หลังผ่านพ้น่ฤดูร้อนโลกใบนี้ก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง แม้จะเป็โลกในนิยายวายหากแต่โชคดียิ่งนักที่ผู้แต่งนิยายเื่นี้ไม่ได้ใส่อะไรที่มันแฟนตาซีจนเกินไปนัก การนับกาลเวลาเป็แบบสมัยใหม่และ่ฤดูกาลยังคงคล้ายคลึงกับโลกที่ผมจากมา
ร่างกายที่ได้รับการฟักพื้นตลอดฤดูร้อนครั้นไม่ได้ขยันมานานมันก็ส่งเสียงประท้วง จี้หลี่แวะเวียนมาเยี่ยมผมหลายครั้งเขาคอยเปลี่ยนผ้าพันแผลให้จนถึงวันที่เขาประกาศว่าไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงผมแทบไชโยออกมา
ขอบคุณ์ในที่สุดก็สามารถบอกลาเตียงกับห้องสี่เหลี่ยมแสนน่าเบื่อได้แล้ว ผมไม่รอช้าทันทีที่เ้าของคนไข้อย่างจี้หลี่อนุญาตก็ออกมายังข้างนอก มือถืออาวุธประจำกายแส้ทมิฬพลิกตวัดปลายแส้ลงพื้นเพราะไม่อาจขยับได้ดั่งใจดังก่อนพาให้มันพลาดเป้านั่นทำให้ผมอึดอัดใจ ผมก้มลงมองมือที่เต็มไปด้วยริ้วรอย แผลไฟไหม้นั้นหายแล้วทอดทิ้งไว้เพียงหนังยับย่นน่าเกลียดน่ากลัวไม่ว่าจี้หลี่จะใช้ยาดีแค่ไหนก็มิอาจผสาน
ผมไม่กล่าวโทษเขาแม้แต่น้อยขนาดวิทยาการก้าวไกลในโลกของผมยังมิอาจรักษาแผลไฟไหม้ให้เหมือนดังเดิมได้ แถมที่นี่ยังไม่มีการศัลยกรรมเสียหน่อย ผมเกิดมาเป็ชายชาตรีจะมีแผลน่าเกลียดบ้างจะเป็ไรไป ได้แต่หวังให้ภริยาตัวน้อยในอนาคตไม่รังเกียดในส่วนนี้ของผมมากนัก
ผมควบคุมพลังภายในร่างกายรู้สึกถึงความรวดร้าวเพ่งสมาธิได้ไม่นานกลับเป็ฝ่ายถอยร่น ...นี่คือสิ่งที่ผมห่วงเป็อย่างมากหลังจากที่ฟื้นจากอาการาเ็ผมไม่สามารถเดินลมปราณได้ ภายในปั่นป่วนราวกับมีเปลวไฟที่มอดไหม้ไม่รู้จักจบสิ้นอยู่ในกายมันไหลเวียนตามอำเภอใจ ในอนาคตหากต้องสู้รบตบมือกับพี่ชายชุดดำขึ้นมาผมมีแต่ตายกับตาย
เสียงฟาดแส้ดังขึ้นอีกครา แส้ของหวังฮ่าวเซวียนชิ้นนี้เป็อาวุธที่มีจิตใจ มันขี้หงุดหงิดง่ายเหมือนกับเ้าของเดิมทว่าในยามที่อ่อนโยนกลับอ่อนช้อยเกินกว่าจะกล่าว มันเห็นว่าผมกำลังกลุ้มใจปลายจึงได้ตวัดไปทางดินใหญ่ผ่าก้อนหินขนาดใหญ่ ผมมองภาพนั้นน้ำตาไหลเอ่อถึงขอบตา
สหายรักพวกเราจะร่วมเป็ร่วมตายกันหากถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานก็ปกป้องผมด้วยนะ
แต่หากพูดถึงอาวุธที่มีชีวิตจิตใจที่เด่นดังที่สุดคงไม่พ้นกระบี่ชื่อยาวๆ ของซ่งจี้หยาง อาวุธของตัวเอกในนิยายย่อมต้องเลิสเลอกว่าใครในนิยายอยู่แล้ว ผมมันเป็แค่มินิบอสมีอาวุธที่พอทำให้ตัวเอกเติบโต แส้ทมิฬไม่สามารถพัฒนาทว่ากระบี่ของซ่งจี้หยางสามารถฝึกปรือไปพร้อมกับนายของมันได้เป็สิทธิพิเศษของตัวเอกไงละ
ชิส์ ไอ้พวกเทพทรู
“อาเซวียน...เ้าอย่าตากลมนักเลย “เสื้อคลุมตัวใหญ่ถูกทาบทับที่ด้านหลัง ช่างเป็บุรุษที่ตายยากเหลือเกิน ผมหันกลับไปมองใบหน้าที่สว่างไสวยิ่งกว่าจันทรา เลอโฉมเสียจนมวลบุปผาละอายเขาเยื้องย่างเข้ามาใกล้โอบล้อมผู้คนด้วยกลิ่นดอกกุ้ยฮวา กลิ่นหอมอ่อนที่พาให้สบายใจทุกครั้ง
“ซ่งจี้หยางข้าหายดีแล้ว เ้าอย่างกังวลอีกเลย “นับั้แ่ผมสามารถลุกเดินไปผมก็พบว่าตัวเอกนิยายเื่หนึ่งสามารถผันตัวเป็เหาฉลามได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ผมเพียรขับไล่ไสส่งเขาแต่อีกฝ่ายกลับเดินเข้าออกบ้านของผมราวกับมันเป็บ้านของเขา
“อาเซวียน” น้ำเสียงรื่นหูดังขึ้นจากด้านหลังเขายืนบังลมให้กับผม ปล่อยให้เส้นผมดำขลับนั้นปลิวไสวผมได้กลิ่นหอมบางที่ยั่วเย้าก่อนที่ััอุ่นจะแนบเข้าที่แผ่นหลัง บางครั้งตัวเอกนิยายก็เป็คนขี้อ้อน เขาชอบใช้ร่างกายตัวเองพิงหลังของผมทิ้งน้ำหนักไม่มากนักลงแนบััเหมือนแมวหนึ่งตัว เขาเอื้อมมือจากด้านหลังมาลูบมือทั้งสองข้างของผม นับั้แ่ถอดผ้าพันแผลออกกลายเป็เขาที่เสียใจกับสภาพของมือคู่นี้มากกว่าเ้าของมัน
“อย่าเสียใจไปเลย ข้ายังไม่เสียใจไยเ้าจึงจำเป็ต้องมาโศกเศร้ากันเล่า?” ผมเหนื่อยอกเหนื่อยใจคำพูดนี้ไม่รู้ว่าพูดเป็ครั้งที่เท่าใดกัน มือเป็ของผมแต่ดันไปหนักหัวของเขาให้ตายเถอะ
“มันเป็เพราะข้าจะไม่ให้ข้าปวดใจได้อย่างไร?” ซ่งจี้หยางแนบศีรษะของเขาลงที่ซอกคอ ััวาบหวามนั้นพาให้ผมสะดุ้ง กลิ่นหวานที่โอยรายล้อมพวกเราราวกับตกอยู่ในบรรยากาศชวนฝัน ผมกระพริบตารู้ดีว่านี่มันไม่ใช่ฉากของตัวร้ายและตัวเอกจึงได้ดึงมือของเขาออกเก็บแส้ทว่าอีกฝ่ายกลับจับมือไว้แน่น ซ่งจี้หยางวางบางสิ่งลงในมือผม
“นี่มัน...” ผมจับบางอย่างััหนังสีดำมันเป็ดูเหมือนถุงมือ ใช่แล้วใช้คำว่าดูเหมือนเพราะด้ายของมันเก็บไม่เรียบร้อย รูปร่างนิ้วมือทั้งห้าแปลกประหลาด ผมก้มลงมองมือใหญ่ที่ประคองผมเอาไว้ครั้นเพ่งมองจึงได้เห็นริ้วรอยบางบนนิ้วมือเรียวงามดั่งเทียนไข
คนที่ทำให้นิ้วแสนงามนี้ต้องมีาแดูเหมือนจะเป็ผม
“ข้าไม่เก่งเื่เช่นนี้ น่าขายหน้ายิ่งนัก” ดวงหน้าเลอโฉมนั้นขึ้นสีระรื่น เพราะผิวของเขาขาวจัดครั้งเอียงอายกลับเหมือนผลไม้สุกที่ชวนมอง สีสันของดอกท้อแต่งแต้มงดงามพาให้ผมคลี่ยิ้มบางกำถุงมือคู่นี้เดินกลับไปในห้องหยิบเอาอุปกรณ์เย็บปักออกมา
ในโลกใบนี้งานบ้านงานเรือนเป็เื่ของอิสตรีแม้นิยายเื่นี้จะหาอิสตรีได้ยาก บุรุษที่จะทำงานบ้านงานเรือนนั้นไม่ค่อยมีนัก แม้ซ่งจี้หยางตัวเอกจะเก่งกาจในการทำข้าวปลาอาหารทว่าเขากลับอ่อนการเย็บปักถัดร้อย แล้วคนที่แค่จะเย็บชุนเสื้อผ้าของตนเองยังไม่ถนัดกลับมาเย็บถุงมือให้ผม
“แก้นิดเดียวก็ใช้ได้แล้วละ” ผมหยิบเข็มขึ้นมาเก็บงานของเขาให้เรียบร้อยก่อนตัดถุงมือตรงปลายออก คนในยุคนี้ยังไม่เข้าใจแฟชั่นและการใช้สอยนัก ผมที่อยู่ในยุคที่มีถุงมือตัดปลายรู้ดีว่าการตัดปลายทำให้หยิบอะไรได้สะดวกขึ้นอย่างน้อยขอแค่นิ้วข้างที่ถนัดก็ได้ ผมสวมถุงมือข้างนั้นแม้ปลายนิ้วจะมีสภาพยับย่นแต่หากไม่สังเกตให้ดีคงมองไม่เห็น ก้มดูสองมือที่ถูกปกปิดความอัปลักษณ์ไว้ด้วยถุงมือหนังสีดำ “ใช้ได้แล้วละ”
“เ้ายังเก่งเื่เช่นนี้เหมือนเคย “ซ่งจี้หยางหัวเราะเขาคลี่ยิ้มขับให้ดวงหน้าน่ามอง รูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดาเคลื่อนคล้อยเข้ามาใกล้ “ข้าทำอาหารเก่งทว่าไม่เอาไหนเื่เช่นนี้มีเ้าชุนเสื้อผ้าให้อยู่เสมอ”
“เื่เช่นนั้นมันเป็อดีตไปแล้ว” ผมขอโทษเขาจากใจจริง ที่ได้สกิลงานบ้านงานเรือนเพราะยัยน้องสาวชอบเอาตุ๊กตาเมนของเธอมาให้ช่วยเย็บต่างหาก
‘เมนเป็ตัวประกอบไม่มีของจากออฟฟิกเชี่ยนขายก็เย็บมันขึ้นมาสิ!’
