จอมมารหวนคืน

    ตอนที่ 45: ประตูสวรรค์ปริร้าวและการเดินทางสู่ดินแดนเบื้องบน

      ท่ามกลางซากศพของสิบสามขุนพลเทพที่ค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองจางๆ

    หุบเขาไร้เสียงบัดนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของพลังปราณศักดิ์สิทธิ์ที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเ


    ยี่ยฉินยืนสงบนิ่งอยู่กึ่งกลางลานหิน กระบี่เนตรอเวจีในมือของเขาดูดซับเศษเสี้ยววิญญาณของกึ่งจักรพรรดิศิลาทลายเข้าไปจนดวงตาสีแดงบนตัวดาบเบิกโพลงและทอแสงเจิดจ้าประหนึ่งอัญมณีสีเลือด


    "นายน้อย... พลังของพวกมันช่างมหาศาลนัก" มู่หย่งก้าวเข้ามาหาเยี่ยฉิน เกล็ดมังกรสีนิลตามร่างกายของเด็กชายค่อยๆเ


    ลือนหายไปทว่าไอปีศาจที่แผ่ออกมากลับดูลึกลับและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม "ข้าสัมผัสได้ว่าค่ายกลแปดทิศกักวิญญาณของเราดูดซับพลังงานมาได้มากพอที่จะเปิดใช้งาน 'สิ่งนั้น' แล้วใช่ไหมครับ?"

    เยี่ยฉินเงยหน้ามองรอยแยกมิติบนท้องฟ้าที่กำลังจะปิดตัวลง "ใช่... พลังชีวิตของขุนพลเทพทั้งสิบสามคือเชื้อเพลิงชั้นดี

    หลี่เทียนคงคิดไม่ถึงว่าการส่งสุนัขรับใช้มาฆ่าข้า กลับกลายเป็นการมอบ 'กุญแจ' เปิดประตูสวรรค์ให้ข้าเร็วกว่ากำหนด"

    การตัดสินใจที่สั่นสะเทือนโลกเบื้องล่าง

    หลินเสี่ยวรู่เดินออกมาจากเงามืด รัศมีพลังของนางบัดนี้มั่นคงอยู่ที่ระดับ ราชันย์ปฐพี ขั้นที่ 5 ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่ "ท่านฉิน เราจะจากโลกเบื้องล่างนี้ไปจริงๆ หรือคะ? แล้วศิษย์ในโรงเรียนยุทธ์มรณะหรือตระกูลที่ยังเหลือรอดล่ะ?"

    "โลกเบื้องล่างนี้เล็กเกินไปสำหรับพวกเราแล้ว เสี่ยวรู่" เยี่ยฉินกล่าวเสียงเรียบ "หากข้าไม่ขึ้นไปเด็ดหัวหลี่เทียนที่ต้นตอ มันก็จะส่งกองทัพลงมาทำลายล้างที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำลายล้างบัลลังก์ของพวกมันให้สิ้นซาก"

    เขาสะบัดมือเรียก "เศษศิลาวิญญาณบรรพกาล" ที่หลอมรวมกับปราณมังกรนิรันดร์ออกมา มันลอยอยู่เหนือฝ่ามือและเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นวังวนมิติขนาดเล็ก


    การเปิดทวารสวรรค์: วิชามารย้อนรอยเทพ

    เยี่ยฉินเริ่มร่ายมนตราโบราณที่เขาเคยใช้เมื่อห้าร้อยปีก่อน อักขระสีทองที่ชิงมาจากขุนพลเทพถูกบิดเบือนด้วยพลังกาลเวลาจนกลายเป็นสีดำทมิฬ

    "ภูตแกนกลางกาลเวลา: เชื่อมต่ออดีตและอนาคต!"

    "วิชามารต้องห้าม: ทวารโลกันตร์ข้ามภพ!"

    พริบตานั้น สายฟ้าสีม่วงฟาดลงมาที่ใจกลางหุบเขาไร้เสียง แผ่นดินสั่นสะเทือนราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย รอยแยกมิติบนท้องฟ้าที่เกือบจะปิดลงกลับถูกกระชากให้เปิดกว้างออกอีกครั้งด้วยมือที่มองไม่เห็น คราวนี้นักรบเทพที่เฝ้าประตูอยู่เบื้องบนต่างตกตะลึงเมื่อเห็น "มวลสารสีดำ" พุ่งย้อนศรขึ้นมาจากเบื้องล่าง

    "นั่นใคร! ใครบังอาจบุกรุกแดนเทพ!" เสียงตะโกนจากเบื้องบนดังกังวานมาตามรอยแยก

    เยี่ยฉินแค่นยิ้มอำมหิต "แขกที่พวกเจ้าเคยฝังไว้ในสุสาน... กลับมาทวงหนี้แล้ว!"

