จารึกที่ 375 : สถาปนารากฐานคืนถิ่น : ชีพจรศิลาหล่อหลอมเต๋า
แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมากระทบยอดเขาสลับซับซ้อนของหุบเขาศิลาจารึก ขับไล่ความมืดมิดและเงาทะมึนที่เคยกดทับจิตใจของผู้คนออกไปจนสิ้น สายลมพัดผ่านหอบเอาความสดชื่นของมวลพฤกษาที่เพิ่งได้รับการชุบชีวิตจากปราณบริสุทธิ์มาโอบล้อมพื้นที่ ทว่าท่ามกลางความงดงามของธรรมชาติที่หวนคืน ป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์ยังคงลอยตระหง่านอยู่เหนือหุบเขา ประดุจปราการเหล็กกล้าที่คอยประกาศย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย
ศิษย์สำนักแสงทองกำราบได้เร้นกายหายไปจากหุบเขาจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงสิ่งปลูกสร้างหรูหราที่สร้างทับซ้อนร่องรอยของอารยธรรมเดิม ทว่าสำหรับอาเจียและสหาย ตำหนักสีทองอร่ามเหล่านั้นหาได้มีค่าอันใดในสายตาของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาแสวงหา คือรากฐานที่ฝังลึกอยู่ใต้ฝ่าเท้าต่างหาก
บนลานกว้างหน้าตำหนักประธานของเกาะลอยฟ้า อาเจียยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองลงไปยังแผ่นดินเบื้องล่าง อาภรณ์สีครามของชายหนุ่มพลิ้วไหวแผ่วเบา ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาบ้าง ทว่าความหนักอึ้งในแขนขวาที่หลอมรวมกับมวลธาตุดั้งเดิมยังคงเรียกร้องการปรับสมดุลอย่างต่อเนื่อง
"ป้อมปราการแห่งนี้ล่องลอยอย่างไร้จุดหมายมาเนิ่นนาน" อาเจียเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขากังวานและเปี่ยมด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง "วันนี้... มันจะได้หยั่งรากลงบนผืนดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรพชนเสียที"
"จะนำเกาะนี้ลงจอดหรือ อาเจีย?" เฟิงอี้หรานก้าวเข้ามาเคียงข้าง ทอดสายตามองหุบเขาเบื้องล่าง "พื้นที่ยอดเขาของสำนักแสงทองกำราบ แม้จะกว้างขวาง ทว่าก็ไม่อาจรองรับขนาดของป้อมปราการเราได้ทั้งหมด หากวางทับลงไป รังแต่จะบดขยี้ภูเขาให้ราบเป็นหน้ากลอง"
"ผู้บัญญัติความจริง ย่อมไม่ทำลายโครงสร้างของธรรมชาติเพื่อความสะดวกสบาย" อาเจียแย้มยิ้มบางเบา ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏในกำมือ แสงสีดำสนิทจากหยาดหมึกหยดแรกที่ซึมซาบอยู่ภายในปลายขนพู่กัน เปล่งประกายลึกล้ำ "เราจะไม่นำเกาะวางทับขุนเขา ทว่าเราจะสร้าง 'ราก' ให้แก่เกาะลอยฟ้า... ดึงโครงสร้างของแผ่นดินขึ้นมาโอบอุ้มมันไว้"
อาเจียหันไปหาสหายทั้งห้า ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความเด็ดขาดในการแบ่งหน้าที่ "พี่มู่หลาง อี้หราน พวกท่านนำพยนต์ศิลาจำนวนห้าพันตัว กระจายกำลังออกไปยึดครองจุดยุทธศาสตร์ทั้งสี่ทิศของหุบเขา รื้อถอนค่ายกลสัมผัสปราณของสำนักแสงทองกำราบทิ้งเสีย และฝังศิลาจิตบรรพกาลลงไปเพื่อสร้างแนวป้องกันใหม่ ข้าต้องการให้หุบเขานี้กลายเป็นดินแดนปิดตายที่สายตาของสวรรค์มิอาจสอดแนม"