ที่เก่งการเย็บปักถักร้อยเพราะนอกจากจะเย็บตุ๊กตาเมนยังต้องเย็บชุดตุ๊กตาเพื่อให้เมนของน้องสาวอีกด้วย ขอโทษด้วยนะซ่งจี้หยางที่หวังฮ่าวเซวียนคนนี้ไม่ได้เก่งงานเย็บปักเพราะซ่อมชุดให้พี่ชาย...
“แม้จะเป็อดีตหากแต่พวกเราจะเริ่มสานมันขึ้นอีกครา” น้ำเสียงนุ่มนวลดังขึ้นข้างหูใบหน้าถูกเชยขึ้นไปรองรับกับจูบนุ่ม ความเย็นถูกถ่ายทอดผ่านปลายลิ้นลื่น มันคือกิจวรรคที่ทำจนชินชาไปแล้วทว่าในยามที่ลิ้นนุ่มนั้นเข้ามาภายในปากพาให้เก้กังจนทำอะไรไม่ถูก
รู้สึกร้อนมากกว่าเย็นทั้งที่เขากำลังถ่ายทอดลมปราณน้ำแข็งให้แท้ๆ
“พอแล้ว” ทั้งที่เมื่อก่อนเป็ฝ่าย้าจากเขา แต่ในยามนี้กลับเป็ฝ่ายดันริมฝีปากอ่อนนุ่มนั้นอ่อนไป กลิ่นกายคุกกรุ่นหอมหวานลอยอ้อยอิ่งพาให้หลุบตาลง
ช่างเป็ตัวเอกที่มีเสน่ห์มากล้น
“เ้าจะอยู่ที่นี่ถึงเมื่อใดกัน?” ผมขมวดคิ้วดึงสติอันลางเรือนกลับมาจากจูบรสหวาน จับจ้องยังผู้ที่ไม่สมควรอยู่ที่แห่งนี้ เขาเป็เ้าแห่งหุบเขามีศิษย์มากมายกลับมาขลุกอยู่แต่ที่นี่
“เ้ายังไม่หายดีข้าคิดว่า...”
“เ้าจะไม่เชื่อคำพูดของจี้หลี่งั้นหรือ?” มันคือความจริงผมนั้นสามารถฟื้นฟูร่างกายจนหายดีสิ่งที่ต้องทำก็แค่กายภาพบำบัดบางส่วน
“ข้า ...” เขาหลุบั์ตาลง โฉมงามผู้นั้นทาบอกตนเองดูราวกับผมทำให้เขาลำบากใจ “ข้าอยากจะช่วยเ้าฟื้นฟูร่างกาย”
“เ้ารับดูแลศิษย์ของข้าอยู่มิใช่หรือ? “ผมถอนหายใจนึกถึงเด็กน้อยผู้แสนน่ารักคนนั้น “ข้ามีเื่ที่ต้องทำ เ้าเองก็เช่นกัน”
“อาเซวียน” เขาทำเสียงอ่อนลงมันเป็น้ำเสียงที่พาให้จิตใจของบุรุษหวั่นไหว ผมสูดลมหายใจลึกก่อนจะทำใจแข็งไม่มองใบหน้าเลอค่านั้น
“เ้าควบคุมกระบี่ตนเองได้ดั่งใจนึกแล้วหรือ หากใช้ไม่คล่องแคล่วก็ราวกับไก่ได้พลอย” ผมดุเขากอดอกทำใจแข็งเื่นี้เกี่ยวพันกับชีวิตของศิษย์ในสำนักในภายหลัง ตัวเอกของนิยายผู้นี้มีพร์ล้ำเลิส เป็เทพทรูแถมได้ไอเท็มล้ำค่ามีสถานการณ์บีบบังคับให้แสดงความเก่งกาจมากมาย ถ้าเ้าไม่เก่งพวกเราจะชิบหายกันหมด
“ข้าทราบแล้ว” ซ่งจี้หยางแตะลงยังด้ามกระบี่มันเรืองแสงเบาบางก่อนดับลงราวกับจะรู้ความในใจของนาย ผมมองแผ่นหลังนั้นไม่วายได้ยินเสียงนุ่มนวล “ทว่าข้าจะนำอาหารมาให้เ้าทุกวัน”
โอเค ผมควรไปทำกายภาพบำบัดล่าปีศาจเพื่อหนีเหาฉลามตัวนี้
เมื่อคิดได้ว่าตนเองควรหนีตัวเอกที่กลายพันธุ์เป็เหาฉลามผมก็เดินไปยังกระท่อมหลังน้อยมันตั้งอยู่ในเขตแดนระหว่างหุบเขาเล็ก มันเป็กระท่อมเดี่ยวที่ไม่โดดเด่นที่แห่งนี้คือที่อยู่ของศิษย์คนเดียวของผม
“ท่านอาจารย์!” อ้อมกอดรัดแน่นความอบอุ่นปกครอบตัวของผมพร้อมกับน้ำเสียงแสบแก้วหู ผมได้แต่ยื่นมือไปตบไหล่บอบบาง
“ข้ามาแจ้งเ้าว่าข้าจะไม่อยู่ที่นี่สักระยะ” มือลูบพวงแก้มใสไปมาเขาเหมือนแฮมเตอร์ตัวน้อยที่แสนน่ารัก มันอดไม่ได้ที่จะหยอกพวงแก้มเอิบอิ่มนั้นหลายๆ ที
นี่เ้าอ้วนขึ้นใช่ไหม ที่นี่เลี้ยงเ้าดีไปหรือไม่?
ท่านอาจารย์จะจากข้าไปอีกแล้วหรือขอรับ” กัวเฉิงไม่ยอมปล่อยผมร้องไห้โวยวายให้ตายเถอะเ้าเด็กคนนี้ถูกเลี้ยงมาแบบใดกัน
“ข้าจะไปฝึกฝีมือเสียหน่อยแล้วจะกลับมาหาเ้าแน่นอน” ผมลูบแผ่นหลังเล็กรู้สึกเหมือนตนเองเป็ต้นยูคาลิปตันให้หมีโคอาล่าเกาะ
“ข้ากับท่านยังไม่ได้พูดคุยสักเท่าใดท่านก็จะจากข้าไปอีกแล้ว”
ผมยังไม่ตายเฟ่ย!
