จารึกที่ 242 : อิสตรีตัวน้อยในร่างหยก : ข้อแลกเปลี่ยนแห่งผลึกปฐพี
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่เข้าปกคลุมสมรภูมิหินร้อนภายหลังจากเสียงกัมปนาทแห่งอัสนีบาตได้จางหายไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายแห่งการดับสูญที่ลอยอวล แสงเรืองรองสีส้มอมแดงจากลำธารลาวาเบื้องล่างสะท้อนเข้ากับผนังถ้ำศิลาดูประหนึ่งดวงตานับหมื่นของอสูรร้ายที่กำลังจ้องมองมาจากขุมนรกโลกันตร์ ลมพัดกรรโชกหอบเอาไอความร้อนมหาศาลปะทะกับม่านพลังคุ้มกันของนาวาทะลวงเมฆาจนเกิดเสียงหวีดหวิวประหนึ่งวิญญาณโหยหวนที่ถูกจองจำอยู่ในกองเถ้ากระดูก
บรรยากาศรอบด้านที่ถูกบดบังด้วยหมอกธาตุกำมะถันอันหนาเทอะ ยิ่งขับเน้นให้ 'เจตจำนงแห่งปฐพี' ทวีความรุนแรงขึ้น กฎเกณฑ์แห่งความร้อนและหินผาผสานกันบีบคั้นลงมาจนมิติอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวพร่ามัวเกินกว่าสายตาปกติจะมองเห็นได้
บนดาดฟ้าเรือที่เต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมบางส่วนจากการปะทะ อาเจีย นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นไม้หอมที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นแห่งปราณ เขาค่อยๆ หลับตาลงเพื่อดิ่งจิตสู่โลกเร้นลับภายใน พู่กันนิรันดร์ 百万刻符笔 (ไป๋หมื่นเค่อฝูปี๋) ทิ้งให้ร่างกายภายนอกอยู่ภายใต้การอารักขาอย่างเข้มงวดของ เจ้าสัว และ เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ที่เร้นกายหลอมรวมอยู่ในเงามืดเบื้องล่างประหนึ่งเพชฌฆาตไร้เสียง
ภายในห้วงมิติสีขาวโพลนอันเป็นเอกเทศ บรรยากาศบัดนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันสูงส่งที่ขรึมขลังยิ่งขึ้น มู่เฉิน บรรพชนผู้เป็นเสาหลักแห่งวิญญาณกำลังนั่งกุมขมับอยู่บนแท่นหยก ใบหน้าที่เคยดูสุขุมเยือกเย็นบัดนี้กลับฉายแววเหนื่อยหน่ายใจอย่างที่สุด สาเหตุก็หาใช่ใครอื่น ทว่าคือร่างเล็กๆ ในชุดแพรหยกสีนวลที่กำลังกระโดดโลดเต้นพยายามใช้พู่กันวิญญาณวาดลวดลายประหลาดลงบนแขนเสื้อคลุมของเขา
"ฮิฮิ! ตาแก่ผมขาว ท่านจะนั่งบื้ออยู่ทำไม มาเล่นกับข้าดีกว่า! ดูสิ ข้าเพิ่งค้นพบวิธีทำให้อักขระหมุนวนเป็นลูกขนไก่ได้ด้วยนะ!" เสียงใสกระจ่างดุจระฆังเงินของ อิสตรีตัวน้อย หรือ ยัยตัวแสบจอมดื้อ ดังก้องไปทั่วมิติ นางหันมามองอาเจียที่เพิ่งปรากฏร่างจิตขึ้นด้วยดวงตากลมโตที่ทอประกายซุกซนทว่าแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ประดุจจิ้งจอกตัวน้อย
นางหยุดการกระทำพรรค์นั้นทันทีพลางกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยจนปอยผมเปียคู่สั่นไหว "เหอะ! มาแล้วหรือ นายท่านขี้งก ของข้า! ข้านึกว่าท่านจะมัวแต่ไปปล้นชิงแหวนมิติจากพวกขยะข้างนอกนั่นจนลืมสัญญาที่ให้ไว้กับข้าไปเสียแล้ว!"
อาเจียลอบถอนหายใจยาวพลางผสานมือคารวะบรรพชนมู่เฉิน ก่อนจะหันมามองดรุณีน้อยตรงหน้าด้วยสายตาที่กึ่งเอ็นดูกึ่งระอา "เจ้าหญิงตัวน้อย... ข้ามิได้ลืมสัญญา เพียงแต่สถานการณ์เบื้องนอกนั้นช่างยากลำบากนัก ปราณผลึกปฐพีที่ท่านต้องการ บัดนี้ข้าพบร่องรอยของมันแล้ว ทว่ามันถูกปกคลุมด้วยค่ายกลและกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่ข้าจะฝ่าฟันไปได้เพียงลำพัง"
"นั่นไง! พอมีปัญหาถึงจะนึกถึงข้า!" ยัยตัวร้าย บ่นอุบพลางเดินเตาะแตะเข้ามาใกล้ "นายท่านขี้งกต้องไม่ลืมนะ ปราณผลึกปฐพีเจ็ดส่วนต้องตกเป็นของข้า! ห้ามขาดไปแม้แต่เพียงละอองเดียว มิเช่นนั้นข้าจะปิดกั้นการเชื่อมต่อระหว่างพู่กันกับวิญญาณของท่าน และปล่อยให้นายท่านไปงัดข้อกับเจตจำนงแห่งภูเขาไฟนั่นคนเดียว!"
