“ซือไห่ เธอทำคะแนนรวมทั้งหมดได้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่าเธอจะไม่มีสีในการทดสอบแรก แต่นั่นไม่ใช่ตัวตัดสินว่าเธอจะไม่สามารถโลดแล่นในโลกใบนี้”
“จำเอาไว้ว่าการเป็นักผจญภัยนั้นเวทย์มนต์ไม่ใช่ส่วนสำคัญที่สุด ขอเพียงพวกเธอมีความแน่วแน่และมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ พวกเธอก็สามารถเป็นักผจญภัยที่ยอดเยี่ยมได้”
“เอาหล่ะ วันนี้เป็วันแรกของชั้นปีที่สอง ครูจะบอกถึงหัวข้อหลักที่พวกเธอจะต้องรู้”
“ทุกคนคงจะทราบแล้วว่าสมาคมกิลด์โลกนั้นดูแลเหล่านักผจญภัยทั่วโลก หลังจากขึ้นปีสองแล้วพวกเธอจะได้รับอณุญาติให้เข้าหอสมุดของสมาคมกิลด์โลกได้ ในนั้นมีบันทึกเกี่ยวกับมอนสเตอร์และความรู้มากมายที่จะทำให้พวกเธอต้องทึ่ง”
“ครูครับ แล้วพวกเราจะเข้าเมื่อไหร่ก็ได้หรอครับ”
“ถูกต้องแล้ว มันคือสิทธิพิเศษเฉพาะนักเรียนปีสองเท่านั้น เท่ากับว่าพวกเธอมีเวลาหมกตัวอยู่ในหอสมุดทั้งปี”
“แน่นอนว่า พวกเธอก็สามารถทำภารกิจกิลด์โลกได้เช่นกัน เมื่อพวกเธอเก็บสะสมคะแนนจนเพียงพอ พวกเธอจะได้รับสัญลักษณ์บ่งบอกถึงแรงค์นักผจญภัย”
“นอกจากการทำภารกิจจะทำให้พวกเธอได้รับคะแนนสะสมแล้ว ร่างกายของพวกเธอจะยังดูดซับเวทย์มนต์ได้รวดเร็วผ่านการผจญภัยและต่อสู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปลุกพลังในขั้นต่อไป”
“พวกเธอจะได้เป็นักผจภัยชั้นยอดหรือปุถุชนทั่วไปก็อยู่ที่พวกเธอจะเลือกเดิน พวกเธอจะต้องหัดที่จะพึ่งพาตนเอง เพราะในโลกกว้างนั้นอันตรายและโหดร้ายกว่าที่พวกเธอคิดไว้มาก ถ้าพวกเธอไม่สามารถพึ่งพาตนเองให้รอดพ้นจากวิกฤตต่างๆได้ พวกเธอก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นักล่า”
“ สิ่งที่ครูจะพูดก็มีเพียงเท่านี้ โปรดจำไว้อีกอย่างว่าแม้พวกเธอจะเป็นักผจญภัยครึ่งตัวแล้ว แต่อย่าลืมว่าพวกเธอก็ยังเป็นักเรียนอยู่ หากมีสิ่งใดที่ไม่อาจกระทำได้หรือไม่เข้าใจ สามารถปรึกษาครูได้ทุกเมื่อ”
“เอาหล่ะ ฉันหวังว่าเมื่อกลับเข้ามาในโรงเรียนอีกครั้ง พวกเธอจะสามารถปลุกพลังได้เมื่อเวลานั้นมาถึง ขอให้ทุกคนโชค
ดี”
“เฮ้ เสี่ยวซือ นายจะไปไหนหรอ?”
“สมาคมกิลด์โลก นายจะไปด้วยกันไหม?"
“ไม่หรอก ฉันมาคิดดูแล้วนักผจญภัยคงไม่เหมาะกับฉัน อีกอย่างฉันชอบที่จะปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้มากกว่า มันทำให้ฉันสงบและมีความสุขเมื่อได้อยู่กับพวกมัน”
“งั้นหรอกหรอ ฉันคิดว่าเธอตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว แม่เคยบอกว่าคนเราต้องทำให้สิ่งที่ตนเองถนัด ที่สำคัญเราต้องชอบมันจากใจและมีความสุขในขณะที่ทำอยู่ ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจคำพูดของแม่เลย แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูด ฉันก็เข้าใจขึ้นมาเลย ขอบใจเธอมากนะ”
“ว่าแต่…เธอชื่ออะไรหรอ?”