“ข้าไปปราบปีศาจร้าย”
“สมเป็ท่านอาจารย์เหลือเกินขอรับ!” กัวเฉิงเลิกฟูมฟายเขาทำตาใสมองราวกับผมจะพาเขาไปด้วย
“จงฝึกปรือให้ผ่านขั้นพื้นฐานแล้วข้าจะสั่งสอนเ้าเอง” พวกเราศิษย์อาจารย์กอดกันเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจากลา ผมได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเ้าเด็กที่ชื่อว่าเจิ้งฝานซิง
“ข้าคิดว่าตนเองเข้าใจความรู้สึกของอาจารย์ขึ้นมาบ้างแล้วขอรับ” เจิ้งฝานซิงพูดถ้อยคำประหลาดแก่ผม เขาคลี่ยิ้มกว้างพาให้ใบหน้าน่ารักนั้นน่ามองไม่เบา ผมคิดว่าเขามาส่วนคล้ายกับซ่งจี้หยางไม่น้อย สมกับเป็ศิษย์เอกที่ตัวเอกแห่งนิยายทุ่มเทฝึกปรือ
ผมจากลาศิษย์ของตนเองเหาะเร่งรุดเดินทางมาจนถึงป่าไผ่ที่นี่คืออาณาเขตของพี่ชายชุดดำ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนหากคุณ้าลงไปยังหมู่บ้านล่างูเาก็ต้องล้วนผ่านป่าไผ่แห่งนี้ทั้งนั้น ในโลกใบนี้ปีศาจและมารร้ายนั้นแตกต่างกัน ปีศาจคือชื่อเรียกของเผ่าพันธุ์หนึ่งพวกเขาก่อกำเนิดขึ้นโดยมีรูปลักษณ์และความสามารถแตกต่างกับมนุษย์ ทว่ามารนั้นคืุ์ที่มีจิตใจใฝ่ความชั่วละทิ้งเส้นทางของมนุษย์และฝึกวิชามารจนกลายเป็มารร้าย
การเป็มารอาจเป็จุดจบสุดท้ายของหวังฮ่าวเซวียนหากเขาไม่ถูกพี่ชายชุดดำฆ่า ทั้งที่เป็ผู้หุบเขาแต่หวังฮ่าวเซวียนผู้ไร้พร์ก็เลือกฝึกวิชาของมารเพื่อกลายเป็มาร
โลกใบนี้ดำเนินเื่ราวด้วยผู้ฝึกตน พวกเขาเ่าั้ล้วนฝึกปรือฝีมือทั้งกายและใจเพื่อให้บรรลุเป็เซียนทว่าจึงมีหน้าที่อันชอบธรรมในการปราบปีศาจและมารร้าย ดังนั้นการที่ผู้ฝึกตนลงมายังหมู่บ้านเบื้องล่างเพื่อปราบปรามเหล่าปีศาจจึงเป็ที่พบเห็นได้เป็เื่ธรรมชาติ
“น้องเล็ก ...เ้าจะไปที่ใด?” เท้าของผมหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู หันกลับไปมองยังใบหน้าอันหล่อเหลา ในนิยายเื่นี้หลี่ป๋อเหวินถูกจัดเป็บุรุษที่หญิงคะนึงหาอันดับ 4 เชียวละ
“ข้าจะไปยืดเส้นยืดสาย” ผมลูบแส้ที่เหน็บที่เอวจ้องมองรอยยิ้มอ่อนโยนของพี่ใหญ่
“เช่นนั้นก็ไปเถิด” ครั้นได้ยินเช่นนั้นผมก็ก้าวไปข้างหน้า ผมก้าวหนึ่งก้าวพี่ชายชุดดำก็ก้าวตามหนึ่งก้าว ผมก้าว 10 ก้าวเขาก็ก้าวตามหลังมา 10 ก้าว
“ท่าน้าสิ่งใด?”
“ไปกับเ้า”
สลัดเหาฉลามมาได้กลับพบพานเห็บหมา
“ข้าจะไปปราบปีศาจ ท่านจะมาแย่งเหยื่อกับข้างั้นหรือ?” ผมขมวดคิ้วมองใบหน้าอ่อนโยนของพี่ชายชุดดำมือแตะลงที่แส้ทมิฬ “ถ้าท่านจะแย่งเหยื่อกับข้า ข้าคงต้องสู้กับท่าน”
“น้องเล็ก” หลี่ป๋อเหวินถอนหายใจคิ้วเรียวคมนั้นขมวดจนยับย่น มือใหญ่ยื่นออกมาข้างหน้าคลายนิ้วออกเผยให้เห็นลูกอม
“ข้าไม่้า”
พูดก็พูดเถอะใน่ที่ผมป่วยนอนซมอยู่เขาเอาลูกอมมาถมที่พักจนกินได้ทั้งชีวิตด้วยซ้ำ
“เ้าไม่ชมชอบสิ่งนี้แล้วหรือ เช่นนั้นอยากกินอย่างอื่นหรือไม่?”
“ข้าหาใช่เด็กน้อยของท่านอีกต่อไป ...พี่ใหญ่” ผมลูบอกตัวเองอยากตีปากตัวเองที่พลั้งเผลอเรียกเขาว่าพี่ใหญ่อย่างสนิทสนม ให้ตายเถอะเรียกแบบนี้..
“น้องเล็ก” ั์ตาคู่นั้นฉายประกายสดใส มันให้ความรู้สึกเหมือนั์ตาของลาบาดอว์ที่เห็นของที่ตนชมชอบ ร่างสูงเดินตามขยับเข้ามาใกล้จนเห็นใบหน้าดูดีนั้นได้ชัด “เช่นนั้นพวกเราก็ไปเที่ยวตามประสาพี่น้องกันเถิด”
“ข้าจะไปล่าเหยื่อ!”
ผมจะไปหาอาหาร นายไม่ต้องมายุ่ง
“ถ้าเ้า้าปีศาจพี่ใหญ่ก็จะไปหาให้เ้าเอง” พี่ชายชุดดำก้าวขึ้นมาเดินเสมอเคียงคู่ รอยยิ้มอบอุ่นประดับบนใบหน้าคมคาย เขาเป็บุรุษหล่อเหลาไร้ตำหนิแม้สักส่วนให้ติเตียน
“ข้าออกล่าเองได้ไม่้าท่าน” ผมหันไปถลึงตาใส่เขาด้วยท่วงท่าที่คิดว่าดุที่สุด อีกฝ่ายเพียงคลี่ยิ้มรับการขู่ของผม “ไม่ต้องให้ท่านเ้าหุบเขาที่มีศิษย์จำนวนมากเดือดร้อน”
หากพูดถึงว่าใครมีศิษย์มากที่สุดในสำนักคงต้องยกให้หลี่ป๋อเหวิน ในการคัดเลือกศิษย์หุบเขาของเขารับทั้งผู้มีพร์และไร้พร์อีกอย่างธาตุพื้นฐานของเขาคือธาตุดินที่หาได้สามัญทั่วไป
“เพราะข้ามีศิษย์มากมายงานการจึงฝากฝังศิษย์ได้”
อย่ามาพูดให้อิจฉานะ!
“ในเมื่อท่านว่างงานก็ไปตามทางของท่านเถิด” ผมขบเคี้ยวไม่ว่าจะเหาะวิ่งหนีเท่าใดอีกฝ่ายก็จะตามด้านหลังราวกับเห็บหมาที่เกาะเส้นขนหมา วิ่งแค่ไหนก็สลัดไม่หลุดอย่างแท้จริง
“น้องเล็กเ้าหายดีแล้วหรือ?” ผมหนีเขาไม่พ้นลมปราณที่ตีกันอยู่ในร่างแม้จะสามารถกลับมาปรับสมดุลได้แล้วทว่าก็ยังไม่เทียบเท่าพี่ชายชุดดำ ั์ตาทอดมองยังก้อนหินขนาดประมาณข้อเข่ามันถูกสลัดเอาไว้ด้วยลายมืออันงดงาม แม้จะถูกบนผืนดินราวกับของไร้ค่าแต่นี่คือป้ายสำนักของพวกเรา
“ข้าสบายดี เ้าไม่ต้องมาช่วยเหลืออันใด!” ผมอดมองหินก้อนนั้นต่อไม่ได้เ้าสำนักเป็ผู้ที่แปลกราวกับเขาไม่ได้จะตั้งใจก่อตั้งสำนัก
“ได้ ได้ เ้าสบายดีไม่มีตรงไหนาเ็พี่ใหญ่ก็ย่อมยินดีกับเ้าด้วย” หลี่ป๋อเหวินคลี่ยิ้มอ่อนโยนเขาล้วงเอาถุงเงินออกมาจากอกเสื้อเขย่าถุงไปมาหูของผมได้ยินเสียงกระทบกันท่าทางในถุงนั้นจะมีเงินจำนวนมาก “ในเมื่อเ้าหายดีแล้วพี่ใหญ่ควรเลี้ยงเ้าดีหรือไม่?”