"รับคำสั่ง!" ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานประสานมือคารวะอย่างขึงขัง ก่อนจะทะยานร่างลงจากเกาะลอยฟ้า พร้อมกับนำพากองทัพพยนต์ศิลาสีดำทะมึนห้าพันตัวดิ่งลงสู่เบื้องล่างประดุจสายฝนดาวตก
"ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเอ๋อร์..." อาเจียหันมาหาสตรีทั้งสาม "พวกเจ้าจงเตรียมพร้อมรักษาเสถียรภาพของเกาะ การเชื่อมต่อป้อมปราการเข้ากับชีพจรของฟ้าดิน จะก่อให้เกิดการสั่นพ้องของมวลธาตุอย่างรุนแรง อย่าให้สิ่งปลูกสร้างบนเกาะนี้ได้รับความเสียหายแม้แต่รอยขีดข่วนเดียว"
เมื่อสหายทุกคนประจำตำแหน่ง อาเจียก็รวบรวมสมาธิ ทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิกลางลานศิลา ชายหนุ่มหลับตาลง รีดเค้นเจตจำนงแห่งวิถีสูญตา (零) ผ่านพู่กันนิรันดร์ในมือซ้าย ในขณะที่มือขวากดทาบลงบนพื้นเกาะ ถ่ายเทความหนักอึ้งของมวลธาตุดั้งเดิมให้ไหลลึกลงไปในแกนกลางของเตาหลอมดารา
"ชีพจรหมื่นอักขระที่หลับใหลอยู่ใต้บาดาล..." อาเจียส่งกระแสจิตอันลึกล้ำทะลวงผ่านชั้นหินและดินลงไปเบื้องล่าง "จงตื่นขึ้น และตอบรับเจตจำนงของผู้ขีดเขียน!"
ชายหนุ่มตวัดพู่กันนิรันดร์ขึ้นสู่ฟากฟ้า วาดเส้นสายอักขระ 'ร้อยรัดฟ้าดิน' ขนาดมหึมา!
*ครืนนนนน!*
แผ่นดินทั่วทั้งหุบเขาศิลาจารึกสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่ามิใช่การสั่นสะเทือนแห่งการทำลายล้างดังเช่นค่ายกลของจินฮ่วน มันคือการสั่นพ้องแห่งชีวิต! ลึกลงไปใต้ผืนดินหลายพันจั้ง เส้นสายอักขระสีเงินยวงนับล้านเส้นที่ประกอบกันเป็น 'ชีพจรหมื่นอักขระ' สว่างวาบขึ้น พวกมันรับรู้ถึงคลื่นความถี่ของหยาดหมึกหยดแรกที่อาเจียครอบครองอยู่
รอยแยกบนพื้นดินเปิดออกอย่างนุ่มนวล ลำแสงสีเงินยวงที่อัดแน่นไปด้วยมวลความรู้และปราณฟ้าดินบริสุทธิ์ พุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้หล้าประดุจมังกรที่ผงาดขึ้นจากมหาสมุทร ลำแสงเหล่านั้นมิได้พุ่งทะลวงทำลายสิ่งใด ทว่าพวกมันพุ่งตรงขึ้นมาโอบรัดรากฐานของป้อมปราการหมื่นอักขระ!
เส้นสายอักขระสีเงินยวงหลายแสนเส้น ถักทอประสานเข้ากับเถาวัลย์ศิลาของเย่ปิงอวิ๋น และรากฐานของเตาหลอมดารา พวกมันแปรสภาพเป็น 'เสาศิลาโปร่งแสง' ขนาดมหึมาหลายสิบต้น ค้ำยันเกาะลอยฟ้าจากใต้ผืนดิน เชื่อมต่อเกาะยักษ์เข้ากับขุนเขาเบื้องล่างอย่างสมบูรณ์แบบ
ป้อมปราการหมื่นอักขระมิได้ล่องลอยอย่างไร้รากอีกต่อไป บัดนี้มันกลายเป็นวิหารลอยฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหุบเขา โดยมีเสาแห่งแสงอักขระคอยดึงดูดมวลธาตุจากชีพจรดินขึ้นมาหล่อเลี้ยงอย่างไม่ขาดสาย
"สมบูรณ์แบบ..." มู่เฉินที่ลอยตัวเฝ้ามองอยู่บนหอคัมภีร์ ลูบเครายาวด้วยความปีติ "การสถาปนารากฐานด้วยการตีความเส้นสายของชีพจรดิน แทนที่จะใช้กำลังบีบบังคับ อาเจีย... ความเข้าใจในวิถีเต๋าของเจ้า ก้าวข้ามขอบเขตที่ตัวเจ้าเองคาดคิดไปไกลแล้ว"
