ดวงตาของจูเกาเซวียนเข้มขึ้น ระยะห่างระหว่างปลายนิ้วกับร่างนางหดสั้นลงในพริบตาเดียว แต่ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือถึง ซูอันหนิงก็หันกลับมา ฝ่ามือน้อย ๆ ของนางเหวี่ยงฟาดมาที่อกซ้ายของเขาอย่างตั้งใจ
ดวงตาคมหรี่แคบ กลิ่นอายรอบกายแปรเปลี่ยนไปในบัดดล เขากางฝ่ามือรับพร้อมผนึกกำลังภายในต้านทาน หลังจากนั้นคือการตอบโต้ของร่างกายที่เคลื่อนไหวไปเอง
เสียงโครมดังขึ้น รถม้าะเือย่างรุนแรง ท่ามกลางเสียงหายใจหอบก็มีแต่เสียงไม้เสียดสีดังแอ๊ด ๆ เท่านั้น
เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้วถึงได้พบว่าพระชายาถูกกดไว้บนพื้นรถม้า แน่นิ่งไม่ขยับ...
ทว่าที่ฝ่ามือนั้นของนางกลับไม่มีกำลังภายในแม้สักส่วนเสี้ยว นอกจากกระดาษแผ่นหนึ่งที่ค่อย ๆ ปลิวลงบนพื้น... อย่างช้า ๆ
เส้นเืข้างขมับของจูเกาเซวียนปูดนูน เหงื่อค่อย ๆ ผุดซึมออกมา ลมหายใจติดขัดราวกับมีก้อนหินขวางกั้นอยู่
กระดาษใบนั้นหงายขึ้น ตัวอักษรจากหมึกดำบนกระดาษขาวแจ่มชัด
ร่างสูงใหญ่ของเขาพลันสั่นสะท้าน รีบปล่อยมือจากคนใต้ร่างประหนึ่งถูกหวดแยกด้วยแส้หนังเส้นยาว
บัดซบ !
ในหูของเขาอื้ออึงด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายแข็งทื่อ
ข้า... พลาดอีกแล้ว !
ภายในรถม้ามีความเคลื่อนไหวใหญ่โตเพียงนี้ คนขับรถกลับบังคับม้าให้มุ่งหน้าสู่จวนฮั่นอ๋องอย่างใจเย็น
กระดาษจดหมายแผ่นนั้น มีข้อความเขียนไว้ด้วยลายมือเล็กบางเป็ระเบียบ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ลายมือของสตรีอย่างไม่ต้องสงสัย
“หากข้าต้องกลายเป็อนุผู้อื่น ท่านจะทำเช่นไร เป็อนุของผู้ใดก็เป็เหมือนกัน ขอเพียงท่านเอ่ยปาก”
ข้อความจบลงเพียงเท่านั้น ไม่มีประโยคอื่นเพิ่มเติมแล้ว
กระนั้นเพียงเท่านี้ก็มากเกินพอ ที่จะทำให้ชีวิตของคนคนหนึ่ง ปั่นป่วนวุ่นวายไม่รู้จบ
“ท่านช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าน้อยรับฟังได้หรือไม่” เกาเฉินผิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงฉงน
“เหตุใดยามนั้น ท่านต้องเข้าไปยื้อแย่งกระดาษแผ่นหนึ่งกับหวงจื่อเฟยด้วย”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว ตอบเสียงขุ่น “ข้าคิดว่าเป็จดหมายลับ !”