“ที่ข้าาเ็เพราะฝีมือไม่เข้าขั้นท่านไม่จำเป็ต้องมายุ่งเกี่ยว ไม่มีเหตุอันใดให้เลี้ยงทั้งนั้น” ผมเบนสายตาหนีจากถุงเงินนั้นลูบถุงเงินที่หน้าอกตนเองไม่ได้ หวังฮ่าวเซวียนใช้ชีวิตอย่างสันโดษเขาไม่สนใจทรัพย์สมบัติหรือผู้คนถ้าให้พูด...ภายในถุงเงินนี้ช่างมีน้อยนิดจนผมอยากจะร้องไห้หากขายข้าวของมีค่าในเรือนพักคงจะมีเงินทองมากมายทว่าด้วยนิสัยของตัวละครนี้ย่อมไม่ทางทำเช่นนั้น
“ข้าเองไม่ได้ลงที่หมู่บ้านเบื้องล่างมานานแล้ว นานทีก็อยากหาคนรู้จักร่ำสุรา”
“ข้าและท่านหาใช่สหาย”
“เ้าเป็น้องเล็กที่แสนน่าเอ็นดูของข้า” มือใหญ่โอบประคองไหล่ของผม แขนตวัดรัดรอบแผ่นหลังเขาไม่ได้ออกแรงทำราวกับกำลังประคองลูกนกตัวหนึ่ง “ให้ข้าพาเ้าไปซื้อขนมเหมือนดั่งเมื่อก่อนเถิด”
“ข้าไม่ใช่เด็กอีกแล้ว” ัันั้นแตกต่างจากซ่งจี้หยาง ในยามที่ซ่งจี้หยางััผมมันพาให้รู้สึกเขินอายและวูบวาบทว่าััจากมือข้างนี้มีแต่อบอุ่น
“เ้าไม่ใช่เด็กแล้วก็ให้พี่ใหญ่เลี้ยงอาหารสักมื้อเถิด” พวกเราเดินออกจากสำนักลงจากเขามาถึงหมู่บ้านเบื้องล่างเพราะคนที่หมู่บ้านรู้จักเหล่าผู้ฝึกตนดีจึงไม่ได้ตกอกใ ได้แต่โค้งคำนับให้กับพี่ชายชุดดำ เขาเป็อาจารย์ที่มีศิษย์นับร้อยคนจะเป็ที่รู้จักคงมิแปลกอันใด
“ถึงเวลาทานพอดี เ้าก็นำไปเถิด” การที่หวังฮ่าวเซวียนจะร่วมดื่มกินและสังสรรค์ร่วมกับหลี่ป๋อเหวินในนิยายแทบไม่มีปรากฏ นี่ผมกำลังเปลี่ยนแปลงนิยายเื่นี้ไปในทิศทางใดกันแน่
“ร้านที่ข้าจะพาไปย่อมถูกปากน้องเล็กแน่นอน” มือใหญ่คลายออกจากการโอบกอดแปรเปลี่ยนมาเป็การสอดมือจับจูงราวกับผู้ใหญ่จับมือของเด็กน้อย เพราะอีกฝ่ายเป็ผู้มีชื่อเสียงการมาจับมือชายคนหนึ่งเดินท่ามกลางตลาดที่ครึกครื้นก็เรียกรอยยิ้มกับสายตาของผู้คนได้มาก
“ท่านเ้าขุนเขาพาศิษย์คนใหม่มาฝึกตนหรือขอรับ” เสี่ยวเอ้อที่ยกน้ำชามาให้ทักพวกเรา เขาคลี่ยิ้มถูมือไปมามองผมเหมือนกำลังประเมินสินค้า
“ข้าไม่ใช่ศิษย์เขา และไม่คิดจะเป็” ผมก้มลงมองเงาที่สะท้อนในถ้วยชาไม่ได้ หวังฮ่าวเซวียนเป็คนหน้าอ่อนก็จริงแต่อายุอานามไม่อาจใช้คำว่าเด็กหนุ่มมาบรรยายได้
“นี่คือน้องเล็กที่แสนน่าเอ็นดูของข้า” หลี่ป๋อเหวินเหยียดยิ้มั้แ่ลงเขามาเขาก็ยิ้มไม่หยุด ยิ้มจนนึกว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้านั้นตายด้านไปแล้ว ยิ้มจนผมเป็ฝ่ายเขินเสียเอง
“ข้าไม่ใช่ศิษย์ของท่าน” ผมกระแทกถ้วยชาลงใช้ั์ตาคมปรายตามองยังเสี่ยวเอ้อพาให้เขาต้องรีบหนีหลังรับคำสั่งอาหาร “ดูท่าท่านคงชินกับการเอ็นดูศิษย์”
“เ้าเป็น้องเล็กของข้าหาใช่ศิษย์ของข้า” หลี่ป๋อเหวินหัวเราะเขาเป็ฝ่ายรินชาให้อย่างเอาอกเอาใจ “ข้าไม่เคยแนะนำตัวศิษย์เช่นนั้น ...”
“...” ผมหันไปมองรอยยิ้มอ่อนโยน ั์ตาคมกล้านั้นหรี่ลงมันหยักโค้งเป็รูประฆังคว่ำ
“เ้าเป็น้องเล็กที่แสนน่าเอ็นดูของข้าเสมอ”
ช่างเป็ผู้ชายที่มากหยอกล้อได้น่าอายเสียจริงๆ ...ผมหลบสายตาอบอุ่นคุ่นั้นไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนเข้าใจแล้วทำไมนายเอกของนิยายเื่นี้อย่างซ่งจี้หยางจึงได้ลงเอยกับเขา
“ศิษย์ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง “พี่ชายชุดดำเห็นผมเงียบไปจึงชักชวนพูดคุย ผมคิดว่าคาแรกเตอร์ของเขานั้นผิดแผกจากนิยายอยู่เล็กน้อย ในนิยายหลี่ป๋อเหวินหาใช่คนพูดมาก เขาสงบเสงี่ยมสูงส่งราวกับต้นสนไม่โค่นเอียงทว่าหลี่ป๋อเหวินตรงหน้าคือชายหนุ่มอบอุ่นที่พยายามชวนผมคุยคนหนึ่งเท่านั้น “เ้าเพิ่งเคยรับศิษย์เป้นครั้งแรกมีปัญหาใดหรือไม่?”
“ไม่มีปัญหาใดเขาเป็เด็กดีไม่น้อย” ผมตอบตามตรงมองดูกับข้าวที่ยกมาทีละอย่างจนเต็มโต๊ะ มีทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่และผักผักนานาชนิดทุกอย่างล้วนแต่เป็ของที่หลี่ป๋อเหวินไม่ชมชอบ ในนิยายเื่นี้มีครั้งหนึ่งที่ซ่งจี้หยางและหลี่ป๋อเหวินร่วมโต๊ะกันซ่งจี้หยางสั่งอาหารโดยพุดว่าสหายของเขาเกลียดของมันและของทอด ทว่าสิ่งที่อยู่บนโต๊ะมีทั้งทอดและผัดผักที่น้ำมันท่วม
“น้องเล็กทานเถิดทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็ของชอบของเ้า”
“...” คำพูดนั้นพาให้ผมก้มมองอาหารแต่ละจาน บทของหวังฮ่าวเซวียนในนิยายนั้นมีน้อยนิดแต่นี่คือของชอบของเขางั้นหรือ
“สมัยก่อนเ้าเคยร้องไห้ขอกินหนังเป็ดตุ๋น เอาไปเถิด” หนังเป็ดตุ๋นน้ำแดงถูกคีบลงในจานไม่เพียงเท่านั้นเขายังคีบของหลายอย่างลงส่วนตัวเองทานผัดผักบางอย่างกับข้าว
“ท่านอาจารย์เคยตักเตือนท่านหรือไม่ว่า การเป็พี่ใหญ่นั้นช่างเป็ตำแหน่งที่ลำบาก” ผมคีบหนังเป็ดรสหวานนั้นเข้าปากเคี้ยวอย่างเชื่องช้ามองดูคนที่เกลียดน้ำมันแต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกิน
เขาทำให้ผมใจอ่อน ...