เมื่อการเชื่อมต่อเสร็จสิ้น ความกดดันที่เคยกดทับโครงสร้างของเกาะก็มลายหายไป อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้น ผ่อนลมหายใจยาว ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนขึ้นมาจากแผ่นดิน ผ่านเสาแสงอักขระ เข้ามาโอบล้อมร่างกายของเขา
"ความเหนื่อยล้ากำลังถูกชำระล้าง..." อาเจียก้มมองท่อนแขนขวา รอยปริแตกบนผิวหนังที่เคยหลั่งโลหิต บัดนี้เริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างเชื่องช้า ชีพจรหมื่นอักขระกำลังถ่ายเทความรู้และเจตจำนงแห่งอดีตกาล มาช่วยเยียวยาปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่เขาสะสมไว้
ทว่า อาเจียรู้ดีว่าการรักษาตนเองเพียงผู้เดียวมิใช่เป้าหมายสูงสุด ชายหนุ่มส่งกระแสจิตเรียกสหายทั้งห้าให้กลับมารวมตัวกันที่ลานประธาน
เพียงไม่นาน ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานก็ทะยานร่างกลับมาพร้อมรอยยิ้มแห่งความสำเร็จ "แนวป้องกันรอบนอกถูกจัดวางเรียบร้อยแล้ว หุบเขานี้ถูกปิดตายด้วยเจตจำนงของพยนต์ศิลา แม้แต่มดสักตัวก็ไม่อาจเล็ดลอดสายตาพวกเราไปได้" อี้หรานรายงาน
หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ก็เดินเข้ามาสมทบ ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงมวลความหนาแน่นของปราณอักขระที่ไหลเวียนอยู่บนเกาะลอยฟ้า มันบริสุทธิ์และลึกล้ำจนทำให้ทารกวิญญาณของพวกเขาสั่นพ้องด้วยความกระหาย
"พวกเจ้าจงนั่งลง" อาเจียผายมือเชิญสหายทั้งห้า ใบหน้าของเขาเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนทว่าแฝงความจริงจัง "ชีพจรหมื่นอักขระที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าเรานี้ มิใช่เพียงแหล่งพลังงานที่จะสูบขึ้นมาเพิ่มพูนขอบเขตพลัง ทว่ามันคือ 'แม่น้ำแห่งความรู้' ของเหล่าผู้บัญญัติความจริงในยุคอดีตกาล ทุกหยดหยาดของมันคือเส้นสายอักขระที่แฝงไปด้วยเจตจำนงที่แตกต่างกัน"
อาเจียทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิตรงหน้าทุกคน "หากพวกเจ้าดึงดันสูบกลืนมันอย่างตะกละตะกลาม ทารกวิญญาณของพวกเจ้าย่อมถูกความรู้เหล่านั้นบดขยี้จนวิกลจริต การจะตักตวงจากชีพจรนี้ พวกเจ้าต้อง 'ตีความความนัย' ของมัน ให้สอดคล้องกับวิถีเต๋าของพวกเจ้าเอง... วันนี้ ข้าจะเบิกทางให้พวกเจ้าได้สื่อสารกับแผ่นดิน"
ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวเปล่า เขายกพู่กันนิรันดร์ขึ้น ตวัดวาดอักขระ 'นำทาง' ลงบนอากาศธาตุ ก่อนจะประทับมันลงบนหน้าผากของสหายทั้งห้าอย่างแผ่วเบา
"เปิดทารกวิญญาณของพวกเจ้าเสีย และจงค้นหาเส้นสายที่ตอบรับกับเจตจำนงของพวกเจ้าเพียงหนึ่งเดียว!"
สหายทั้งห้าหลับตาลง โคจรปราณและเปิดรับสัมผัสทางวิญญาณ ทันทีที่จิตของพวกเขาเชื่อมต่อกับชีพจรหมื่นอักขระเบื้องล่าง ห้วงการรับรู้ของพวกเขาก็ถูกดึงเข้าสู่มหาสมุทรแห่งเส้นสายสีเงินยวงนับล้านเส้นที่ไหลทะลักอย่างบ้าคลั่ง!
