มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 57 พันธสัญญา

            "ข้าหยางเชียงซี จะหลบหนีเพราะคำขู่ของเจ้าเพียงแค่นี้ ? . เห็นรึไม่ !! ข้ากับน้องกังหลงกำลังฉลองกัน พวกเจ้าไสหัวไปซะ !!"

     

            หยางเชียงซีกล่าวพร้อมโบกมือไล่ด้วยความหงุดหงิดที่มีคนมาขัดจังหวะการดื่มกินที่กำลังมีความสุขของตน 

     

            "สามหาว เจ้าเป็นใครมาจากไหนกล้ามาขับไล่นายน้อยหม่า ? เจ้าจะออกไปเองหรือให้ข้าโยนออกไป !!"

     

            นักสู้ชุดดำกล่าวขึ้นด้วยโทสะ 

     

           " ท่านพ่อ ให้ข้าไปช่วยห้ามปรามน้องเล็กรึไม่ ? คนกลุ่มนั้นมีผู้มีระดับปราณขุนพลระดับสามขั้นสุดถึงสองคน และบุรุษหนุ่มชุดขาวอีกคนดูท่าทางลึกซึ้งผู้นั้นก็ดูจะมีระดับพลังที่ไม่ธรรมดาเพราะลูกมิอาจตรวจสอบถึงระดับพลังที่แท้จริงของเขาได้ หากมีเรื่องกันน้องเล็กคงมิอาจรับมือได้"

     

            เสียงนุ่มนวลไพเราะของสตรีคลุมหน้ากล่าวเบา ๆ กับชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทองข้างกาย

     

            "ไม่ต้อง  !! รอดูไปก่อน !!  น้องของเจ้าอยู่ที่ปราณขุนพลระดับสองขั้นสุดน่าจะป้องกันตัวได้บ้าง คอยดูว่าเขาจะรับมือกับเหตุการณ์นี้อย่างไร ให้เขาได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง ภายภาคหน้าจะได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เจ้าก็ทราบนิสัยน้องชายของเจ้าดี เพื่อคุณธรรมน้ำมิตรเขาไม่เคยทอดทิ้งหรือหลีกหนี  เรื่องนี้เป็นเรื่องของหนุ่ม ๆ ให้พวกเขาจัดการกันเองเถอะ"


            " และดูท่าทางน้องชายเจ้าจะเพิ่งคบหากับเจ้าหนุ่มบอบบางชุดขาวผู้นั้นและคงจะถูกใจกับเจ้าหนุ่มนั้นยิ่ง เจ้าหนุ่มนั่นเพิ่งอยู่เพียงระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดระดับปราณต่างจากน้องชายเจ้าถึงหนึ่งขั้นใหญ่ แต่จากเหตุการณ์คล้ายมีสมาธิหนักแน่น นั่งอย่างสงบนิ่ง มิแตกตื่นกับเหตุการณ์ตรงหน้าแม้แต่น้อย เจ้าไม่คิดว่ามีอะไรแปลกบ้างรึ !!"

     

            ชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทอง ขมวดคิ้วกล่าวขึ้น...หญิงสาวชุดขาวคลุมหน้าได้ฟังเช่นนั้นก็มองไปยังกังหลงสำรวจพิจารณา เป็นเช่นดังผู้เป็นบิดากล่าว บุรุษชุดขาวสำอางค์คล้ายนักศึกษาดูมิมีความแตกตื่นตกใจกับเหตุการณ์เบื้องหน้าแม้แต่น้อยซ้ำยังดื่มกินแย้มยิ้มกับน้อยชายของตนราวมิมีอะไรเกิดขึ้น จึงได้แต่สงบใจรอดูต่อไป

     

            "ให้ข้ากับน้องชายจัดการส่งมันไปเองพี่หม่าซานไม่ต้องมีโทสะ คราข้าจะไปลากเจ้าขยะมาคุกเข่าต่อหน้าพี่ก่อน" 

     

            เยี่ยนซื่อกล่าวจบ ก็เดินไปพร้อมเยี่ยนซานตรงไปหากังหลง เพื่อต้องการกระทำเพื่อเอาใจหม่าซานเพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้นทั้งสองได้ถูกตำหนิโดนผู้เป็นบิดาลงโทษให้ฝึกปรือจนบัดนี้พลังฝีมือกล้าแข็งขึ้นกว่าเดิมมิน้อย ทันทีที่เดินผ่านไปถึงโต๊ะที่กังหลงกับหยางเชียงซีนั่งอยู่

     

            "เปรี้ยง"  

     

            หยางเชียงซีถลันลุกขึ้นและใช้หมัดทั้งสองข้างต่อยไปยังพี่น้องตระกูลเยี่ยนที่กำลังเดินเข้ามา 

     

            "หมัดคู่สยบคชสาร !!"