“ท่านพูดอยู่เสมอว่าอย่าเอาใจพวกเ้ามากไป” เขาหัวเราะวางตะเกียบมองดูใบหน้าของผม “จะให้ข้าใจแข็งได้อย่างไรในเมื่อน้องของข้าน่ารักเหลือเกิน”
“พี่ใหญ่” ในที่สุดผมก็ทนไม่ไหว ั้แ่เกิดมาผมไม่เคยมีพี่ชายที่เอาใจใส่ขนาดนี้ไม่เคยถูกคะยั้นคะยอถึงเพียงนี้ “ท่านคีบใส่ชามข้าขนาดนี้ข้ากินไม่หมด”
“นั่นสินะ” รอยยิ้มอบอุ่นระบายบนใบหน้าหล่อเหลาหากหลี่ป๋อเหวินนั้นเป็ชายหนุ่มรูปงามเขาก็หล่อเหลาที่สุดในยามที่ยิ้มเอ็นดูผู้คน
คนที่น่ารักนะ ...มันท่านต่างหาก...คนอะไรช่างเอาใจผู้อื่นเหลือเกิน ไม่แปลกใจเลยทำไมหลี่ป๋อเหวินจึงเป็ตัวเก็งอันดับหนึ่งที่จะได้เป็สามีตัวเอก
“พี่ใหญ่หากทานเสร็จแล้วข้าจะไปล่า” ผมเงยหน้าขึ้นมองเขาใบหน้าของพี่ใหญ่ยังคงอบอุ่นและประดับด้วยรอยยิ้มงดงาม “กับอีแค่ปลาซิวปลาสร้อยคงไม่ต้องถึงมือท่าน ข้าอยากจะยืดเส้นยืดสายเสียบ้าง”
“วางใจเถิดข้าจะไม่ไปรบกวนเ้า” หลี่ป๋อเหวินเรียกเสี่ยวเอ้อมาเก็บเงินเขารินน้ำชาให้กับผม “พี่ใหญ่ก็แค่ไม่ได้มาเที่ยวกับเ้ามานานแล้ว”
“ข้าไม่ได้เที่ยวเล่น” ผมขมวดคิ้วใส่เขาพาให้อีกฝ่ายคลี่ยิ้ม
“ได้ ได้ เ้าไม่ได้เที่ยวเล่น”
“ท่านเปลี่ยนไปนะ” อดจะเหน็บอีกฝ่ายไม่ได้หลี่ป๋อเหวินในคราแรกคือบุรุษคมคายหาใช่คนใจดีที่คอยเดินตามหลังผมเช่นนี้
“เ้าเองก็เปลี่ยนไปมากไม่เ็ากับข้าดังก่อน ข้าดีใจเหลือเกินน้องเล็ก”
ผมนวดขมับนี่เป็เพราะผมเผลอไปเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ใช่หรือไม่เขาถึงเดินตามต้อยๆ เหมือนลูกเจี้ยบตัวหนึ่ง ในยามที่สลัดอีกฝ่ายไม่หลุดจึงได้แต่มุ่งหน้าไปยังป่าไผ่
ป่าไผ่ภายใต้ตีนเขาของสี่ขุนเขานั้นแม้จะดูปลอดภัยทว่ามันคือจุดแรกที่มีไว้เพื่อตัวเอกในการเก็บเลเวล แน่นอนผมไม่กล้ายื้อแย่งหลงเอ๋อปีศาจาแห่งสายนทีแต่ผมจะแย่งชิงเพียงพวกปลาซิวปลาสร้อย ในนิยายยามจันทร์คล้อยเ้ายิ้มแย้มได้กล่าวเอาไว้ว่าในยามที่ซ่งจี้หยางเดินทางมากับเหล่าศิษย์ของเขาเพื่อเป็การฝึกฝนเพราะที่นี้นั้นมีปีศาจหมีผู้นิยมการกินเนื้อของมนุษย์อยู่ ปีศาจหมีนั้นเป็ปีศาจรูปร่างสูงใหญ่เคลื่อนไหวเชื่องช้าโปรดปรานการกินเนื้อสดไม่มีสติปัญญาเป็ปีศาจที่ง่ายแก่การปราบเหมาะแก่การฝึกปรือตนของเหล่าศิษย์ตัวน้อย แน่นอนด้วยดีกรีความเป็ตัวเอกของซ่งจี้หยางพาศิษย์มาปราบปีศาจหมีย่อมเจอบอสใหญ่เช่นปีศาจแห่งสายน้ำหลงเอ๋อ
“น้องเล็กเ้าไม่สอบถามข่าวคราวจากชาวบ้านงั้นหรือ?” พี่ใหญ่หยุดเรียกผมสำหรับผู้มากประสบการณ์เช่นเขาประพฤติตนด้วยความรอบคอบการรวบรวมข่าวสารก่อนจะตัดสินใจเป็เื่ชาญฉลาดเพียงแต่สำหรับผมคนที่รู้เนื้อเื่ รู้แม้กระทั่งปีศาจหมีตนนั้นอยู่ที่ใดไม่จำเป็ต้องเสียเวลาหาข้อมูลให้เสียเวลาผมจึงหันหลังเดินลุยเข้ายังผ่าไผ่ที่สงบเงียบ พระเอกมีไอเท็มวิเศษกับพลังเทพทรูผมก็มีสิทธิของนักอ่านที่รู้เนื้อเื่อย่างไงละ!
“น้องเล็ก เ้าราวกับรู้อะไรบางอย่าง” หลี่ป๋อเหวินเอ่ยทักผมท่ามกลางความเงียบงัน “หรือว่าเ้า...”
“มีอะไร?” ผมหันหลังกลับไปซุกซ่อนความหวาดกลัวเอาไว้ในั์ตาที่เ็าของหวังฮ่าวเซียน ปล่อยให้เงาของใบไผ่ทาบทับบนใบหน้า
“ไม่มีอะไร ...ไม่ว่าอย่างไรเ้าจะเป็น้องเล็กของข้า”
“...”
เป็เช่นนั้นหรือ?
มันจะเป็เช่นนั้นจริงหรือ?
หากท่านรู้ว่าข้าไม่ใช่น้องเล็กของน้องเล็กของตนเองจะเป็เช่นไรกัน?
น้องของท่านไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป เช่นเดียวกับข้าที่ไม่มีครอบครัวอยู่บนที่แห่งนี้..
“ท่านอาจารย์เองก็คล้ายจะหยั่งรู้แต่ไม่เขาไม่เดินก้าวไปด้วยความมั่นใจเช่นเ้า “หลี่ป๋อเหวินยังคงพูดตามหลัง ผมได้ยินเสียงฝีเท้าเื้ั “น้องเล็กเ้าสำเร็จวิชาหยั่งรู้ฟ้าดินงั้นหรือ?”
“หา?”
นั่นมันชื่อวิชาอะไรนะ มันมีในเื่ด้วยงั้นหรือ?
“ใต้หล้านี้มีเพียงผู้าุโเซวียนหลู่ผู้ละทางโลกบำเพ็ญเป็เซียนได้ยินว่าความสามารถของนางก่อนตายคือการหยั่งรู้ฟ้าดิน ทว่านางได้ละสังขารเดินทางจุติเป็เทพธิดาบนโลก์ไปแล้ว” พี่ใหญ่เดินมาเคียงข้างข้าเขาคลี่ยิ้มอ่อนโยนเอื้อมมือมากอบกุมมือที่ไม่ได้ถือแส้ การกระทำอ่อนโยนนั้นพาให้ผมก้มลงมือของเขา
“มีคนผู้นี้ในโลกนี้ด้วยหรือ?” ผมขมวดคิ้วทบทวนความทรงจำบางทีอาจเป็ตัวละคนที่ออกหลังผมตายก็ได้
“ท่านอาจารย์เคยเล่าให้พวกเราฟังเ้าลืมไปแล้วหรือ?”
หวังฮ่าวเซวียนเคยฟังเื่พวกนี้ด้วย?
“เื่ตั้งนานนมขนาดนั้นข้าย่อมลืมไปแล้ว” ผมกระแอมไอดูเหมือนในโลกนิยายที่เปิดเผยมาให้อ่านบนนิยายจะไม่ใช่โลกทั้งใบ มันย่อมมีกลไกขับเคลื่อนที่ละเอียดอ่อนอยู่มากกว่าที่ผมอ่าน
“เช่นนั้นเ้าฝึกวิชาหยั่งรู้หรือไม่?”