ฉินมู่หลางผู้ยึดมั่นในวิถีกระบี่ สัมผัสได้ถึงความสับสนวุ่นวาย ทว่าในความยุ่งเหยิงนั้น ยอดกระบี่หนุ่มสัมผัสได้ถึงเส้นสายกลุ่มหนึ่งที่เฉียบคมและดุดันประดุจคมหอกคมดาบ
"กระบี่ของข้า คือการขีดเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและตาย..." มู่หลางพึมพำในห้วงสมาธิ "เส้นสายแห่งการตัดขาดและทำลายล้างเหล่านี้... คือสิ่งที่กระบี่ของข้าแสวงหา!"
เจตจำนงแห่งกระบี่ของมู่หลางพุ่งตรงเข้าผสานกับ 'อักขระวิถีสังหาร' ที่แฝงอยู่ในชีพจรดิน รังสีอำมหิตสีขาวโพลนรอบกายของยอดกระบี่หนุ่มเริ่มควบแน่น มันไม่ได้ขยายตัวใหญ่ขึ้น ทว่ามันหดเล็กลงจนกลายเป็นเส้นด้ายที่มองแทบไม่เห็น ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายที่สามารถตัดขาดมิติได้เพียงแค่ขยับความคิด
ทางด้านเฟิงอี้หราน ดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิงไม่ได้มองหาความเฉียบคม ทว่าจิตวิญญาณของเขาแหวกว่ายไปในกระแสความร้อนระอุที่ซ่อนตัวอยู่ก้นบึ้งของชีพจร
"อัคคีบรรพกาลของตระกูลเฟิง มิใช่การเผาผลาญเพื่อทำลาย ทว่าคือการชำระล้างเพื่อก่อเกิดใหม่..." อี้หรานยิ้มมุมปาก เขาใช้เปลวเพลิงในทารกวิญญาณโอบรัด 'อักขระวิถีหลอมละลาย' เข้ามาเป็นของตน เปลวเพลิงสีแดงอมทองที่เคยเกรี้ยวกราด บัดนี้กลับสงบนิ่งและลึกล้ำประดุจดวงตะวันที่หลับใหล ทว่าความร้อนที่ซ่อนอยู่ภายในกลับทวีคูณขึ้นจนน่าสะพรึงกลัว
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋น ผู้เป็นดั่งเกราะคุ้มภัยของกลุ่ม ต่างก็ค้นพบวิถีของตนเองอย่างรวดเร็ว ชิงเสวี่ยดึงเอา 'อักขระวิถีพื้นที่' มาผสานเข้ากับค่ายกลมิติพับซ้อน ทำให้นางสามารถย่นระยะทางหรือขยายพื้นที่ว่างเปล่าได้ดั่งใจนึก ส่วนปิงอวิ๋นซึมซับ 'อักขระวิถีฟื้นฟูและรากฐาน' ทำให้เถาวัลย์ศิลาของนางมิใช่เพียงอาวุธที่แข็งทื่อ ทว่ามีชีวิตและสามารถดูดซับปราณจากแผ่นดินมาเยียวยาสหายได้ในพริบตา
และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ดรุณีน้อยผู้ครอบครองเนตรดารา นางมิได้ไขว่คว้าเส้นสายใดเป็นพิเศษ ทว่านางปล่อยให้ดวงตาของนางลอยล่องไปเบื้องบน สัมผัสกับภาพรวมของการไหลเวียนทั้งหมด นางดึงเอา 'อักขระวิถีวงโคจร' มาผสานกับดวงตา รอยสักกลุ่มดาวรอบดวงตานางสว่างวาบ ทำให้วิสัยทัศน์ของนางก้าวข้ามข้อจำกัดของกาลเวลาและมิติ นางสามารถคาดเดาความน่าจะเป็นของการโจมตีศัตรูได้ล่วงหน้าถึงสามลมหายใจ!