    การอำลาและคำสัญญา

    เยี่ยฉินหันมามองมู่หย่งและเสี่ยวรู่ "พวกเจ้าพร้อมที่จะเห็นนรกที่ฉาบด้วยทองคำหรือยัง? บนนั้นไม่มีที่สำหรับผู้ที่อ่อนแอ หากพวกเจ้าก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียว วิญญาณของพวกเจ้าจะถูกฉีกกระชากจนไม่เหลือซาก"

    "ข้าน้อยพร้อมติดตามนายน้อยไปทุกหนแห่ง แม้จะเป็นขุมนรกที่ลึกที่สุด!" มู่หย่งขานรับด้วยเสียงอันดัง

    "ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน... จนกว่าหัวของหลี่เทียนจะตกมาอยู่แทบเท้าท่านค่ะ" เสี่ยวรู่กล่าวพร้อมกับชักกระบี่สั้นออกมา

    เยี่ยฉินพยักหน้า ก่อนจะหันไปทางร่างของหลี่เยี่ยนที่ดูเหมือนม่านตาจะเริ่มขยายกว้างด้วยความกลัว "หลี่เยี่ยน... เจ้าจะเป็น 'ของกำวัญ' ชิ้นแรกที่ข้าจะโยนลงหน้าบัลลังก์พ่อของเจ้า"

    ทะยานสู่ดินแดนเบื้องบน

    ร่างของทั้งสี่ (รวมหลี่เยี่ยนที่ถูกพันธนาการ) ถูกห่อหุ้มด้วยปราณมังกรนิรันดร์สีดำขลับ แล้วพุ่งทะยานย้อนรอยแยกมิติขึ้นไปสู่ฟากฟ้าด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง ทิ้งให้หุบเขาไร้เสียงเบื้องล่างเหลือเพียงความว่างเปล่าและร่องรอยของการต่อสู้ที่โลกเบื้องล่างต้องจดจำไปอีกนับพันปี

    ในขณะที่พวกเขากำลังเดินทางผ่านอุโมงค์มิติ เยี่ยฉินสัมผัสได้ถึงแรงบีบอัดของกฎเกณฑ์สวรรค์ที่พยายามจะทำลายล้างผู้ที่ไม่มี "ตราประทับเทพ" ทว่ากระบี่เนตรอเวจีกลับทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นยอด มันดูดซับแรงกดดันเหล่านั้นมาเปลี่ยนเป็นพลังงานให้เยี่ยฉินอย่างต่อเนื่อง

    ‘หลี่เทียน... เจ้าคงคิดว่าดินแดนเบื้องบนคือป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด’ เยี่ยฉินหลับตาลงพรางรวบรวมปราณ ‘แต่สำหรับข้า... มันคือคุกขนาดใหญ่ที่ข้าจะเข้าไปจุดไฟเผามันให้วอดวาย!’

    สัมผัสแรกของแดนเทพ: เมืองหน้าด่าน 'นภากาญจน์'

    วูมมมมม!

    แสงสว่างจ้าบาดตาดับวูบลง แทนที่ด้วยอากาศที่บริสุทธิ์จนน่าใจหายและปราณธรรมชาติที่หนาแน่นกว่าโลกเบื้องล่างนับร้อยเท่า พวกเขาปรากฏตัวขึ้นที่ชานเมือง "นภากาญจน์" เมืองหน้าด่านที่ตั้งอยู่บนเกาะลอยฟ้าขนาดมหึมา

    เบื้องหน้าของพวกเขาคือเหล่าทหารสวรรค์นับพันนายในชุดเกราะสีเงินวาววับที่กำลังตั้งขบวนรับศึกอยู่แล้ว ราวกับพวกมันรู้ล่วงหน้าว่าจะมี "สิ่งแปลกปลอม" พุ่งขึ้นมา

    "ผู้บุกรุกจากโลกต่ำต้อย! จงคุกเข่าลงรับโทษทัณฑ์!" แม่ทัพสวรรค์ที่ขี่สัตว์อสูรรูปร่างเหมือนสิงโตมีปีกตะโกนก้อง

    เยี่ยฉินก้าวออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ กระบี่เนตรอเวจีในมือของเขาทอแสงสีแดงฉานข่มขวัญทหารสวรรค์จนหลายคนต้องถอยหลัง "คุกเข่ารึ? ข้าจำได้ว่าในชีวิตนี้... ข้าเคยคุกเข่าให้แค่กับพ่อแม่ที่พวกเจ้าฆ่าตายเท่านั้น"

    "เนตรโลหิตนิรันดร์: อาณาเขตสังหาร!"

    พริบตานั้น ท้องฟ้าสีทองเหนือเมืองนภากาญจน์กลับกลายเป็นสีเลือด ความหวาดกลัวที่สลักลึกเข้าสู่ดวงวิญญาณเริ่มกัดกินทหารสวรรค์เหล่านั้น


    เมื่อนรกไปเยือนสวรรค์

    เยี่ยฉินไม่ได้เริ่มด้วยการเจรจา แต่เขาเริ่มด้วยการสังหารที่รวดเร็วที่สุด เขาหายตัวไปท่ามกลางฝูงทหารสวรรค์ และทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว จะมีศีรษะที่สวมหมวกเกราะสีเงินร่วงหล่นลงพื้นราวกับใบไม้ร่วง

    "มู่หย่ง เสี่ยวรู่... เริ่มการ 'เก็บเกี่ยว' ได้!"

        

      การเข้าสู่ดินแดนศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า ไม่ใช่การซ่อนตัว แต่เป็นการสร้างความสยดสยองเพื่อให้พวกมันรู้ว่า 'พราน' ได้กลายเป็น 'เหยื่อ' เรียบร้อยแล้ว จอมมารได้เหยียบย่างเข้าสู่แดนเทพอย่างเป็นทางการ และสงครามชำระแค้นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้เริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้!