“...” ได้ยินที่เขาถามผมก็ครุ่นคิดในใจว้าวุ่นผิดกับร่างกายที่ก้าวไปยังเป้าหมายมือตวัดแส้พิษปัดพุ่มไม้ที่บดบังเกี่ยวกิ่งไผ่ที่เกะกะด้วยอำนาจของมัน
ควรตอบเช่นไรดี? หากผมตอบไปว่าตนเองมีการหยั่งรู้อยู่บ้างต่อไปคงไม่ต้องกังวลหากรู้เื่เนื้อเื่
“หากเ้าไม่อยากบอกก็มิเป็ไร” พี่ใหญ่นั้นไม่ได้รบเร้าเซ้าซี้ เขาเพียงตามผมอย่างเงียบงันหัวเราะด้วยน้ำเสียงบางเบา “เื่ราวต่างๆ ข้าจะรอคอยเ้าบอกข้าเอง”
“ข้า...” ผมหุบปากเม้มริมฝีปากไม่กล้าหันหลังกลับไป เื่หลอกลวงเขานั้นมีมากมายทว่าความอบอุ่นของเขาพาให้ผมรู้สึกเ็ป
ครอบครัวของผมทอดทิ้งผมท่ามกลางความสิ้นหวังและหน้าต่างสีขาวผมมีเพียงเสียงอ่านนิยายของน้องสาว โลกอันเงียบเหงานั้นมลายสูญกลับได้พบยังโลกใบใหม่ มันสดใสและมีชีวิตชีวา ทว่าท่ามกลางความสดใสนั้นคือตะกอนของความรู้สึกผิด
ผมไม่ใช่น้องเล็กของคุณ
“ถึงแล้ว” ผมชะงักเท้าเมื่อได้ยินกรีดร้องของหญิงสาว มือจับแส้อาวุธประจำกายเอาไว้แน่นครั้นถ่ายโอนพลังลงยังปลายแส้พลังที่ไหลผ่านนั้นทำให้ผมเจ็บมือจนนิ่วหน้า
มือของผมยังไม่หายดี
ขาข้างหนึ่งของผมคล้ายกับเหยียบลงโคลนตมของความอ่อนแอเมื่อก้าวเข้าไปใกล้กับจุดที่ก่อเกิดเสียง สายลมพัดพาเอากลิ่นสะอิดสะเอียนตีเข้าจมูก กลิ่นเืคละเคล้ากับกลิ่นซากศพมันเหม็นเสียจนเกือบเผลอถอยหลังทว่าผมรู้ดีว่าใครอยู่ด้านหลัง เพราะพี่ใหญ่อยู่ด้านหลังคือตัวฉุดรั้งไม่ให้ผมหันหลังแล้ววิ่งหนี หวังฮ่าวเซวียนตัวจริงไม่มีวิ่งหนีปีศาจร้ายเป็แน่
“น้องเล็ก” น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้นฝ่ามือใหญ่โอบไหล่ของผมแ่เบามันเป็ััที่คล้ายกับสายลมที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่น ผมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของหลี่ป๋อเหวินมองเห็นใบหน้าซีดเซียวที่สะท้อนในเงาตาของเขาพาให้ผมรวบรวมความกล้าขึ้นมา แม้จะมีร่างกายอันแกร่งกล้านี้ทว่าผมก็ยังเป็ผม เป็แค่เด็กหนุ่มที่ไม่คุ้นชินกับกลิ่นคาวเืและสัตว์ประหลาดในคราแรกนั้นที่ฆ่าปีศาจตนแรกผมไม่เคยได้กลิ่นเืแรงขนาดนี้
“ข้า..”
“เ้าแค่ยังไม่หายดีน้องเล็ก” พี่ใหญ่เอ่ยขึ้นเขาบีบบ่าผมแน่น “ปีศาจตนนี้กินผู้คนมากมายจนเก่งกล้าขึ้นทว่ามันไม่อาจเทียบกับเ้าได้อย่างแน่นอน ...”
“พี่ใหญ่”
“น้องเล็กของข้านั้นเก่งกว่าและน่ารักกว่าผู้ใด”
“...” ผมสูดลมหายใจแม้จะมีแต่กลิ่นคาวเือดหัวเราะไม่ได้ “ท่านติดน้องเกินไปแล้ว”
“เ้าไม่ชมชอบงั้นหรือ?”
“มีท่านพี่ที่ไหนเขาตัวติดกับน้องชายเช่นนี้กันเล่า! “ผมผลักมือที่โอบประคองของเขาลุกยืนด้วยขาทั้งสองข้างของตนเอง ในนิยายเื่นี้คือเื่ราวของผู้ฝึกตนและเหล่าปีศาจมารร้ายทั้งหลายหากผมยังต้องอยู่ในนิยายเื่นี้นี่คือสิ่งที่ต้องทำใจให้คุ้นชิน
ไม่เป็ไรร่างกายนี้จะคอยนำทางผมเอง เพราะร่างกายของหวังฮ่าวเซวียนผู้นี้ฝึกฝนด้วยความพยายามหาใช่พร์ดังนั้นร่างกายจึงจดจำมันได้หมด ผมหลับตาลงก้าวไปข้างหน้าตวัดปลายแส้ปล่อยให้ร่างกายที่ฝึกฝนมานานนี้ทำหน้าที่ของมันหูได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้าย แม้จะตื่นกลัวแต่ร่างกายของหวังฮ่าวเซวียนนั้นปฏิกิริยาตอบสนองนั้นดีเกินคาดเพียงชั่วอึดใจกลับสร้างรอยแผลให้กับร่างใหญ่โต ปีศาจหมีนั้นตัวโตกว่าในจิตนาการเสียอีกมันมีร่างกายสูงกว่าผมถึง 4 ชั่วตัว ตัวตนห้อมล้อมไปด้วยกลิ่นของซาศพที่กินเข้าไปเท้าผมเหยียบเข้ากับเศษเนื้อ
จะอ้วก...
ผมหันหลังมองดูใบหน้าเปื้อนยิ้มของพี่ใหญ่ ชายหนุ่มรูปงามยังคงยืนรอผมอยู่ตรงนั้นเขาไม่ยื้อแย่งเหยื่อหรือช่วยเหลืออันใดเพียงแค่รอคอยจากด้านหลัง
ความน่ากลัวของปีศาจตนนี้อยู่ที่กรงเล็บแหลมคมแต่หากไม่โดนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทว่าปีศาจตนนี้กินมนุษย์จนมีพลังกล้าแกร่งนี่มันไม่เหมือนกับนิยายไม่ใช่หรือ ผมควรจะเจอพวกไม้เคี้ยวง่ายสิ ราวกับบทบาทของนิยายเริ่มขยับเลื่อนทีละน้อย
“โฮกก!!” เสียงร้องของมันดังสนั่นจนแก้วหูผมแทบลั่นวรยุทธ์ของหวังฮ่าวเซียนไม่ใช่เล็กน้อยอย่างน้อยเขาก็เป็ผู้ขุนเขา ทว่าผมไม่ได้เอายันต์มาด้วยในจังหวะที่กำลังลังเลกลับมียันต์ตรึงประสานบินเฉียดหน้าผมแปะลงบนตัวปีศาจตนนั้นอย่างแม่นยำ ผมหันหน้าไปอย่างเชื่องช้ามองดูใบหน้ายิ้มแย้มเื้ั
“มือข้าลื่นนะ...”
นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัว!