     

            ทั้งสองโดนโจมตีกระทันหัน ช่วงฉุกละหุกเวลากระชั้นชิดต่างยกแขนทั้งสองเพื่อต้านทานพลังหมัด แต่ด้วยพลังหมัดอันรุนแรงหนักหน่วงได้กระแทกทั้งสองให้กระเด็นถอยหลังไปถึงห้าก้าว  แม้หมัดนี้มิได้ทำให้ทั้งสองได้รับบาดเจ็บบอบช้ำภายใน แต่ก็ทำให้แขนทั้งสองข้างของคนทั้งสองถึงกับเจ็บปวดชาด้านจนยกแขนเกือบไม่ขึ้น

     

            "ช่างเป็นพลังภายนอกอันกล้าแข็งนัก..!!"


            สองพี่น้องตระกูลเยี่ยนคำนึงในใจพร้อมกันและถึงกับหน้าถอดสีบังเกิดโทสะขึ้น ไม่นึกว่าเจ้าหนุ่มร่างใหญ่จะมีพลังที่กล้าแข็งปานนี้ดูจากระดับปราณก็มิแตกต่างไปจากทั้งสองมากมายนัก อาศัยทั้งสองร่วมมือกันคงกำราบได้ไม่ยาก 


            ................................................................................................................................................................................................................................................


            หลังจากเกิดการต่อยตีกันขึ้น ชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทองก็มิได้สนใจเหตุการณ์ของกลุ่มชายหนุ่มที่ต่อยตีกันอีกเพียงหันมาสนทนากับหญิงสาวชุดขาวคลุมหน้าที่นั่งร่วมโต๊ะ

     

            "บิดาเพิ่งได้รับข้อความสื่อสารจากพ่อบ้าน..ซึ่งแจ้งมาว่าสหายเก่าจะส่งบุตรชายไปเยี่ยมเยี่ยนคารวะที่ตระกูลหยาง จึงอยากจะสนทนาถึงเรื่องราวนี้กับเจ้า..!!"

     

            หญิงสาวชุดขาวคลุมหน้าได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดสีหน้าสงสัยจึงกล่าวขึ้น

     

            "มิทราบเรื่องราวนี้มีความเกี่ยวข้องกับผู้บุตรหรือเจ้าคะ ท่านพ่อ ท่านจึงอยากสนทนาในช่วงเวลาเช่นนี้"

     

            "นี่ก็นับเป็นเวลาที่ผ่านมากว่าสิบหกปีแล้ว บิดาจะเล่าให้เจ้าฟัง.."

     

            ชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทองกล่าวขึ้นพร้อมสีหน้าหวนรำลึกถึงความหลัง

     

            "เมื่อยี่สิบปีก่อนสมัยที่บิดาออกท่องเที่ยวหาประสบการณ์ในเขตเทือกเขาเนตรอสูร  บังเอิญได้รับอันตรายจากพิษสัตว์อสูรอสรพิษห้าเศียร ซึ่งขณะนั้นได้พบเจอกับกังหยางและได้รับการช่วยชีวิตให้พ้นอันตรายจากสัตว์อสูรอสรพิษห้าเศียร หลังจากได้รับการช่วยครานั้นบิดาซาบซึ้งในบุญคุณการช่วยชีวิตจึงสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน และเราสองได้ออกท่องเที่ยวหาประสบการณ์ในวงนักเลงด้วยกันขณะท่องเที่ยวก็ได้สร้างพันธะสัญญาต่อกัน ประการหนึ่ง "


