หลินเฟิงยิ้มก่อนจะหยิบศาสตราเซียนทั้งสามชิ้นออกจากพื้นที่ระบบคลัง
[กระบี่เซียนเหิน] มีความยาวสามฉือ ทั้งด้ามเป็สีเขียว ใบดาบเป็สีเขียวลายคลื่น และส่วนปลายงดงามไร้ที่ติ
แต่ในความเขียวมรกตนั้น ยังแฝงด้วยความเฉียบคมอันน่าสะพรึงกลัว
เพียงเขาัับริเวณคมดาบเบา ๆ ก็ได้ยินเสียงเสียดคมดังไม่หยุดหย่อน เสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความปีติยินดี ราวกับว่ามันกำลังแสดงให้โลกเห็นถึงการปรากฏตัวของมัน
ความคิดของหลินเฟิงพลันเปลี่ยนแปลงไป พริบตากระบี่เซียนเหินก็แขวนประดับอยู่ที่เอวของเขา
จากนั้นเขาก็ทำการสวมใส่ [เกราะแก้วสมบัติ] ทันใดนั้น เกราะก็ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายครอบงำยากจะหาสิ่งใดเทียบ ผสานเข้ากับเสื้อผ้า เส้นผมพลิ้วไสวโดยที่ปราศจากสายลม ราวกับเทพแห่งาจากกลียุค ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองจ้อง
เบื้องหน้าของหลินเฟิงมีเบาะฟูกใสราวกับผลึกปรากฏ มันได้แผ่ปราณสีม่วงออกมา ดูลึกลับยิ่ง
ในยามนี้ เหนือนิกายเทพกระบี่ได้ปรากฏฟ้าแลบฟ้าร้องและพายุโหมกระหน่ำ
...
ลานฝึก นอกห้องลับ
เย่จิงอวิ๋น ผู้ซึ่งฝึกฝน [หมัดเทพทลาย] ในลานฝึก อดไม่ได้ที่จะหยุดมองปรากฏการณ์นิมิตบนท้องฟ้า
เขาพลันยิ้มขึ้นและรีบเบือนสายตากลับ และทำการฝึกฝนต่อไป
สำหรับเ้านิกายผู้ลึกลับและทรงพลังอำนาจ ย่อมไม่ใช่เื่แปลกที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การที่ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนี่สิถึงน่าแปลก
...
หลังจากที่การสำรวจสิ้นสุด หลินเฟิงก็ยืดตัวและเฝ้ามองผลการฝึกตนของเย่จิงอวิ๋น ในเวลาต่อมาเสียงของระบบก็ได้ดังขึ้น
“ติ๊ง! ระบบััได้ว่าเ้านายกำลังสงสัย [พลังเทพเฉียนคุน] จึงจะทำการชี้แจง!”
"์คือเฉียน ปฐีคือคุน สุริยันคือเฉียน จันทราคือคุน หยางคือเฉียน หยินคือคุน บุรุษคือเฉียน สตรีคือคุน"
" [พลังเทพเฉียนคุน] เป็สุดยอดเคล็ดวิชาในการปลูกฝังวิถีแห่งหยินหยาง ในท้ายที่สุด ทั้งสองจะรวมกันเป็หนึ่งเดียวเพื่อบรรลุเสวียนหวง ความสำเร็จไร้ที่สิ้นสุด"
"ดังคำกล่าวที่ว่า หยางเดียวดายไม่อาจเติบโต หยินเดี่ยวดายไม่อาจก้าวหน้า และหยินและหยางสอดผสานเพื่อให้บรรลุวิถีแห่งเต๋า และเ้านายจำเป็ต้องหาปราณิญญาคุณสมบัติหยินทำการฝึกตนร่วมกัน"
หลินเฟิง: "..."
“หึหึ นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาบำเพ็ญคู่ในตำนานหรอกหรือ?”
“ถึงจะบอกว่าชอบสิ่งนี้ก็ตาม แต่ไม่ชอบการบังคับ นี้ไม่ต่างจากหลุมพราง?”
“อย่างไรก็ตาม ข้ายอมรับหลุมพรางนี้ จะเป็เซียน ธิดามารหรือเทพธิดาพวกเ้าก็เชิญเข้ามาได้เลย?”
หลินเฟิงรีบขจัดความรู้สึกกังวลเล็กๆ น้อยๆ ทิ้งไป มีหรือที่ในใจเขาจะไม่ปรารถนาหาภรรยาเป็เทพธิดา?
