Age of war

    ตอนที่ 63 มิตรแท้แห่งความเที่ยงธรรม [เปอร์ไซด์] มาแล้วค่ะ!

    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    “ขอโทษ ##&@ ค่ะ~”

    เสียงกล่าวขอโทษของเปอร์ไซด์ได้ดังก้องไปทั่วฟ้า

    โชคดีที่สงครามพันธมิตรรอบที่แล้วมีเรียนภาษาเผ่าปีกมาบ้าง เลยทำให้พอฟังรู้เรื่องเล็กน้อย

    “ยัยนั่นมาทำบ้าอะไรที่นี่เนี่ย? ”

    ข้าตั้งคำถามให้กับตัวเอง

    “ไม่รู้สิดอ-”

    *เปรี๊ยง! *

    ในตอนที่เอสเทอกำลังจะพูดบางอย่างออกมา ก็ได้มีเสียงระเบิดดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

    ร่างของเอสเทอถูกอะไรบางอย่างยิง

    อะไรบางอย่างที่ยิงมาจากระยะไกลนั้น ได้ทำลายปีกโปร่งแสงและร่างเนื้อของเธอจนสิ้นชีพภายในชั่วพริบตา

    *เปรี๊ยง! *

    “#@#!? ”

    เสียงนัดที่สองได้ดังกังวาลขึ้น

    คนที่โดนยิงคราวนี้คือเจ้าสเลบ

    เจ้าสิ่งนั้นวิ่งมากระทบกับส่วนหัวของสเลบจนปลิวกระเด็นไปไกลกว่าสี่เมตร

    แม้แต่ชุดเกราะสีดำที่ดูทนทาน ยังเกิดเป็นรอยบุบน่ากลัวยุบลงไป

    สเลบนอนนิ่งราบอยู่กับพื้นราวกับซากหุ่นที่ไร้ชีวิตในทันที

    “หน่อย!? ยิงมาจากตรงนั้นเองเรอะ! ”

    ข้าที่อาจบอกได้ว่าดวงดีนั้น กำลังรีบวิ่งไปมุดหลบอยู่หลังอาคารขนาดใหญ่

    จากต้นเสียงและทิศทาง ทำให้ข้าทราบได้ว่าสิ่งนั้นยิงมาจากท้องฟ้า มาจากเจ้าอสูรเหล็กติดใบพัดที่โบยบิน

    พวกมันทำได้เช่นไรกัน? พวกเผ่ายักษาน้อยมีอำนาจการโจมตีได้ไกลถึงเพียงนี้เลยเรอะ?

    ข้านึกภาพในสนามรบที่มีกองทัพนับแสน

    แล้วนึกภาพของแม่ทัพที่ถูกยิงตายจากระยะไกลโดยไม่มีใครรู้ตัว หรือได้ทันมองเห็นตัวศัตรู

    “แบบนี้ใครจะสู้ได้กันฟะ”

    แม้แต่คนโง่อย่างข้ายังรู้สึกตัวได้ทันที

    อาวุธทุกชิ้นที่พบเห็นกับตาในวันนี้ ล้วนแต่เป็นอาวุธที่ไม่สามารถใช้กลยุทธ์แบบเดิมต่อสู้เข้าปะทะได้เลย

    ต่อให้ใช้กองทัพอสูร หรือแม้แต่กองทัพของแมงโกที่แกร่งที่สุด ก็คงตายก่อนที่จะได้ทันเข้าประชิดตัวด้วยซ้ำ

    “… อย่างน้อยต้องรอดชีวิตกลับไปให้ได้ ถ้าหากมีอาวุธของพวกมันติดมือกลับไปด้วย ท่านปราชญ์แอปเปิลคงสามารถเลียนแบบสร้างมันขึ้นมาได้”

    ข้ามองดูชุดเกราะกับอาวุธท่อเหล็กที่วางฟาดหัวไหลซ้ายของตัวเอง

    นี่คือความหวังเดียวของพวกข้า ความหวังที่จะต่อต้านพวกยักษาน้อยในอนาคตข้างหน้านี้

    “อ๊ะ!? ”