            "คือหากพวกเราทั้งคู่แต่งงานมีครอบครัวและมีบุตร จะให้บุตรของเราทั้งสองเกี่ยวพันกัน ถ้าเป็นบุรุษทั้งคู่หรือสตรีทั้งคู่ จะให้ทั้งสองคบหาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ถ้าหากต่างมีบุตรีหรือบุตรชายจะให้เกี่ยวดองเป็นคู่หมั้นหมายกันเมื่อบุตรมีอายุครบสิบหกปี "


            "และตอนนี้เจ้าก็เพิ่งอายุสิบหกปีมาไม่นาน พี่น้องร่วมสาบานของบิดาที่ไม่เคยไปมาหาสู่กันนานถึงสิบกว่าปี และบัดนี้เพิ่งติดต่อมาว่าจะให้บุตรชายมาหาประสบการณ์และมาเยี่ยมเยือนที่ตระกูลหยางเรา บิดาคิดว่าการมาครานี้อาจจะเกี่ยวกับพันธสัญญาที่เคยมีต่อก้นด้วยเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นบิดาอยากทราบความคิดเห็นของเจ้าก่อนว่าคิดเห็นเช่นไร"


             หญิงสาวชุดขาวคลุมหน้าฟังเรื่องราวด้วยท่าทีสงบนิ่ง ชั่วครู่จึงกล่าวขึ้น


            "จากที่ท่านพ่อเล่ามา ท่านอากังหยางถือว่ามีบุญคุณต่อท่านพ่อ หากครานั้นท่านพ่อไม่ได้รับการช่วยเหลือ เวลานี้ก็อาจจะไม่มีบุตรีคนนี้เช่นกัน หนี้บุญคุณผู้บุตรย่อมมีส่วนในการตอบแทนตามหน้าที่มิอาจปฏิเสธได้ แต่มิทราบผู้เป็นคู่หมั้นนั้นจะเป็นเช่นไร เพราะนับตั้งแต่เกิดมาผู้บุตรมิเคยได้ทราบเรื่องราวเหล่านี้ของท่านพ่อและมิเคยพบเจอบุตรชายของท่านอากังหยางแม้เพียงสักครั้ง มิทราบท่านพ่อเคยทราบข้อมูลของเขาบ้างรึไม่"


            ชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทองเมื่อได้ฟังคำตอบของบุตรีในข้างต้นก็ยิ้มอย่างพอใจ แต่เมื่อได้ยินคำถามที่ตามมานั้นก็ครุ่นคิดชั่วครู่และทอดถอนใจกล่าวออกมา


            "บิดาเคยได้รับข่าวคราวของกังหยางมาว่า ตระกูลกังปัจจุบันได้ตกต่ำจนอยู่ในอันดับรั้งท้ายของตระกูลใหญ่ ๆ ในอาณาจักรเนตรอสูร และเขาได้มีบุตรชายคนแรกซึ่งอายุก็ใกล้เคียงกับเจ้า แต่ที่น่าเศร้าก็คือ บุตรชายของเขามีชีพจรลมปราณที่ไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่กำเนิด จึงมิอาจเรียนรู้ด้านการฝึกยุทธให้ก้าวหน้าได้เช่นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน นับเป็นผู้อ่อนแอที่น่าสงสารถูกรังแกเหยียดหยาม และด้วยความอ่อนแอนี้ผู้ที่เป็นคู่ครองย่อมต้องถูกเหยียดหยามไปด้วยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเหตุนี้เรื่องการตัดสินใจเช่นไร บิดาก็มิอยากบังคับฝืนใจเจ้า เรื่องนี้นับเป็นอนาคตของเจ้า จะตัดสินใจเช่นไรบิดาก็มิอาจตำหนิเจ้า"

     

            " ในฐานะของบิดา ย่อมต้องการให้บุตรของตัวเองทุกคนประสบความสำเร็จและมีความสุขกับชีวิตการครองเรือน ซึ่งหากเจ้าไม่ยินยอม บิดาก็จะไปยอมรับความผิดนี้กับพี่น้องร่วมสาบานผู้นี้เอง ซึ่งคิดว่าเขาก็ย่อมเข้าใจในความแตกต่างเหล่านี้จนยอมอภัยให้บิดาเช่นกัน บัดนี้บิดาอยากทราบการตัดสินใจของเจ้า  ?"