ผู้เป็นดั่งตำนานที่ยังมีลมหายใจแห่งอดีตสำนักหมื่นอักขระ สื่อสารผ่านกระแสจิตเพื่ออบรมศิษย์รัก แน่นอนว่าตัวตนของเขาคือความลับสูงสุดที่ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้ จึงไม่มีร่องรอยของวิญญาณหรือแสงใดๆ ปรากฏออกมาให้เห็นภายนอกแม้แต่น้อย


(การฝืนดึงอำนาจของ อักขระหลิง 零 (หลิง) มาผสานเป็นค่ายกลภาพฉายข้ามทวีป ซ้ำยังแฝงเจตจำนงแห่งความว่างเปล่าเพื่อข่มขวัญประมุขระดับแก่นทองคำ ถือเป็นการท้าทายกฎเกณฑ์สวรรค์อย่างอุกอาจ!) น้ำเสียงของมู่เฉินเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและตำหนิอย่างรุนแรง (หากไม่ใช่เพราะเจ้ามีศิลาปราณ 50,000 ก้อนเป็นแหล่งพลังงานสังเวยล่ะก็ ภาชนะที่เปราะบางอย่างร่างกายมนุษย์ของเจ้า คงถูกผลสะท้อนลบตัวตนให้หายไปจากโลกนี้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว!)


"ข้า... ข้าทราบดีขอรับท่านอาจารย์..." อาเจียกระอักเลือดสีคล้ำออกมาเล็กน้อยก่อนจะใช้หลังมือเช็ดลวกๆ เขาฝืนฉีกยิ้มการค้าที่ดูน่าเกลียดที่สุดในชีวิต "แต่เพื่อเงิน 7,000,000 ก้อน... การลงทุนด้วยเลือดเนื้อและศิลาปราณทั้งหมดที่มี ถือว่าเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่ายิ่งนัก! ปัญหาคือ... ตอนนี้ข้าไม่มีเงินเหลือพอจะซื้อโอสถรักษาแผล หรือแม้แต่จะเช่าค่ายกลสำเร็จรูปมาป้องกันตัวเลยสักก้อนเดียว... ข้ากลายเป็นขอทานไปแล้วจริงๆ ขอรับ!"


ตึง... ตึง... ตึง...


เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่เกิดจากการกระทบกันของโลหะและศิลาดังขึ้นจากด้านหลัง หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) ร่างยักษ์สีทองอมดำที่สูงกว่าสามเมตร ก้าวเดินเข้ามาหาอาเจียด้วยท่วงท่าที่ดูน่าเกรงขามดุจราชันย์อเวจี ทว่าเมื่อดวงตาสีเพลิงประกายทองของมันจดจ้องมาที่เจ้านาย เสียงทุ้มต่ำดังกังวานที่ลอดออกมาจากช่องลำคอโลหะ กลับทำลายภาพลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์นั้นจนหมดสิ้น


"นายท่าน... สภาพของท่านในยามนี้ ช่างกลมกลืนกับสุนัขจรจัดข้างถนนยิ่งนักขอรับ" เจ้าสัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงความกวนโอ๊ยขั้นสุด "หากท่านทนพิษบาดแผลไม่ไหวและสิ้นใจไปตรงนี้ ข้าขออนุญาตนำกระดูกของท่านไปบดผสมกับแร่เหล็กอุกกาบาต เพื่อเสริมความเงางามให้ปีกของข้านะขอรับ ถือเป็นการทำประโยชน์ครั้งสุดท้ายของคนถังแตก ท่านจงจากไปอย่างสงบเถิด ไม่ต้องห่วงสมบัติ... เพราะท่านไม่มีเหลือแล้ว"


"ไอ้หุ่นกระป๋องทรพีปากสุนัข!" อาเจียของขึ้นทันที เขาพยายามจะยกเท้าเตะหน้าแข้งโลหะของเจ้าสัว แต่ความเจ็บปวดจากจุดตันเถียนก็แล่นริ้วจนเขาต้องทรุดตัวลงไปนอนกุมท้องอีกรอบ "ข้ายังไม่ตายโว้ย! และต่อให้ข้าตาย ข้าก็จะกลายเป็นผีเฝ้าทรัพย์ หลอกหลอนแกไม่ให้ได้ขัดปีกไปชั่วกัปชั่วกัลป์!"


ฟุ่บ!


ในจังหวะนั้นเอง เงามืดใต้ฝ่าเท้าของอาเจียก็เกิดการกระเพื่อมไหว 'เจ้าถุงเงิน' ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ไต่ขึ้นมาจากความมืดอย่างเงียบเชียบ กระดองผลึกใสสีรัตติกาลของมันสั่นระริก มันคลานขึ้นมาบนหน้าอกของเจ้านายอย่างระมัดระวัง ใช้ขาหน้าอันแหลมคมลูบแก้มอาเจียเบาๆ ราวกับจะออดอ้อนและปลอบประโลม ก่อนจะหันไปส่งเสียงขู่ฟ่อใส่เจ้าสัว ราวกับจะบอกว่า 'ห้ามแช่งเจ้านายของข้านะไอ้ก้อนเหล็กทึ่ม!'