    ในตอนนั้นเองที่ร่างของข้าหมดแรงและล้มตัวลงมา

    “อึ๊ก… เสียเลือดมากไปหรือ? ”

    แขนขวาที่กระดูกแทงทะลุออกมาจนด้านชา อีกทั้งยังมีแขนซ้ายที่หักลง และยังมีบาดแผลจำนวนมากตามช่วงขาและหัวไหล

    ไม่แปลกเลยที่จะสูญเสียเลือดจนประคองสติไม่ไหว

    บางทีที่พวกมันไม่โจมตีใส่ข้า อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ก็ได้

    “.. หน่อย”

    ข้ากรีดเสียงร้องอย่างเศร้าหมอง ก่อนที่จะสติดับวูบหายไปในท้ายที่สุด



    ***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]

    เพราะว่าบินมาเร็วและแรงไปหน่อย หนูเลยบินชนเข้ากับบางสิ่งเข้าอย่างจัง

    แย่ละสิ คุณนกเหล็กดูบาดเจ็บหนักจนถึงขั้นร่วงลงไปแล้ว!

    “หนูขอโทษค่าาาา! ”

    ดังนั่นหนูจึงรีบกรีดเสียงขอโทษออกไป

    อุ๊ย.? คุณนกเหล็กร่วงลงไปกองที่พื้นพร้อมกับส่งควันดำบุด ๆ ออกมาด้วยค่ะ!

    แย่แล้ว! เขาคงจนโกรธจนควันออกหูแล้วแน่เลย แบบนี้ต้องรีบหนี---

    “อ๊ะ นั่นลุงบานา คุณเอสเทอ แล้วก็… คุณสเลบ? ”

    ในตอนนั้นเองที่หนูได้พบเห็นคนที่ไม่คาดคิดยืนอยู่บนพื้นข้างล่าง

    “ไปจะเอ๋ให้ตกใจเล่นดีกว่า~”

    “... เออ พวกเราว่าตอนนี้คงไม่ใช่สถานการณ์จะมาทำแบบนั้นหรอกนะ”

    “เอ๊ ~? ”

    คุณวิญญาณส่งเสียงคัดค้านออกมาเช่นนั้น

    ในตอนนั้นเองที่สัญชาตญาณในร่างได้กรีดเสียงร้องเตือนขึ้นมา

    หนูรีบทิ้งตัวดิ่งลงไป ก่อนที่จะมีเสียงระเบิดดังก้องขึ้นตามมาหลายต่อหลายนัด

    มีวัตถุอันตรายบางอย่างบินผ่านจุดที่หนูบินอยู่เมื่อกี้ไป

    “อันตราย อันตราย~ …ลุงบานานา เอสเทอ คุณสเลบ!? ”

    หลังสิ้นเสียงปืนที่ดังก้อง เหล่าเพื่อนคนสำคัญของหนูก็ทยอยล้มตัวลงไปทีละคน

    “ฝีมือใครกัน! ”

    หรือว่านี่จะเป็นฝีมือของพวกคุณนกเหล็กตรงนั้นใช่ไหมค่ะ! บังอาจมาทำร้ายเพื่อนของหนูหรือคะ!?

    แล้วเมื่อกี้นี้ดูเหมือนว่าจะพ่นอะไรบางอย่างมาใส่หนูด้วย อยากจะหาเรื่องใช่มั้ยคะ?

    “ฉัน เปอร์ไซด์ มิตรแท้แห่งความเที่ยงธรรมจะขอลงทัณฑ์พวกเจ้าเองค่ะ! ”



    ***นายทหารผู้โชคร้าย

    ปืนไรเฟิล Barrett M82

    ปืนไรเฟิลที่ถูกใช้อย่างเป็นทางการของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกออกแบบใช้ครั้งแรกในปี 1980

    มีน้ำหนักขนาด 14 กิโลกรัม ยาว 1.2 เมตร รังเพลิงยาว 0.51 เมตร จนถึง 0.74 เมตร ขึ้นอยู่กับรุ่นผลิต