ที่ปรึกษาหนุ่มหัวเราะเบา ๆ เขาเคาะพัดกับฝ่ามือแล้วหรี่ตาถามว่า “ท่านจึงได้ทุ่มสุดตัว แม้ต้องตีหวงจื่อเฟยให้สลบก็ต้องชิงเอาจดหมายฉบับนั้นมาให้ได้หรือ”
“ข้าไม่ได้ตีนาง” จูเกาเซวียนปฏิเสธทันควัน แววตาขุ่นขวางอย่างคนที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม
“ตอนนั้น...ข้าเข้าใจผิด คิดว่านางจะซัดฝ่ามือใส่ข้า” น้ำเสียงของเขาค่อย ๆ เบาลงใตอนท้าย “ข้าตอบสนองไปโดยไม่ตั้งใจ”
“นี่ ๆ ๆ จะต่างจากคืนเข้าหออย่างไร” เกาเฉินผิงเดินวนเป็วงกลม ท่าทางร้อนใจกว่าองค์ชายรองเสียอีก
เขาหยุดเดินแล้วหันมาถามเสียงต่ำ “แต่ครั้งนี้แย่กว่านั้นรู้หรือไม่ เพราะในสายตาหวงจื่อเฟย ท่านทำให้นางาเ็ เพื่อแย่งจดหมายของสตรีอื่น แล้วสตรีนางนั้นยังเป็คู่หมายเดิมของท่านด้วย”
“เลิกถากถางข้า แล้วบอกมาว่าต้องทำอย่างไร !” องค์ชายรองกล่าวเสียงแข็ง ใบหน้าแดงก่ำ
เกาเฉินผิงเคาะพัดกับฝ่ามือเป็จังหวะ ก่อนจะถอนใจยาวกล่าวว่า “ท่านอาจต้องใช้แผนชายงามแล้วกระมัง นอกจากการง้ออย่างตรงไปตรงมาแล้ว ข้าน้อยก็คิดวิธีอื่นไม่ออกจริง ๆ”
จูเกาเซวียนคว้าเทียบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาปาใส่เกาเฉินผิงอย่างฉุนเฉียว “พรุ่งนี้ข้าต้องเดินทัพไปปราบชนเผ่าทางเหนือแทนเสด็จพ่อ เ้ากลับจะให้ข้า...ให้ข้า...”
ที่ปรึกษาหนุ่มะโหลบง่าย ๆ ปากก็พูดไม่หยุด “ข้าไม่ได้บอกให้ท่านเข้าหอกับหวงจื่อเฟยคืนนี้เสียหน่อย คนเป็สามีภรรยากัน แต่งงานแล้วแยกห้องนอนเช่นนี้ ใช้ได้หรือ ?”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว ใบหน้าบึ้งตึง เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเป็จังหวะ แหวนหยกขาวมันแพะกระทบผิวโต๊ะเสียงดังกังวาน เื่การแยกห้องนอนนี้เป็ปัญหาจริง ๆ
เมื่อจุดเริ่มต้นมันผิดเพี้ยน ก้าวต่อไปก็ยากที่จะเดินให้ตรงได้อีก เขานอนห้องหนังสือมานาน จู่ ๆจะให้หอบผ้าเข้าไปนอนในห้องบรรทมหลัก มันต้องมีข้ออ้างไม่ใช่หรือ
ไม่ว่าจะใช้เหตุผลข้อใด ก็ล้วนกระทบต่อความองอาจของชายชาติทหารของเขาทั้งสิ้น
เกาเฉินผิงก้มเก็บเทียบหนังสือขึ้นมาถือไว้ เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “แล้วตกลงท่านจะรับคุณหนูจาง...”
“ไสหัวไป !”