อาเจียลูบหัวเจ้าถุงเงินด้วยความเอ็นดู "มีแต่แกนี่แหละที่รักข้าจริง... ไม่เหมือนไอ้ศิษย์ทรยศบางตัว" เขายกยิ้มเยาะเย้ยเจ้าสัว ก่อนที่สีหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและจริงจังในพริบตา


"ตาเฒ่าเหลยเซียวเป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือ มันยอมหักไม่ยอมงอเด็ดขาด" อาเจียพึมพำกับตัวเอง สายตาของนักธุรกิจผู้ช่ำชองเริ่มคำนวณความเสี่ยง "มันถูกลูบคมต่อหน้าชาวยุทธขนาดนั้น ไม่มีทางที่มันจะยอมเตรียมศิลาปราณเจ็ดล้านก้อนมาจ่ายข้าดีๆ แน่ ตรงกันข้าม... มันจะต้องส่งสุดยอดนักฆ่ามาลอบกัดข้าในคืนนี้ เพื่อปิดปากและชิงสมบัติที่มันคิดว่าข้าซ่อนไว้!"


(เจ้าคิดถูกแล้ว) เสียงของมู่เฉินดังก้องในหัว (ศัตรูกำลังเคลื่อนพลมา และในสภาพที่จุดตันเถียนของเจ้าร้าวรานเช่นนี้ เจ้าไม่อาจใช้ พู่กันนิรันดร์ 永恒之笔 (หย่งเหิงจือปี่) เพื่อดึงอำนาจจากอักขระหลิงได้อีกต่อไป หากเจ้าฝืนใช้แม้อีกเพียงครั้งเดียว ร่างกายของเจ้าจะระเบิดเป็นเศษเนื้อทันที... เจ้าจะรับมือพวกมันอย่างไร ในเมื่อปราศจากทั้งพลังและเงินตรา?)


"วิถีแห่งพ่อค้า... เมื่อขาดทุนก็ต้องหาทางคืนทุนให้ไวที่สุดขอรับ!"


อาเจียกัดฟันกรอด เขาลากสังขารที่สะบักสะบอมคลานเข้าไปยังกองเศษเหล็กและซากปรักหักพังบริเวณมุมลานหลอมศัสตรา สองมือที่สั่นเทาเริ่มขุดคุ้ยหา ชิ้นส่วนพยนต์ 神机 (เสินจี) และ ศัสตราประกอบ 组合法器 (จู่เหอฝ่าชี่) ที่เขาเคยทดลองสร้างแล้วล้มเหลว หรือชิ้นส่วนที่เสื่อมสภาพจากการใช้งาน


"ในเมื่อข้าไม่มีเงินเช่าค่ายกลสำเร็จรูป และไม่มีปราณพอจะจารึกอักขระใหม่ ข้าก็จะใช้ของเหลือทิ้งพวกนี้แหละ!" ดวงตาของเด็กหนุ่มวาวโรจน์ไปด้วยความงกและความแค้น "ข้าจะนำ กลวิธาน 天机 (เทียนจี) มาผสานกับ บัญชาอักขระ 符文指令 (ฝูเหวินจื่อลิ่ง) ที่ยังหลงเหลือพลังงานตกค้างอยู่ สร้างเป็นดงกับดักมรณะต้อนรับพวกมัน!"


อาเจียสั่งให้เจ้าสัวแบกเศษเสาหินและท่อนเหล็กหนักอึ้งไปวางตามจุดต่างๆ รอบทางเข้าหุบเขา ขณะที่เจ้าถุงเงินทำหน้าที่ขึงใยล่องหนอาบยาพิษเชื่อมต่อระหว่างกลไกฟ้าแต่ละจุดอย่างแนบเนียน


"ใครก็ตามที่กล้าบุกเข้ามาเหยียบถิ่นของมหาเศรษฐีในยามวิกาล..." อาเจียแสยะยิ้มอำมหิตขณะฝังเศษกระบี่ที่สลักอักขระระเบิดเพลิงลงใต้ดิน "ข้าจะรีดไถพวกมันให้หมดตัว! ค่าเหยียบหญ้า ค่าสูดอากาศ ค่าทำขวัญที่ทำให้ข้าตกใจ... พวกมันต้องจ่ายด้วยแหวนมิติและชีวิตของพวกมันทั้งหมด!"


ความมืดมิดเริ่มกลืนกินหุบเขาพันอักขระ สายลมหนาวพัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นอายแห่งความตายที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางลานหลอมศัสตรา มีหุ่นกลศิลายืนตระหง่านอยู่เบื้องหลัง และแมงมุมเงาซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดใต้ฝ่าเท้า


มหาเศรษฐีถังแตกกำลังรอคอย... รอคอยให้เหยื่อผู้โชคร้ายก้าวเท้าเข้ามาสู่ดงมรณะที่ถูกถักทอขึ้นด้วยความงกและความแค้นอันไร้ขีดจำกัด! ค่ำคืนแห่งการนองเลือดและการปล้นชิงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!