    ระบบยิงด้วย Recoil-operated ใช้หัวกระสุนขนาด 0.5 BMG หรือ 0.41 Barrett

    ความเร็วกระสุน 853 เมตรต่อวินาที และมีอำนาจสังหารถึง 1,800 เมตร

    ด้วยประสิทธิภาพดังกล่าว จึงทำให้ปืนลอบสังหารที่มีพลังทำลายล้างสูง

    แม้แต่ชุดเกราะประหลาดของเผ่ามนุษย์มดที่ได้รับรายงานว่ารับลูกปืนกลได้ ยังถึงกับล้มกลิ้งลงไปนอนอยู่ที่พื้นอย่างสิ้นท่า

    หรือต่อให้เป็นกล้ามเนื้อที่ทรงพลังของเผ่ายักษ์ มีหรือจะทนรับลูกปืน 0.5 BMG ไหว

    แต่ทว่า…

    “อย่าเอาแต่มุดหัวสิวะ”

    แต่ทว่าเป้าหมายสังหารสุดท้ายกลับมุดหัวหลบอยู่หลังอาคาร จนทำให้ไม่สามารถจับเป้าหมายยิงได้

    “ฮะ ฮะ ฮะ โชคร้ายหน่อยนะพวก”

    เพื่อนทหารที่ถือปืนไรเฟิล M16 หันมาหัวเราะร่วนใส่

    พวกเราได้รับภารกิจให้มายับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเชลยสงคราม

    ตอนแรกเห็นว่าจับตัวมาเพื่อเค้นถามข้อมูล แล้วหลังจากนั้นจะเอาไปทดลองอาวุธเคมีกัน

    แต่กลายเป็นว่าศัตรูที่ควรจะนั่งอยู่ในกรงขังแล้วนั้น กลับพากันหนีออกมากันเสียได้

    ตอนแรกเห็นว่าจะใช้แค่หน่วยทหารราบเล็ก ๆ ในการควบคุมสถานการณ์ เพราะศัตรูมีแค่พวกล้าหลังสามคนเท่านั้น

    แต่กลายเป็นว่าหน่วยปราบปรามห้าสิบคนตายเรียบ ซ้ำร้ายแม้แต่รถถังรุ่นพัฒนา กับรุ่นล่าสุดที่หุ้มเกราะแบบใหม่ทั้งสองคนยังพังไม่เป็นท่า

    ด้วยเหตุนี้พวกเราหน่วยรบพิเศษจึงต้องออกปฏิบัติการกันในทันที และพวกเราสามารถทำหน้าที่นั้นได้อย่างราบรื่นอย่างที่เห็น

    ช่างเป็นงานที่ง่ายดาย ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกหน่วยปราบปรามถึงพ่ายแพ้พวกหลังเขาแบบกันได้

    “เอาน่า ตามรายงานแล้ว พวกปืนกลนั้นไม่สามารถเจาะผิวเผ่ายักษ์เข้าได้นี่? เห็นว่าต้องใช้หัวกระสุนขนาดใหญ่ หรือไม่ก็ปืนใหญ่ถึงจะเก็บพวกมันได้ หน่วยปราบปรามจะแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก”

    “นั่นสินะ--- เดียวก่อน ทำไมอีเกิลสามถึงลงไปนอนเล่นที่พื้นตรงนั้นได้ฟะ? ”

    “พูดอะไรของเอ็ง--- จริงด้วยวะ...”

    ในตอนที่พวกเรากำลังคุยเล่นกับพวกพ้องอีกร่วมสิบคนบนเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงชนิด CH-53E อยู่นั้น ก็ได้เห็นควันสีดำพวยพุ่งขึ้นมาจากมุมหนึ่งของพื้นข้างล่าง

    สิ่งนั้นคือหนึ่งในเฮลิคอปเตอร์ที่เอาขึ้นมาบินในวันนี้ด้วยกัน

    “ทำบ้าอะไรของพวกมันฟะ คงเมาจนขับตกตายห่านกันหมดเลยมั้งนั่น? เดียวคงได้โดนลงโทษทางวินัยหลังเกิดใหม่แน่นอน”