ตอนที่ขยับข้อมือเพื่อตวัดปลายแส้มันเจ็บจนน้ำตาเล็ด ผมได้ยินเสียงข้อต่อลั่นมันบ่งบอกว่ามือทั้งสองข้างนี้จะไม่มีวันเป็ดังเดิม ผมมองธารธาราสีแดงฉานที่ย้อมเบื้องหน้าในยามที่แส้ฉีดร่างใหญ่โตของหมีั์ ั์ตาทอดมองเสษเนื้อที่ร่วงหล่นอย่างเ็าหัวใจที่ตื่นกลัวเงียบสงบนี่ไม่ใช่ความรู้สึกของผม
มันคือความรู้สึกของหวังฮ่าวเซวียน หัวใจเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะก่อนเงียบงันลง
“มือเ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
“มันเจ็บ” ผมตอบตามตรงรับรู้ได้ว่าข้อต่อยังไม่สมานดี ทอดมองยังถุงมือสีดำสนิทที่ปกปิดรอยแผลน่าเกลียด “ข้าคงมิอาจใช้อาวุธได้ดังเดิม”
“เ้าไม่นิยมชมชอบการใช้ยันต์ดูท่าจะต้องเริ่มศึกษาเสียแล้วละ”
ผมนิ่งเงียบไปความจริงในสมองมีความรู้เก่าของหวังฮ่าวเซวียนคนเก่าอยู่เขาเองก็ศึกษาเื่เช่นนี้แต่ไม่ถนัดการถ่ายพลังลงในกระดาษเสียเท่าไรเป็พวกชอบใช้กำลังเสียมากกว่า
“เื่เช่นนี้จี้หลี่คงช่วยข้าได้” ผมตวัดแส้ปล่อยให้เืที่เกาะอยู่บนปลายหางหลุดออกมองจ้าั์ที่ไร้ชีวิต ก่อนหน้าที่ผมจะมามันกินมนุษย์ไปมากเท่าไรกัน ...และกว่าซ่งจี้หยางจะมาตามนิยายจะมีคนที่สังเวยไปกี่คน
“ทุกอย่างล้วนขึ้นกับโชคชะตา แม้แต่เทพเวียนยังมิอาจฝืนชะตากรรมได้ พวกเราเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ย่อมเป็ไปตามกรรม การนึกเสียใจทีหลังคือวีถีของคนโง่ควรเอาเวลานั้นไปขัดเกลาตนเองให้มากยิ่งขึ้น”
“คำสอนของอาจารย์” ผมจดจำถ้อยคำเหล่านี้นี่คือคำสอนของอาจารย์จ้าน เป็ประโยคที่มักพูดกับศิษย์ทั้งสี่ของเขา ความจริงแล้วตัวตนของเขาก็หาใช่ธรรมดาน้องสาวเคยวิเคราะห์ไว้ว่าแท้จริงเขาอาจเป็เทพเซียนที่ไม่ยอมขึ้นไปบนสรวงสรรค์
“ข้าจะล่าพวกมันต่อ” ผมถอนหายใจปัดเื่ยุ่งยากต่างๆ ออกไป ใช่แล้วผมมันก็แค่ตัวร้านมินิบอสให้ซ่งจี้หยางเติบโตการช่วยเหลือโลกใบนี้คือหน้าที่ของตัวเอกอย่างซ่งจี้หยางต่างหาก ตัวร้ายไม่จำเป็ต้องแย่งหน้าที่ของพระเอกเดี๋ยวพระเอกไม่มีอะไรทำ
“ตามใจเ้า” ผมขยับก้าวไปข้างหน้ามองยังปากถ้ำใหญ่มันเป็ถ้ำหินธรรมชาติ หูได้ยินเสียงน้ำเมื่อเข้ามาภายในที่มืดมิดมือดึงเอากระเป๋าสำเนียกได้ว่าที่โลกใบนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าไฟฉาย เอวถูกรวบด้วยแขนแกร่งถูกผลักให้เดินไปข้างหลังใบหน้าประทะเข้ากับแผ่นหลังกว้าง แสงสว่างก่อตัวขึ้นบนยันต์ใบหนึ่งพี่ใหญ่คลี่ยิ้มอ่อนโยนแล้วเดินนำไปทั้งแบบนั้น
“พี่ใหญ่”
“เดินเล่นกับน้องเล้กมันไม่เลวไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น”
“วางใจเถิดข้าจะให้เ้าเป็คนจัดการ”
“เหตุใดจึงเดินนำหน้าข้า “ผมเงยหน้าถ้ำนี้แคบมากจำใจให้พวกเราเดินเรียงเดี่ยวเขาตัวใหญ่กว่าร่างกายนี้มากนัดทำให้บดบังทัศนียภาพเสียหมด
“เ้าใช้ยันต์ไม่ได้ไม่ใช่หรือ เช่นนั้นควรจะตามหลังข้า”
“...” ผมตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่ากลับไปจะศึกษาเื่พวกนี้ให้แจ่มชัด หวังว่าจี้หลี่จะช่วยผมได้
เคร้ง จมูกของผมได้กลิ่นคาวเื แม้ั์ตาจะมองไม่เห็นเพราะแผ่นหลังนั้นบดบังไปจนหมดแต่ร่างกายนี้กำลังตอบสนองกับบางอย่างผมจับแส้ก็ได้ยินเสียงกระบี่บินของพี่ใหญ่ตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง สิ่งนั้นทำให้ผมลูบหน้าตัวเองเอื้อมมือกระตุกชายเสื้อของร่างสูงกว่า
“ขออภัยพอดีมือลื่น”
“หึ!” ผมถลึงตาใส่เขาแทนคำตอบด้วยบุคลิกของหวังฮ่าวเซวียนนั้นย่อมดูเป็เ็า ทว่าเขากลับไม่กลัวสักนิดเดียวผมได้ยินเขาพึมพัมว่า ‘ลูกแมว’ คงจะหูฝาดไปละมั้ง
“ตัวต่อไปข้าจะให้น้องเล็กแน่นอน” เขาตอบรับผมหันไปมาในที่สุดพวกเราก็เดินมาถึงจัดที่กว้างเสียที ผมก้าวมายืนเคียงข้างเขาทางเดินต่อไปนั้นกว้างเพียงพอให้คน 5 คนยืนเรียงหน้ากระดานได้
“ข้าได้กลิ่นไม่ค่อยสู้ดี” จมูกยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นเื ผมเบือนหน้าเศษชิ้นเนื้อดูเหมือนส่วนนี้จะเปรียบเสมือนห้องโถงกำลังกินอาหารของพวกมัน “ดูท่าเสียงของเ้าตัวก่อนหน้าจะทำให้พวกมันใจนหลบหนีไปเสียแล้ว”
“เป็ความผิดข้าเอง” เขายอมรับมือใหญ่เอื้อมมาตรงหน้า ฝ่ามือใหญ่นั้นราวกำลังออดอ้อนบางอย่างพาให้ผมกรอกตาไปมา
“ท่านอายุเท่าใดแล้วยังจะอ้อนขอจับมือน้องชายอีกหรือไร?”
“ข้าไม่ได้จับมือน้องมานานแล้ว ...” น้ำเสียงหงอยเหงาเอ่ยขึ้นผมสะท้อนใจนึกถึงตนเองในยามที่อยู่บนเตียงสีขาวในยามที่มองผู้คนจากบานหน้าต่างนั้นเป็ห้วงเวลาที่อยากจับมือใครสักคน
“ห้ามบอกคนอื่น” ผมเอื้อมมือใช้มือข้างซ้ายกอบกุมมือใหญ่ข้างนั้นความอบอุ่นจนร้อนซึมซับผ่านมาทางถุงมือหนังบางมันเป็ความรู้สึกที่ชวนให้ขวยเขิน “ห้ามบอกผู้ใดทั้งนั้น”
“ได้สิ “ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มนุ่มมันเป็รอยยิ้มที่น่ามองจนต้องชักสีหน้ากลับ
เข้าใจแล้วทำไมพ่อคุณถึงได้เป็พระเอกของเื่...หล่อไปแล้ว!