เขาแสยะยิ้ม เบนความสนใจไปยังเย่จิงอวิ๋นในระบบแผนที่
เดิมทีไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจมันหรือเปล่า แต่พอได้เห็นช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
ในลานฝึกเขาเห็นเย่จิงอวิ๋นฝึกฝน [หมัดเทพทลาย] โดยที่ไม่ย่อท้อ ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ ออกหมัดชกครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ท่วงท่านั้นเชื่องช้าและเบาหวิว ไม่มีพลังแม้แต่น้อย มันดูธรรมดาเกินไป
ทว่าเขากลับไม่ได้ท้อแท้แม้แต่น้อย และยิ่งฝึกฝนมากเพียงใด เขาก็ยิ่งทุ่มเทมากขึ้นเท่านั้น ขณะที่แววตาอันแน่วแน่ของเขาได้เปล่งประกาย
สมาธิทั้งหมดถูกกำหนดไปยังการเคลื่อนไหวราวกับว่าทุกการเคลื่อนไหวกลายเป็ส่วนหนึ่งของเขา
แม้ว่าจะดูงี่เง่าในแวบแรก แต่หากมองดูใกล้ ๆ ก็จะพบว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดของเขาดูเป็ธรรมชาติ การหายใจและการเคลื่อนไหวของเขาได้สอดประสานกันอย่างลงตัว และร่างกายของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ยากอธิบายได้
ตลอด่ระยะเวลาห้าวันนี้ นอกเหนือจากกินและพักผ่อนที่จำเป็แล้ว เขาได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกหมัด
ตอนนี้เขาได้รับโอกาสมาแล้ว ดังนั้นจึงตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับการฝึกฝนเพื่อตอบแทนความเมตตาของเ้านิกาย!
“หากอยากฝึกวิชาหมัดให้บรรลุ เ้าจะต้องมีความพากเพียร”
“เย่จิงอวิ๋น ในฐานะบุตรแห่งโชคชะตาที่เคยเป็เพียงขยะ จิตใจจึงได้รับการขัดเกลาให้เข้มแข็ง และเคล็ดวิชาหมัดนี้สามารถพูดได้ว่าเหมาะสำหรับเขา”
“หากจำไม่ผิด เขาเพิ่งเข้ามาในนิกายได้เพียงแค่ห้าวัน”
หลินเฟิงค่อนข้างพอใจในผลลัพธ์การฝึกของเขา
“ติ๊ง! ระบบรู้สึกว่าภายในนิกายยังขาดศิษย์ที่แข็งแกร่งและมันไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของลูกหลานเหยียนหวงผู้ซึ่งจะกวาดไปทั่วทั้งแปดดินแดนรกร้าง จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความกังวลและทำการริเริ่มค้นหา ลูกศิษย์ทายาท์ ที่เปี่ยมด้วยวาสนา "
"ติ๊ง! ระบบแนะนำ เ้านายเพียงกดที่รายละเอียดเนื้อหา [ศิษย์แห่งโชคชะตา] ศิษย์ผู้ที่มีชะตาวาสนาก็จะเริ่มทำการเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่"
หลินเฟิงกำลังจะก้าวออกจากห้องฝึก เสียงไร้อารมณ์ของระบบก็ดังขึ้นในหัวของเขา
“อะไรกันเนี่ย!”
“ศิษย์ทายาท์ ผู้มีวาสนาอีกคนกำลังจะมา?”
“ระบบนี้คิดมากเกินไปหรือเปล่า ทำเอาเ้านิกายอย่างข้าดูไร้น้ำยาไปเลย…”
ในขณะที่หลินเฟิงชักเริ่มรู้สึกยั้ว เขาก็ยกมือขึ้นและจิ้มไปที่รายละเอียด
...
ในเวลาเดียวกัน บริเวณป่าที่อยู่ห่างจากนิกายเทพกระบี่หลายพันลี้
บนต้นไม้ดึกดำบรรพ์ที่สูงตระหง่าน มีเด็กหนุ่มร่างผอมบางซ่อนอยู่บนนั้น
คิ้วที่คล้ายดาบของเขาขมวดแน่น ท่าทางเหนื่อยล้าของเขาแฝงด้วยความอาฆาต ดวงตาของเขาเ็า พลางกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวังเป็ครั้งคราว
ดูเหมือนว่ากำลังหลบหนีจากศัตรูที่ทรงพลัง
สิ่งสำคัญที่สุดที่มิอาจมองข้ามได้หาใช่อารมณ์ที่ผิดปกติของเขา หรือรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาอย่างใด แต่เป็จี้รูปกระบี่ที่ห้อยอยู่บนหน้าอกที่ส่องประกายแสงสีทองจางๆ
จี้นั้นปลดปล่อยกลิ่นอายที่เฉียบคมและน่าสะพรึงกลัวออกมา
ถูกต้อง ชายหนุ่มกำลังหนีจากการไล่ล่าของศัตรูที่ทรงพลัง
เด็กหนุ่มมีนามว่าชื่อ เย่เสวียน
ในเวลานั้น จู่ๆ เขาก็เหลือบมองไปยังจี้รูปกระบี่ “าุโมารกระบี่ ท่านััได้หรือไม่ว่ามีคนไล่ตามมากี่คน?”