    เพื่อนของข้ากำลังหัวเราะในความสะเพร่าของยานลำนั้น

    เพราะว่าโลกนี้ตายแล้วเกิดใหม่ได้เรื่อย ๆ แนวคิดที่มีต่อความตายจึงเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นยานรบและรถถังมีค่ามากกว่าชีวิตคนไปแล้ว

    เพราะอย่างเมืองที่บริหารโดยผู้นำอเมริกาแห่งนี้ ยังมีรถถังสองคันกับเฮลิคอปเตอร์เพียงสามลำเท่านั้นเอง

    ถึงจะบอกว่ามีอาวุธสมัยใหม่แล้ว แต่ก็ยังมีน้อยจนใช้นิ้วมือนับได้

    “ถ้าหากทำพังอีกเบื้องบนคงไม่ดีใจแน่”

    “นั่นสินะ กว่าที่รถถังกับเครื่องบินรบชุดใหม่จะถูกผลิตพร้อมใช้งาน เห็นว่าต้องใช้เวลาอีกหนึ่งอาทิตย์เลยนะ อันที่เป็นรุ่นต้นแบบในตอนนี้ คงใช้แบบทิ้งขว้างไม่ได้หรอก”

    “ข่าวลือที่ว่าจะเริ่มเดินทัพไปภาคตะวันออกครั้งใหญ่สินะ”

    ตอนนี้เริ่มมีข่าวลือหนาหูไปทั่วแล้วว่าจะเกิดสงครามครั้งใหม่ในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า และเป้าหมายคือภาคตะวันออกของทวีป

    หน่วยสำรวจที่ถูกส่งออกไป ได้เริ่มทำการสร้างแผนที่ละเอียดขึ้นมากันแล้ว และน่าจะทำเสร็จพร้อมระบุเป้าหมายภายในช่วงอาทิตย์หน้าเช่นกัน

    “เอาเถอะ หลังจากนี้คงไม่มีเหตุการณ์บังเอิญ---”

    เหตุการณ์บังเอิญจนทำให้พวกเราตายห่านหมดหรอก…

    ก็อยากจะพูดแบบนั้นอยู่หรอกนะ

    “ฉัน เปอร์ไซด์ มิตรแท้แห่งความเที่ยงธรรมจะขอลงทัณฑ์พวกเจ้าเองค่ะ! ”

    ถ้าหากว่าไม่มีตัวประหลาดโผลออกมาพูดด้วยภาษาของพวกเราแบบนั้นเสียก่อนนะ

    “ตัวอะไรฟะนั้น? ”

    ข้าตั้งคำถามให้กับตัวเอง

    สิ่งนั้นคือเผ่ามนุษย์นกที่มีขนสีแดงสลับขาว

    เธอมีใบหน้าดูอ่อนเยาว์น่ารักจนโอตาคุอย่างข้าแทบอยากจะเก็บเอากลับบ้านไปเลี้ยง

    ดูขนที่ฟูนุ่มน่านวยของเธอตรงนั้นสิ มันน่านวยแบบสุด ๆ ไปเลยละ

    เธอบินตรงมาทางพวกเราด้วยความเร็วสูง

    ขนาดท่าบินยังดูน่ารัก~

    “เปอร์ไซด์~”

    ขนาดเสียงก็ยังน่ารัก---

    “~คิก! ”

    “เฮ้ย!? ”

    ร่างที่บรรจุไปด้วยความโมเอะนั้น ได้กางกรงเล็บเหยี่ยวแล้วกระแทกเข้าใส่ตัวถังของยานจนเต็มแรง

    เกราะเหล็กหนาที่หุ้มตัวเฮลิคอปเตอร์ถึงกับฉีกขาดกระจุยออกราวกับเศษกระดาษ

    แทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าร่างอันน่ารักนั้น จะซ่อนความน่ากลัวระดับไคจูถล่มเมืองเอาไว้แบบนี้ได้

    “ยิง ยิงแม่งให้ร่วง! อย่าให้โดนรูปลักษณ์ภายนอกหลอกเอาได้เด็ดขาด! ”