“ช้าก่อน ข้าได้ยินเสียง” ผมได้ยินเสียงราวกับคนกำลังร่ำไห้ขาเดินไปข้างหน้าโดยที่ยังไม่ปล่อยมือใครบางคน เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ั์ตาจะมองเห็นเรือนร่างบอบบางของใครบางคน คนผู้นั้นมีรูปร่างบอบบางทว่ากลับพอมองออกว่าเป็บุรุษเพศ
ตัวผู้อีกแล้ว...เอาเถอะนิยายวายจะมีแต่ผู้ชายทั้งเื่ก็ไม่แปลกใจนัก
“เ้าเป็อะไรหรือไม่?” หลี่ป๋อเหวินย่อตัวลงเอื้อมมือไปจับชีพจรจากมือขาวซีด บุรุษผู้นี้งามนักเขามีใบหน้ารูปไข่ผิวขาวหมดจดแพขนตางามงอน สวยงามทัดเทียมกับซ่งจี้หยางผู้เป็ตัวเอกเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่เพราะเขามีรูปร่างเล็กสะโอดสะองทำให้ดูราวกับคุณหนูแสนสวยที่น่าถะนุถนอม
“ข้า..ข” ถูกพระเอกแห่งเื่ผู้หล่อเหลาประคองผ่านไปครู่หนึ่งชายผู้นั้นจึงได้สติยามที่ั์ตาคู่สวยลืมขึ้นมามันเป็สีแปลกประหลาด ผมคิดว่าตัวเองรู้สึกแปลกๆ แต่กลับนึกยังไงก็นึกไม่ออก เขาเป็ชายที่มีั์ตาสวยมากผู้หนึ่ง
“เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” ผมเอ่ยถามมองสภาพอิดโรยราวกับสาวงามให้หนุ่มหล่อประคองแล้วขัดใจ ฉากนี้จะดีมากถ้าสาวงามเป็อิสตรี
“ข้าถูกจับมา ไม่ใช่แค่ข้ายังมีชาวบ้านอื่นอยู่อีก” ชายหนุ่มผู้นั้นตกแต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีสีฟ้าอ่อนดูแล้วไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญนิ้วเรียวขาวของเขาชี้ไปในส่วนที่ลึกกว่านี้
“ข้าจะไปเอง ท่านดูคนเจ็บอยู่ที่นี่เถิด” ผมกำแส้แน่นก้าวไปในส่วนลึกทว่ากลับไม่พานพบศัตรูแม้แต่น้อยแม้กลิ่นเืจะลอยอบอวนกลับไร้ร่องรอยของปีศาจหมี ั์ตามองดูยังกรงขังข้างในมีผู้คนถูกกักขังเอาไว้ดูเหมือนที่นี่จะเป็แหล่งเสบียงของมัน ผมกลับไปเรียกพี่ใหญ่มาเขาขมวดคิ้วนวดขมับตนเอง
“จำนวนเยอะถึงเพียงนี้” แม้ปากจะว่าเช่นนั้นแต่พวกเราก็ปลดที่คุมขังส่วนมากเป็สตรีอ่อนแอ เด็กเล็กที่พึ่งพาที่ตนเองมิได้ บางคนได้รับาเ็ลำพังผมกับพี่ใหญ่ไม่สามารถที่จะนำผู้บริสุทธิ์ไปจากป่าไผ่ในยามที่ไม่รู้ว่าจะมีปีศาจอยู่หรือไม่แน่
“ท่านกลับไปเรียกศิษย์ของท่านมาเถอะ ข้าจะรั้งอยู่ที่นี่เอง” นี่เป็หนทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในตอนนี้ การที่ผมให้พี่ใหญ่เป็ฝ่ายไปเรียกคนมามีเหตุผลสองประการ “การเรียกผู้คนเหมาะกับท่านมากกว่าข้า”
ประการแรกนั้นเพราะว่าเขาเป็อาจารย์ที่มีศิษย์จำนวนมาก และมีผู้ที่พร้อมจะเชื่อฟังและอีกประการก็คือ...ผมจะได้กินอาหารเสียที
“ข้าจะรีบกลับมา” หลี่ป๋อเหวินเข้าใจสถานการณ์ดีเขาช่วยขนย้ายคนเจ็บและเด็กเล็กมาห้องโถงว่างเปล่ามอบยันต์มากมายให้แก่ผมก่อนที่จะจากไปไม่วางจับมือบีบจนแน่น “ไม่ต้องกลัวนะ พี่ใหญ่ไปครู่เดียว”
“ข้า” ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ทำหน้าราวกับเสียอกเสียใจอย่างหนักเขาแค่ไปตามคนไม่ได้จะพรากจากกันตลอดไปเสียหน่อย
“พี่ใหญ่จะไม่ทอดทิ้งเ้าอีกครั้งแน่”
อา...ผมจำได้แล้วว่าเคยพูดอะไรกับเขาไว้ ...ก่อนหน้านี้ผมเผลอโวยวายใส่เขาเพราะพระเอกไม่มาหวังฮ่าวเซวียนจึงต้องช่วยซ่งจี้หยางแทน
“เื่นั้น..”
“พี่ใหญ่จะกลับมา” เขากระชับมือเอาไว้แน่นก่อนที่จะเปลี่ยนเป็ฝืนยิ้มผมกลืนถ้อยคำที่จะตัดสัมพันธ์เกี่ยวกับเื่นี้ลงในลำคอคลี่ยิ้ม
“ข้าจะรอ...”
ในยามนี้มิใช่การบอกปฎิเสธแต่เป็การตอบรับเขาในเมื่อเขาจะกลับมาผมย่อมต้องตอบรับจะรอคอย ...ทั้งที่มันเป็เพียงคำตัดพ้อของชายผู้หนึ่งแต่อีกฝ่ายกลับให้คำมั่น ความรู้สึกดีใจฟูอยู่ในอกมันทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ว่าได้ทำลายคาแรกเตอร์หวังฮ่าวเซวียนไปเสียแล้ว
“ข้าจะกลับมา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนหันหลังจากไป ผมมองดูแผ่นหลังกว้างใหญ่นั้นรู้สึกร้อนที่ขอบตามันเป็ความรู้สึกที่อบอุ่นอยู่ในอก ...ในโลกใบนี้ผมยังมีครอบครัวที่้าผม ...แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงก็ตาม
ผมไม่ใช่น้องชายของเขา
“ท่านเซียน” น้ำเสียงอ่อนนุ่มดังขึ้นบุรุษผู้งามทัดเทียมกับตัวเอกเอียงคอมองดูผมครู่หนึ่ง ผมจำใจต้องละจากความรู้สึกในอกหันกลับมายังสภาพปัจจุบันมือหยิบเอายันต์ที่ได้จากพี่ใหญ่มอบให้แก่เขาเพราะเขาเป็ผู้ชายและดูมีพลังที่สุด
“ข้าจะไปตรวจความปลอดภัยเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีปีศาจตัวไหนเข้าใกล้ได้ ดังนั้นยันต์นี้คือสิ่งที่จะช่วยพวกเ้าจงปามันเมื่อมีภัยอันตรายพร้อมส่งเสียงแล้วข้าจะกลับมา”
แน่นอนว่าผมไม่ได้ไปตรวจตราอะไรนั่นผมก็แค่ไปเก็บเกี่ยวผลของความพยายาม ขาก้าวเดินไปใช้วิชากลืนกินเพื่อดูดพลังของซากศพปีศาจ ก่อนหน้านี้มีหลี่ป๋อเหวินจึงไม่อาจทำได้ผมถอนหายใจตอนที่กลืนกินปีศาจหมีตัวแรกสุดหน้าถ้ำรับรู้ได้ถึงความปั่นป่วนภายในร่างกาย ภายในนี้มันร้อนเสียจนต้องกัดฟันแม้จะรู้สึกว่าพลังเพิ่มขึ้นแต่มันก็แลกกับอาการคลื่นไส้และลมปราณที่ตีกันรุนแรง
สิ่งนี้คือสิ่งที่นาย้างั้นหรือหวังฮ่าวเซียน?
“เฮ้อ จบสักที” ผมละมือจากเหยื่อปล่อยให้มันสูญสลายก้มมองภาพที่แปลกประหลาดได้แต่คิดว่าถ้าถ่ายภาพไปออกทีวีในยุคตนเองได้ผมคงจะเป็ชายที่ดังะเิ ...แต่ไม่มีถือมือหรือกล้องถ่ายรูปก็คงลำบากไปอยู่ดี ผมส่ายหน้าขับไล่ความคิดไร้สาระออกไปจากศีรษะปล่อยให้สายลมของต้นไผ่พัดผ่านร่างกายสูดลมหายใจคิดทบทวนเื่ราว ในตอนนี้เนื้อเื่กำลังดำเนินไปอย่างผิดปกติ
“ปีศาจหมีไม่น่ามีมันสมองถึงเพียงนี้” ปีศาจหมีนั้นในนิยายเป็เพียงปีศาจไร้สมองมันมีชีวิตเพื่อการต่อสู้และเติมเต็มความหิวโหยการจับผู้คนมาเป็เสบียงนั้นถือเป็นิสัยที่เป็ไปไมได้ “หรือว่าจะมีใครควบคุมมันอยู่”
คนที่จะควบคุมปีศาจหมีได้นั่นต้องเป็ปีศาจที่มีพลังอำนาจมากกว่าในเนื้อเื่นิยายเื่นี้ผู้ที่อยู่ใกล้กับปีศาจหมีที่ปรากฏมีเพียงปีศาจแห่งแม่น้ำหลงเอ๋อเท่านั้น
“ท่านเซียน” ผมหันหลังกลับไปมองใบหน้างดงามราวกับดอกไม้์ั์ตาเบิกกว้างเมื่อเห็นั์ตาคู่สวย
“ข้ามิใช่เทพเซียนไม่จำเป็ต้องเรียกเช่นนั้น” สีั์ตาแปลกประหลาดนี้สะกิดใจผมอยู่เสมอ
“เช่นนั้นข้าขอเรียนถามอย่างหนึ่งได้หรือไม่?”
“ย่อมได้” ผมกระพริบตาจ้องมองั์ตาสีฟ้าสวยงามคู่นั้น ...ดวงตาสีฟ้าที่ผิดแปลกนี่เหมือนเคยเจอที่ใดกันนะ?
“ทีวี มือถือ คือสิ่งใดกัน?” คนงามขยับยิ้มวินาทีนั้นั์ตาผมก็พร่ามัว ท่ามกลางความมืดมิดที่ครอบงำในที่สุดผมก็นึกออกแล้วว่าั์ตาสีท้องฟ้าคือั์ตาของใคร
หลงเอ๋อ!
*****************************
อดใจรออีกตอนหรือ 2 ตอนจะได้มีฉากเรทแบบจริงจังของพระเอกนายเอกสักที