อาเจียนั่งเฝ้ามองสหายทั้งห้าที่กำลังลอกคราบทางจิตวิญญาณด้วยความยินดี การดึงพลังจากชีพจรหมื่นอักขระมาใช้อย่างถูกต้อง ทำให้รากฐานของทุกคนแข็งแกร่งขึ้นจนก้าวข้ามขีดจำกัดของขอบเขตเซียนมนุษย์ขั้นสูงสุดไปแล้ว พวกเขากำลังก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตที่สามารถบัญญัติกฎเกณฑ์แห่งเต๋าของตนเองได้
เมื่อมั่นใจว่าสหายทุกคนก้าวเข้าสู่สภาวะแห่งการหยั่งรู้ที่เสถียร อาเจียก็ค่อยๆ ดึงสติกลับมาที่ตนเอง ชายหนุ่มหลับตาลง ปล่อยให้มวลธาตุอันหนักอึ้งในแขนขวา เชื่อมต่อกับชีพจรหมื่นอักขระอย่างเต็มกำลัง
ทว่า สิ่งที่อาเจียแสวงหา มิใช่วิถีโจมตีหรือป้องกัน เขาคือผู้ถือพู่กันนิรันดร์ เขาคือศูนย์กลางของโครงข่ายทั้งหมด
"ชีพจรหมื่นอักขระเอ๋ย... เจ้ารอคอยมาเนิ่นนานเพียงใด เพื่อให้มีผู้มาขีดเขียนเจตจำนงที่แท้จริงของโลกใบนี้..."
จิตวิญญาณของอาเจียดำดิ่งลึกลงไปจนถึงแก่นกลางของหุบเขา เขาใช้ 'อักขระสูญตา' ลบล้างสิ่งเจือปนที่สำนักแสงทองกำราบเคยทิ้งไว้ และใช้หยาดหมึกหยดแรกในการ 'เขียนทับ' โครงสร้างของชีพจรทั้งหมด!
การกระทำนี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแสนสาหัสประดุจถูกม้าหมื่นตัวแยกสิบทิศ ทว่ามันคือการขัดเกลาร่างกายและวิญญาณให้กลายเป็น 'ภาชนะ' ที่สมบูรณ์แบบ อาเจียกัดฟันฝืนทน ปล่อยให้พลังแห่งอดีตกาลชำระล้างเส้นชีพจรที่เคยปริแตก ทุกรอยร้าวถูกเติมเต็มด้วยแสงสีเทาเงินยวง ร่างกายซีกซ้ายและซีกขวาที่เคยเสียสมดุล บัดนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ
ความมืดมิดของรัตติกาลค่อยๆ โรยตัวลงมาปกคลุมหุบเขาศิลาจารึก ทว่าป้อมปราการหมื่นอักขระกลับสว่างไสวด้วยกลิ่นอายแห่งการตระหนักรู้ที่พวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งแสงตะวันรุ่งอรุณเริ่มทอแสงที่ขอบฟ้า สหายทั้งห้าก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกัน กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกายของพวกเขา บัดนี้สงบนิ่งและลึกล้ำประดุจมหาสมุทรที่ซ่อนเกลียวคลื่นคลั่งไว้เบื้องล่าง พวกเขามิใช่ผู้ฝึกตนที่พึ่งพาเพียงปราณฟ้าดินอีกต่อไป ทว่าพวกเขาคือ 'ผู้บัญญัติวิถี' ในรูปแบบของตนเอง
อาเจียลืมตาขึ้นเป็นคนสุดท้าย ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน อาการบาดเจ็บเรื้อรังมลายหายไปจนสิ้น ท่วงท่าของเขาบัดนี้สง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจที่มองไม่เห็นประดุจสัจธรรมแห่งฟ้าดิน
"ยินดีด้วย สหายข้า" อาเจียประสานมือคารวะทุกคนด้วยรอยยิ้มจริงใจ "รากฐานของพวกเจ้า บัดนี้หยั่งลึกลงไปในวิถีเต๋าอย่างแท้จริงแล้ว แม้จะต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่ขอบเขตพลังสูงกว่า พวกเจ้าก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะท้าทายกฎเกณฑ์ของพวกมัน"
"ความรู้สึกนี้มัน... ราวกับว่าข้าสามารถควบคุมผืนดินรอบๆ ตัวได้ดั่งใจนึกเลยทีเดียว" เย่ปิงอวิ๋นแบมือออก เถาวัลย์ศิลาเส้นเล็กๆ งอกเงยขึ้นมาจากฝ่ามือของนางอย่างเป็นธรรมชาติ ไร้ซึ่งการรีดเค้นปราณอย่างยากลำบาก