    หัวหน้าหน่วยของข้ากรีดเสียงร้องออกมาอย่าตื่นตระหนก

    ปืนกลถูกยิงลั่นไปที่ร่างของนกน้อยน่ารักที่สูงเพียงหนึ่งเมตรกว่า

    ข้าเองก็ลั่นไกออกไปเช่นกัน

    ความจริงการยินปืนในตัวยานนั้นอันตรายมาก เพราะว่ามีโอกาสที่กระสุนจะกระดอนกับตัวถังกลับมาใส่ได้

    แต่การขับไล่ผู้บุกรุกออกไปนั้นสำคัญมากกว่า

    ฝุ่นควันและดินปืนได้ฟุ้งกระจายออกไปทั่ว

    ช่างน่าเสียดายที่ต้องมาเห็นสภาพสาวน้อยมนุษย์นกโมเอะมีสภาพไม่น่าดู---

    “เปอร์ไซด์~ คิก! ”

    “เฮ้ย!? ”

    มีกรงเล็บขนาดเล็กพุ่งผ่านแหวกฝุ่นควันตรงไปทางหัวหน้าหน่วย

    ศีรษะของหัวหน้าถูกถีบกระเด็นหลุดออกมาจากร่างกายในทันที

    “เหวออออ!? ”

    ทุกคนกรีดเสียงร้องออกมาราวกับกำลังเห็นผีก็มิปาน

    คราวนี้ทุกคนซัดทุกอย่างที่มีในมือแบบไม่หยุดพักหายใจ

    ทั้งมีด กระสุน ระเบิดมือ มีอะไรก็ยัดใส่แม่มให้หมด

    … ระเบิดมือ?

    “...”

    เมื่อกี้นี้ใครเป็นคนปาลูกน้อยหน่าออกไปฟะ!

    ข้ารีบคว้าร่มชูชีพแล้วเผ่นออกจากเฮลิคอปเตอร์ในทันที

    *บรู้ม!! *

    เฮลิคอปเตอร์ลำที่สองได้กลายเป็นพลุดอกไม้ที่สวยงามกลางท้องฟ้า

    ให้ตายสิ เสียเฮลิคอปเตอร์ไปถึงสองลำแบบนี้ คงโดนหัวหน้าด่าจนหูชาทีหลังแน่

    แต่อย่างน้อยก็ปราบ---

    “ซำบายค่ะ~”

    “จะโม้เกินไปแล้ว!? ”

    สามัญสำนึกของข้าเริ่มถูกกัดกินมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ร่างของพญาเหยี่ยวสีแดงที่ปรากฏออกมาจากพลุไฟนั้น ทำให้เธอดูคล้ายดั่งพญานกฟินิกซ์ในตำนาน

    “แย่ละสิ! ”

    เสียงที่น่ารักของเธอได้ดังก้องไปทั่ว

    มนุษย์นกสุดโมเอะกำลังบิดตัวไปมาด้วยท่าทีที่เขินอาย

    เสื้อคลุมสีเขียวที่เคยหุ้มร่างกายนั้น ได้ถูกไฟแผดเผาหายไปแล้ว

    “ห้ามมองนะคะ! ”

    เธอแผดเสียงอย่างน่ารักออกมาอีกครั้งด้วยภาษาของพวกเรา

    ความจริงเธอพูดด้วยภาษของพวกเรามาตั้งแต่แรกแล้วละ

    แต่ว่านะ…

    “ขนสีแดงมันขึ้นปกคลุมเต็มตัว แบบนั้นมันไม่รู้สึกอะไรหรอกนะ…”

    ขนสีแดงสลับขาวมันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังสวมชุดขนสัตว์อยู่

    บ่องตงว่าไม่รู้สึกถึงเสน่ห์เย้ายวนอะไรเลยสักนิด

    *เปรี๊ยง เปรี๊ยง เปรี๊ยง! *

    เสียงยิงคำรามดังต่อเนื่องออกมาอีกครั้ง

    กระสุนปืนจากเฮลิคอปเตอร์ลำสุดท้ายได้พุ่งตรงไปที่ร่างของเธอ

    “เดียวก่อนสิ! ขอเวลานอกหาเสื้อก่อนสิค่ะ! คนบ้า! คนลามก! ”