“เอ๋…นี่เราอยู่ห้องเดียวกันตั้งหนึ่งปีเลยนะ นายไม่รู้จักชื่อของฉันเลยหรอ!”
“แหะๆ ขอโทษทีนะ พอดีว่าฉันหน่ะเอาแต่ฝึกต่อสู้เลยไม่ค่อยสนใจเื่อื่นเท่าไหร่ เอางี้ไหม ฉันจะเลี้ยงอาหารเธอสักมื้อเป็การขอโทษก็แล้วกัน”
“เฮ้อ…ได้ ถ้างั้นฉันจะยกโทษให้เธอก็ได้”
“แล้วเธอชอบกินอะไรหล่ะ?”
“ฉันไม่ถนัดไปกินในร้านอาหารหรอกนะ งั้นนายก็มาทานข้าวที่บ้านฉันสิ แม่ของฉันทำอาหารโบราณได้อร่อยมากเลยนะ”
“ตอนนี้แม่ก็ไม่อยู่บ้าน เราก็ทำอาหารไม่ค่อยเป็ซะด้วย งั้นก็ไปกินข้าวที่บ้านของเธอก็น่าจะเป็ความคิดที่ดีเลยนะเนี่ย”
“หืม…นายกำลังคิดอะไรอยู่หรอ ทำไมต้องยิ้มเล็กยิ้มน้อยด้วย”
“เปล่าไม่มีอะไรหรอก ฉันยินดีมากเลยหล่ะถ้าได้กินอาหารฝีมือของแม่เธอ”
“งั้นหรอ! เธอจะต้องติดใจอย่างแน่นอน ไปกันเถอะ”
หมู่บ้านเขต15 เป็หมู่บ้านเล็กๆมีไม่ถึงสองร้อยครัวเรือน นอกจากกำแพงที่ถูกสร้างอย่างแข็งแกร่งแล้วบ้านเรือนที่อยู่อาศัยแทบทั้งหมดล้วนเป็ไม้เก่าแก่ที่ใช้กันมานานหลายสิบปี มีบ้านเพียงไม่กี่หลังที่สร้างด้วยคอนกรีต
“้ที่นี่คือบ้านของเธองั้นหรอ?”
“ทำไม มันเล็กไปงั้นหรอ พวกเราอยู่ด้วยกันแค่สองแม่ลูกจึงไม่จำเป็ต้องสร้างบ้านหลังใหญ่หน่ะ"
“เปล่า ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ถ้าฉันดูจากเนื้อไม้พวกมันน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 30ปี ฉันคิดว่าอีกไม่นานบ้านของเธอคงจะถล่มลงมาแน่”
“ใช่ แม่ก็บอกแบบนั้นเหมือนกัน แต่พวกเราสองแม่ลูกใช้ชีวิตสามัญ ไม่ได้มีเงินทองมากมาย แค่ซ่อมบ้านยังต้องเก็บเงินเป็เดือน ถ้าจะสร้างใหม่ทั้งหลังคงเป็ไปไม่ได้”
“นั่นลูกพาใครมาด้วยหล่ะนั่น”
“แม่คะ นี่คือเพื่อนที่โรงเรียนของหนูเอง วันนี้หนูชวนเขามากินข้าวด้วยกันค่ะแม่”
“ลูกแม่สายตาแหลมคมจริงนะ ไปหาพ่อหนุ่มรูปงามได้ั้แ่ยังเล็กแบบนี้ สงสัย…”
“แม่คะ หนูรู้นะว่าแม่คิดอะไรอยู่ มันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด”
“เอาหล่ะๆ แม่ไม่ได้คิดอะไรเลย มาเถอะๆ พาเพื่อนของลูกมานั่งที่โต๊ะสิ แม่กำลังจะเสิร์ฟอาหารแล้ว”
“มาแล้วๆ นี่คือต้มโค้งซี่โครงหมูป่า ผัดเผ็ดไก่ฟ้า นี่เลยของโปรดของลูกแม่ ยำทะเลเดือดโคตรปูม้าั์”
“ว๊าววว พวกนี้ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยครับ คุณป้าท่านเป็ยอดฝีมือด้านอาหารได้เลยนะครับ”