ครั้งนี้ที่มาพร้อมกับเสียงบริภาษคือม้วนหนังสือ เกาเฉินผิงเบี่ยงตัวหลบ แล้วรีบเผ่นออกมาจากห้องทันที
เมื่อเดินพ้นออกมาจากประตู ก็พบว่าจางเจี้ยนกำลังยืนเม้มปากแหงนหน้ามองมองเพดานอยู่ทางซ้าย ข้างประตูฝั่งขวาหลี่เหวินิยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น แต่เหงื่อกลับค่อย ๆ ไหลลงมาข้างขมับ
เกาเฉินผิงมองคนคู่นี้ไปมาก่อนจะบ่นเบา ๆ “แต่ละคนไม่ต่างจากท่อนไม้ องค์ชายรองไม่ฟังข้า แล้วจะฟังใคร”
พูดจบก็คลี่พัดออกโบกเบา ๆ แล้วเดินร่ายบทกวีจากไป
ซูอันหนิงฟื้นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย พบว่าตนเองกลับมานอนที่ห้องนอนเดิมอีกแล้ว
แววตาว่างเปล่าของนางกวาดผ่านผ้าม่านสีชมพูเหนือศีรษะที่ถูกเปลี่ยนใหม่เมื่อสองวันก่อน
จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าสีนี้เสียดแทงั์ตายิ่งนัก ผ่านมาเจ็ดราตรีแล้ว เ้าบ่าวไม่โผล่หน้ามาสักคืน เรือนกว้างเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเอง
“ผู้ชายมันก็ห่วยแตกทั้งนั้น !” นางผรุสวาทออกมาพร้อมกับฟาดกำปั้นลงบนที่นอน
ไม่คิดว่าทันทีที่ทุบลงไป ท่อนแขนข้างนั้นจะเจ็บแปลบขึ้นมา นางสะดุ้งโหยงผุดลุกขึ้นมานั่งประคองแขนข้างที่เจ็บพลางร้องครวญเบา ๆ มองรอยช้ำที่แขนด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ในอกสุมไว้ด้วยเพลิงโทสะ
สามีแบบนี้จะต้องทนอยู่ด้วยหรือ เอะอะก็ใช้กำลัง อยู่กันนานไปจะไม่ยกอาวุธฟันใส่ข้าหรือไร
“ตอนนี้ข้ามีบ้านให้กลับแล้ว จะกลัวการหย่าร้างแค่นี้หรือไร !”
ซูอันหนิงสูดหายฮึดฮัดพลางเดินไปทางห้องปีกฝั่งซ้ายซึ่งเป็ห้องอ่านหนังสือขององค์ชายรอง แววตามุ่งมั่นตัดสินใจแน่วแน่
ห้องนั่นนอกจากหนังสือ ก็มีสมบัติทั้งสี่[1]ครบ
นางดึงกระดาษออกมา แล้วเริ่มฝนหมึก หยิบพู่กันออกมาจุ่มหมึกเบา ๆ ปลายพู่กันแตะลงบนกระดาษแล้วลากเส้น หมึกซึมกระจายจากเส้นใหญ่กลายเป็เส้นมหึมา
ซูอันหนิงขมวดคิ้ว ความไม่ได้ดังใจทำให้ในอกอึดอัดไปหมด นางต้องเปลี่ยนวิธีถือพู่กันใหม่แล้วปลุกปล้ำพยายามเขียนหนังสือหย่าอยู่นาน แต่สิ่งที่ได้กลับมา มีเพียงรอยเส้นยึกยือ ดูไม่ได้ยิ่งกว่าลายมือเด็กสามขวบเสียอีก
“ปกติเ้าชอบบรรเลงดนตรีโดยไม่บอกกล่าวข้าไม่ใช่หรือ เหตุใดตอนนี้จึงไม่ช่วยข้าเขียนหนังสือหย่าเล่า !” นางต่อว่าเ้าของร่างเดิมอย่างฉุนเฉียว
“จูเกาเซวียน ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นแอบไปกุ๊กกิ๊กกับหญิงอื่น ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะเหยียบขึ้นมาบนหน้าของเ้าอยู่แล้วนะ จะยังเก็บเขาไว้ทำไม !”
หญิงสาววางพู่กันลง มองหมึกที่เปื้อนกระดาษเป็ดวง ๆ ด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ใบหย่านี้ข้าจะต้องเขียนให้ได้
ซูหวงจื่อเฟย...เ้าไม่อยากหย่า
แต่ข้าจะหย่า !
นางตบโต๊ะแล้วเดินวนรอบห้อง ดวงตาคมปลาบค้นหา ลมหายใจดังฟืดฟาด กระทั่งเหลือบไปเห็นชุดเกราะทหารซึ่งแขวนไว้บนหุ่นไม้ที่มุมหนึ่งของห้อง จึงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ
นางมองขนหางนกยูงที่ติดอยู่บนหมวกศึกนานมาก...
ขนหางนกยูงเส้นนี้ เหมาะยิ่งนัก !
[1] สมบัติทั้งสี่แห่งห้องหนังสือ มี พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก และกระดาษ