    นกน้อยเปอร์ไซด์หักบินหลบลูกปืนอย่างคล่องแคล่ว

    เอี้ยวตัวหลบ บินตีลังกา และพุ่งทะยานราวกับรู้ว่าลูกปืนเหล่านั้นจะพุ่งมาจากตรงไหน

    แถมยังเร่งความเร็วขึ้นจากเดิมเป็นสามเท่า จนภาพร่างของเธอพร่ามัวเป็นเส้นสีแดงลากยาว

    “ดาวหางแดงเปอร์ไซด์มาแล้วค่ะ! ”

    เธอตะโกนชื่อท่าออกมาด้วยความร่าเริง

    ไหนว่าเมื่อกี้เป็นมิตรแห่งความเที่ยงธรรมไม่ใช่เรอะ?

    เธอบินพุ่งตรงไปที่เฮลิคอปเตอร์ลำสุดท้าย ก่อนจะบินทะลุไปหน้าตาเฉยราวกับซุปเปอร์แมน…

    จะโม้ก็ให้มันน้อย ๆ หน่อยสิเฮ้ย!

    เศษซากของยานที่ระเบิดได้ร่วงลงไปสู่พื้นดิน

    ที่ตรงนั้นมีอเมริกามุงกลุ่มหนึ่งกำลังยืนอยู่พอดี

    แย่ละสิ…

    “อันตรายค่ะ! ”

    เปอร์ไซด์บินลงต่ำอย่างรวดเร็ว แล้วถีบเศษซากเหล่านั้นทิ้งออกไป

    เธอถีบออกไปอย่างรวดเร็วจนเห็นขาแยกออกเป็นหลายสิบขา

    “เธอคือ? ”

    ข้าได้ยินเสียงหนึ่งในชาวมุงถามเธอด้วยความรู้สึกทึ่ง

    และสิ่งที่เธอตอบกลับไปในตอนนั้นก็คือ--

    “หนูคือ ---ซุปเปอร์ [เปอร์ไซด์] เจ้าค่ะ! ”

    มันใช่เรอะเฮ้ย!?

    ในตอนที่กำลังตบมุขอยู่ในใจ เจ้านกน้อยก็หันหน้ามาจ้องทางข้า ก่อนที่จะกางปีกบินขึ้นมา

    บินขึ้นมาหาข้าที่กำลังกระโดดร่มอยู่บนท้องฟ้า…

    “เห็นจ้องมาทางหนูตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะคะ! คนลามกต้องโดนลงโทษ! ”

    ยัยนั่นบินมาทางข้าด้วยสายตาของนักฆ่า

    และราวกับว่าแค่นี้ยังซวยไม่พอ

    “จากศูนย์ติดต่อหน่วยพิเศษ ให้รีบถอยออกมาด่วน จรวดต่อต้านมังกรได้ถูกยิงออกไปแล้ว ย้ำอีกครั้ง จรวดต่อต้านมังกรได้ถูกยิงออกไปแล้ว”

    เสียงเตือนเช่นนั้นได้ดังขึ้นมาจากวิทยุสื่อสารของข้า

    ใครแม่งทะลึ่งยิงจรวดออกมาตอนนี้กันฟะ!?

    “เฮ้ย!? เดียวก่อน เดียวก่อนนนน! ”



    ***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]

    “อึ๊ก…”

    รู้สึกว่ามีการโจมตีที่รุนแรงมาทำให้ผมสลบไปชั่วขณะ

    ให้ตายสิ ขนาดเป็นชุดเกราะล่าสุดตัวนี้ ก็ยังมิอาจต้านทานอาวุธของพวกจอมมารได้เช่นนั้นหรือ?