“ฮ่าฮ่า พ่อหนุ่มน้อย เมื่อก่อนป้ามีฉายาว่าเชฟกระทะทองแห่งสยาม…”
“แม่คะ มัวแต่คุยโม้เดี๋ยวกับข้าวเย็นหมดนะคะ”
“จริงด้วย รีบกินกันเถอะ กินให้เต็มที่เลยนะ”
20นาทีผ่านไป
“ทำไมนายกินเยอะขนาดนี้หล่ะ นายกินคนเดียวหมดได้ยังไง กระเพาะของนายมันต้องเป็หลุมดำแน่ๆเลย”
“ขอบคุณสำหรับคำชม”
“ฉันไม่ได้กำลังชมนายสักหน่อย”
“คุณป้าครับ ผมไม่เคยทานอาหารที่มีรสชาติยอดเยี่ยมเท่านี้มาก่อน ถ้าเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์ธรรมดาพวกนี้เป็เนื้อมอนสเตอร์ ท่านคิดว่าจะสามารถทำให้พวกมันมีรสชาติอร่อยแบบนี้หรือเปล่าครับ”่
“หืม…หนูน้อย ความคิดของเธอใช้ได้เลยทีเดียว แต่ป้าเป็แค่คนธรรมดาเท่านั้น ป้าก็ยากจน ไม่มีเงินไปซื้อเนื้อมอนสเตอร์มาทำอาหารกินหรอกนะ”
“เื่นั้นไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมาหาป้าอีกครั้ง แล้วผมจะเอาเนื้อมอนสเตอร์มาให้คุณป้าได้ลองทำอาหารดู”
“แล้วป้าจะรอนะ ตอนนี้พวกเธอก็ไปนั่งพักกันก่อนเถอะ ป้าจะไปทำงานบ้านต่อแล้ว”
“เดี๋ยวผมช่วยนะครับป้า ผมมักจะช่วยแม่ล้างจานบ่อยๆ รับรองว่าผมจะไม่ทำให้จานของคุณป้าเสียหายแน่นอนครับ”
“งั้นหรอ เป็หนุ่มน้อยที่เก่งรอบด้านจริงๆเลยนะ”
“เสี่ยวซือ นายจะไปหาเนื้อมอนสเตอร์ที่ไหนมาหรอ”
“เื่นั้นง่ายมาก เพื่อนของฉันเองก็มีร้านอาหารเหมือนกัน ที่นั่นมีเนื้อมอนสเตอร์มากมายให้เลือก…จริงสิพรุ่งนี้ฉันจะพาเพื่อนอีกคนมาด้วยได้ไหม”
“ไม่มีปัญหาหรอกนะ แล้วเพื่อนของนายกินเยอะเหมือนกับนายหรือเปล่า?”
“ฮ่าฮ่า ไม่หรอก เพื่อนของฉันกินน้อยมากๆเลย แม้ว่าจะตัวอ้วนไปหน่อยก็เถอะนะ”
“นายหมายถึงเปาเปาน้อยหรอ”
“ใช่ เธอก็รู้จักเปาเปาน้อยด้วยหรอ”
“ไม่ได้สนิท แต่ก็พอจะรู้จักอยู่ เขาเป็คนตลกและอ่อนแอ แต่ก็น่ารักดีนะ”
“ตลก อ่อนแอ น่ารัก มันคืออะไร?…”
"คิดอะไรอยู่หรอ?"
“เปล่า ไม่ได้คิดอะไรหรอก”
“งั้นหรอ ตอนนี้ก็เริ่มดึกแล้ว นายรีบกลับบ้านก่อนเถอะเดี๋ยวแม่ของนายจะเป็ห่วง”
“อื่ม…งั้นฉันกลับบ้านก่อนนะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้”
“นี่ เดี๋่ยวสิ นายยังไม่ได้ถามชื่อของฉันเลยนะ”
“แล้วเธอชื่ออะไรหล่ะ?"
“ฉันชื่อ ลีน่า ส่วนแม่ของฉันชื่อ จันทร์เพ็ญ”
“ลีน่า จันทร์เพ็ญ ชื่อแปลกจังแฮะ”ซือไห่คิด…
“งั้นลีน่า ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ”
...........