ทันทีที่เขาพูดจบ แสงวูบวาบก็ส่องออกจากจี้ ก่อนเสียงอันเ็าจะถูกเปล่งออกมา “มีอยู่สองคน พลังมิได้อ่อนแอ ต้องระวังตัวให้ดี พวกมันจะตามมาทันในอีกไม่ช้า”
“เข้าใจแล้ว!” เย่เสวียนพยักหน้า สีหน้าท่าทางของเขาดูมืดมน ขณะที่แววตาฉายความเย็นะเื
ไม่นานนัก บุรุษชุดดำภายใต้หน้ากากได้ปรากฏตัวขึ้นใต้ต้นไม้ดึกดำบรรพ์สูงตระหง่านพร้อมกับหันหน้าสอดส่องไปมา และดวงตาที่มืดมนของเขาก็กวาดมองไปทุกหนทุกแห่ง
"กระบี่เคลื่อนขุนเขาสายธาร!"
มันสายเกินไป ทันทีที่เสียงเย็นะเืเปล่งออกมา ประกายกระบี่ที่รวดเร็วก็พุ่งเข้าหาชายผู้นั้นแล้ว
ประกายกระบี่นี้เป็การโจมตีที่ร้ายกาจที่สุดในบรรดาวิชากระบี่ของเย่เสวียน!
ปราณกระบี่สีขาวยาวสามมี่กินรัศมีกว่าสิบจั้ง กลิ่นอายที่เฉียบคมตัดผ่าอากาศโดยตรง ทุกที่ที่มันกวาดผ่านล้วนมลายสิ้น
"อ่า!"
“ต่ำช้ายิ่งนัก!”
“เย่เสวียน! เ้าอาจจะหลบหนีได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่อีกไม่นานตำหนักปรภพจะต้องล้างแค้นให้ข้า!”
ชายสวมหน้ากากไม่มีเวลาให้ตอบโต้กลับ เนื่องจากปราณกระบี่สีขาวเข้ามาประชิดแล้ว จึงทำได้เพียงส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธและไม่ยินยอมออกมา
เขาตระหนักดีว่าหากสองฝ่ายเผชิญหน้ากันตรง ๆ ลำพังเย่เสวียนจะเป็คู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร?
คิดไม่ถึงว่าเย่เสวียนผู้ที่ตนดูถูกเหยียดหยามจะรอลอบโจมตีจากด้านหลัง ละทิ้งหลักการของตนเลือกซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้เพื่อโจมตีเขาโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
บัดนี้ร่างกายทั้งหมดของเขาได้ถูกปิดล้อมไปด้วยปราณกระบี่ และไม่มีทางเลยที่จะรอดไปได้
เวลาน้อยกว่าสามลมหายใจ บุรุษชุดดำผู้สวมหน้ากากก็ได้ถูกปราณกระบี่สีขาวสะบั้นเฉือน จนแขนขาดเป็ท่อน ๆ กระจายอยู่บนพื้น
ส่วนที่เหลือถูกฟันเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
กระบี่นี้ของเย่เสวียนเกือบจะเป็การระบายความอัดอั้นทั้งหมดของเขา เมื่อ่เวลาแห่งความตึงเครียดลดลง ร่างกายของเขาก็ทรุดลงก่อนจะหล่นลงสู่พื้นเกิดเสียงดัง ตุ้บ พลางหอบอย่างหนัก
“ผู้าุโ แม้ว่าจะรอดออกไปได้ แต่ข้าก็ได้ทำให้ ตำหนักปรภพขุ่นเคือง พวกมันไม่มีวันปล่อยข้าไปเป็แน่”
“ข้าเชื่อว่าอีกไม่ช้าจะต้องมียอดฝีมือถูกส่งมาให้จัดการกับข้า ถึงคราวนั้นข้าคงไม่โชคดีเช่นนี้อีก”
“เวลานี้ข้าควรทำเช่นไรดี”