"และข้าก็รู้สึกว่า กระบี่ของข้าหิวกระหายที่จะได้ทดสอบกับสิ่งที่มีความหนาแน่นกว่ามวลอากาศธาตุ" ฉินมู่หลางนัยน์ตาทอประกายวาววับ
"ความหิวกระหายของท่าน จะไม่รอนานหรอก พี่มู่หลาง" อาเจียหันไปมองขอบฟ้าทิศอุดร สายตาของเขาทะลุผ่านหมู่เมฆ มุ่งตรงไปยังความมืดมิดที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา "การที่เรายึดครองหุบเขา และดึงพลังจากชีพจรดินอย่างเปิดเผย ย่อมเป็นดั่งกองเพลิงที่จุดขึ้นกลางรัตติกาล วิหารเทพอนันตกาลย่อมไม่อาจนั่งมองพวกเราเจริญรุ่งเรืองได้อีกต่อไป"
เฟิงหลิงเอ๋อร์กระโดดขึ้นไปยืนบนขอบระเบียง เนตรดาราของนางสอดส่องไปยังขอบฟ้าทิศเดียวกัน สีหน้าของดรุณีน้อยเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"อาเจีย... ห่างออกไปห้าพันลี้ ข้ามองเห็นเรือรบเหาะเหินจำนวนหลายสิบลำ ลำตัวเรือสลักตราสัญลักษณ์ดวงตะวันสีเลือด! พวกมันมิใช่สำนักแสงทองกำราบที่หนีไป... ทว่าพวกมันคือ 'กองทัพวิหารตะวันทมิฬ' หนึ่งในสามกองกำลังหลักที่รับใช้ใกล้ชิดวิหารเทพอนันตกาล! พวกมันกำลังเคลื่อนพลเต็มอัตราศึก มุ่งหน้ามาทางหุบเขานี้!"
ข่าวการมาเยือนของกองทัพใหญ่ มิได้ทำให้บรรยากาศบนป้อมปราการหมื่นอักขระตื่นตระหนกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม รอยยิ้มแสยะกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสหายทุกคน
เฟิงอี้หรานตวัดแส้เพลิงดังขวับ "วิหารตะวันทมิฬงั้นหรือ... ช่างเป็นชื่อที่ท้าทายเปลวเพลิงของข้ายิ่งนัก! พวกมันคิดว่าการส่งกองทัพใหญ่มา จะทำให้พวกเราหวาดกลัวและวิ่งหนีหางจุกตูดเหมือนเมื่อก่อนสินะ"
"พวกมันก้าวเข้ามาผิดเวลาเสียแล้ว" ฉินมู่หลางก้าวออกมายืนเคียงข้างอาเจีย "การหนีตายสิ้นสุดลงตั้งแต่วินาทีที่เราหยั่งรากลงบนแผ่นดินนี้"
อาเจียทอดสายตามองกองทัพพยนต์ศิลาหนึ่งหมื่นตัว ที่ยืนเรียงรายรักษาการณ์อยู่ตามขอบเกาะและหุบเขาเบื้องล่าง ดวงตาสีเทาเงินยวงของพวกมันพร้อมที่จะรับคำสั่งสังหาร ชายหนุ่มยกมือไพล่หลัง ท่วงท่าสงบเยือกเย็นประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงความอันตรายถึงขีดสุด
"สวรรค์ชอบอ้างความชอบธรรมในการปราบปรามกบฏ... เช่นนั้น เราก็จะใช้หุบเขาแห่งนี้ เป็นลานประหารเพื่อสั่งสอนให้พวกมันรู้ว่า... กบฏที่แท้จริง คือผู้ที่พยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ต่างหาก"
อาเจียหันมาสบตากับมิตรสหายทุกคน น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยเจตจำนงแห่งการต่อต้านที่ไม่มีวันคลอนแคลน "สหายเอ๋ย... จงเตรียมตัวต้อนรับแขกผู้มาเยือน มหรสพแห่งการทวงคืนแผ่นดิน ได้เปิดม่านขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!"
กองทัพผู้ถูกลบนามได้หยั่งรากสร้างฐานที่มั่นอย่างสมบูรณ์แบบ บาดแผลถูกเยียวยา วิถีเต๋าถูกยกระดับ และกองทัพพยนต์ศิลาก็พร้อมรบ การเผชิญหน้ากับกองทัพวิหารตะวันทมิฬ จะมิใช่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ทว่ามันคือการประกาศศักดาที่จะสั่นคลอนรากฐานความเชื่อมั่นของวิหารเทพอนันตกาล สงครามแห่งมรรคาที่โลกเซียนจะต้องจารึก ได้เริ่มต้นขึ้น ณ หุบเขาศิลาจารึกแห่งนี้!