    พวกจอมมารช่างน่ากลัวเสียจริง

    “... นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ”

    พอตั้งสติมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ผมก็พบว่ายานรบของจอมมารได้หายไปหมดแล้ว

    “กรี๊ดดด!? ม่ายน้า~! อย่าไล่ตามมาแบบนี้สิค่า~! ”

    “ยัยนั่น… เปอร์ไซด์? ”

    และมีปีศาจปีกคนหนึ่งปรากฏครอบครองน่านฟ้าแห่งนี้แทนพวกยานเหาะของเหล่าจอมมาร

    ผมจำเธอได้ ยัยนั่นคือเปอร์ไซด์ไม่ผิดแน่นอน

    และยัยนั่นกำลังบินหลบหลีกอะไรบางอย่างที่ส่องแสงสีแดง

    เจ้าสิ่งนั้นบินทะยานและทิ้งควันจำนวนมากเอาไว้ที่เบื้องหลัง

    สิ่งนั้นกำลังบินขับเคี่ยวกับเปอร์ไซด์อย่างเอาเป็นเอาตาย

    *บรึ้ม บรึ้ม บรึ้ม! *

    เสียงระเบิดจำนวนมากได้ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องถึงสามครั้ง

    มีอะไรบางอย่างสีแดงเหมือนเมื่อกี้บินขึ้นท้องฟ้าไปหาเปอร์ไซด์

    แต่มีลูกหนึ่งที่ระเบิดกลางอากาศไปเสียก่อน จึงทำให้เหลือเพียงแค่สองลูก

    เมื่อรวมกับลูกที่แล้ว จึงทำให้มีผู้ไล่ล่าเธอถึงสามลูกด้วยกัน

    “แง~ อีกพวกคุณช่างตื้อ ก็บอกว่าอย่าตามมายังไงละคะ! ”

    เธอกรีดเสียงร้องเช่นนั้น ก่อนที่จะบินพุ่งแหวกอากาศไปทางตะวันออก ก่อนจะหายลับตาไปทั้ง ๆ แบบนั้น

    “... ไม่เข้าใจเลยวุ้ย”

    กระผมพึมพำกับตัวเอง

    แต่ไม่ใช่ว่านี่คือโอกาสอันดีหรอกหรือ?

    พวกศัตรูมันมัวแต่ไปสนใจเปอร์ไซด์อยู่ เลยทำให้พวกเรารอดมาได้

    หรืออาจต้องบอกว่าพวกมันคิดไปเองว่าพวกเราตายไปแล้ว

    “... ใช้โอกาสนี้หนีดีกว่า”

    ว่าแล้วกระผมก็รีบขุดดินแล้วคว้าเอาอาวุธของเผ่าจอมมารติดมือมาให้มากที่สุด

    ในตอนนั้นเองที่สายตาเหลือบไปเห็นร่างอันใหญ่โตของบานา

    ร่างกายของมันยังคงมีลมหายใจอยู่ แต่เป็นลมหายใจที่ใกล้สิ้นลงเต็มที่แล้ว

    มันยังไม่ตายสินะ…

    “ให้ตายสิ ช่วยไม่ได้แฮะ”

    กระผมเดินเข้าไปใกล้ร่างกายของมัน แล้วใช้เศษขยะจากแถวนี้มาทำเป็นที่ดามแขนกับผ้าปิดแผลฉุกเฉินให้มันก่อน

    ถ้าหากว่ามันจะติดเชื้อโรคตายในตอนหลัง นั่นก็ถือว่าเป็นโชคชะตาของมันเอง

    อีกอย่าง การช่วยเหลือศัตรูคือความคิดที่โง่เขลา แต่อะไรบางอย่างในตัวผมได้กรีดร้องบอกว่าต้องช่วยเหลือมันเอาไว้

    คงเป็นความรู้สึกผูกพันธ์ที่มีต่อศัตรูซึ่งเคยฟาดฟันดาบเข้าใส่กันนั่นละ

    ส่วนยัยเอสเทอคงหมดทางรอดแล้ว เพราะว่าเธอตายคาที่เลย

    และด้วยเหตุนี้ จึงมีเพียงแค่กระผมกับบานาเท่านั้น ที่สามารถหนีออกมาจากเมืองของพวกจอมมารพร้อมกับอาวุธของพวกมันได้

    การถูกจับตัวมาครั้งนี้ บางทีอาจจะเรียกว่าโชคดีมากกว่าโชคร้ายมากกว่าละมั้ง?