มู่เฉินกระแอมไอเบาๆ พลางเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงสุภาพ "ท่านหญิงน้อยโปรดระงับอารมณ์... อาเจียเขาก็มิได้มีเจตนาจะตระบัดสัตย์ เพียงแต่ยามนี้เขาต้องการคำชี้แนะเกี่ยวกับ วิถีแห่งสูญตา เพื่อที่จะนำพานาวาทะลวงเมฆาดำดิ่งลงสู่แก่นกลางโดยไม่ให้เจตจำนงแห่งอัคคีแผดเผาเรือจนพังทลายเสียก่อน หากเรือพัง ทรัพย์สินที่อาเจียสะสมมาก็จะมลายสิ้น และท่านก็จะไม่ได้กินปราณผลึกนั่นด้วยนะขอรับ"
เมื่อได้ยินเรื่องของกิน แม่นางน้อยจอมจุ้น ก็ดูจะสงบลงบ้าง นางทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มกวนประสาท "ก็ได้! เห็นแก่ความงกของนายท่านที่มันช่างดูน่าเวทนานัก ข้าจะยอมชี้แนะให้ก็ได้... แต่ข้าขอเพิ่มเงื่อนไข! นอกจากปราณเจ็ดส่วนแล้ว ข้าขอ 'ศิลาปราณระดับนพเก้า' อีกสิบก้อนเพื่อมาประดับที่นั่งของข้าด้วย!"
อาเจียแทบจะกระอักเลือดสีทองออกมาด้วยความเสียดาย "สิบก้อน! นั่นมันมูลค่ามหาศาลเลยนะยัยหนูตัวแสบ!"
"ถ้าไม่ให้ ข้าก็ไม่ช่วย! เลือกเอา ระหว่างเสียศิลาปราณสิบก้อน กับเสียเรือทั้งลำและไม่ได้ปราณปฐพีแม้แต่ส่วนเดียว!" นางยื่นคำขาดพลางทำท่าจะเดินกลับไปนอนขี้เกียจ
"ตกลง! ข้ายอมแล้ว!" อาเจียกัดฟันรับคำอย่างเจ็บปวดใจประหนึ่งถูกเฉือนเนื้อ
เจ้าหญิงตัวน้อย หัวเราะร่าด้วยความชอบใจ นางสะบัดมือเบาๆ ส่งกระแสปราณอันแสนบริสุทธิ์และล้ำลึกเข้าสู่ห้วงสำนึกของอาเจียโดยตรง แต่วาจาของนางบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบและทรงอำนาจจนบรรยากาศในมิติศูนย์สูญสั่นสะเทือน
"ฟังนะนายท่านขี้งก... กฎเกณฑ์ที่มู่เฉินเข้าใจนั้นยึดติดอยู่เพียงการเวียนว่ายของกฎแห่งการเกิดและดับสูญ ทว่า อักขระหลิง 零 ที่ข้ารู้นั้นหาใช่เพียงแค่รอยขีดเขียนแห่งความว่างเปล่า... แต่มันคือ 'ไท่ชวี' (มหาภาวะชวี) สภาวะแห่งปฐมกาลก่อนที่ฟ้าดินจะก่อกำเนิด เป็นจุดที่ความวุ่นวายยังไม่ถูกจัดระเบียบ ยามที่หยินและหยางยังมิได้ถูกแบ่งแยกออกจากกัน!"
นางกางมือออกเบาๆ ปรากฏวงแหวนไร้ลักษณ์ที่หมุนวนอยู่รอบกาย "การที่ท่านพยายามใช้อักขระสูญตาเพื่อ 'กดข่ม' เจตจำนงแห่งไฟ นั่นคือการใช้กำลังฝืนกฎเกณฑ์ฟ้าดินเฉกเช่นมดปลวกที่บังอาจขย่มต้นไม้ใหญ่ ซึ่งนั่นคือวิถีของผู้เขลา! วิถีแห่งสูญตาที่แท้จริงคือการลบล้างกฎเกณฑ์และคืนสรรพสิ่งสู่ ปฐมกำเนิด ลาวาที่แผดเผานั้นร้อนแรงเพราะมันยึดถือในมรรคาของ 'ไฟ' ทว่าหากท่านใช้ อักขระหลิง เพื่อหลอมรวมให้มันเห็นว่าตัวมันเองก็คือความว่างเปล่าที่ก่อตัวขึ้นเพียงชั่วคราว เมื่อนั้นกฎแห่งความร้อนย่อมไร้ความหมาย สิ่งที่ขวางหน้าจะมิใช่อุปสรรคที่ต้องทำลาย แต่คือกระแสปราณที่ไหลรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าในใจท่าน"
นางร่ายรำอักขระในอากาศด้วยท่วงท่าที่งดงามและเก่าแก่เกินกว่าจะพรรณนา "หากท่านต้องการดำดิ่งลงไปเบื้องล่าง ท่านต้องกาง ม่านสุญญะ มิใช่เพื่อเป็นโล่กำบังเรือจากเปลวเพลิง... แต่เพื่อลบเลือนเจตจำนงของเรือลำนี้ ให้มีสภาวะเดียวกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า เมื่อเรือไร้ซึ่งตัวตนในกฎเกณฑ์แห่งโลกหล้า ลาวาย่อมไร้ซึ่งเป้าหมายที่จะแผดเผา พลานุภาพใดๆ ในโลกย่อมมิอาจแผ้วพานสิ่งที่ไร้ลักษณ์ได้ นี่คือมรรคาแห่งเต๋าบรรพกาลที่อยู่เหนือขอบเขตแห่งฟ้าดิน!"
อาเจียซึมซับวิชาด้วยความตระหนก ปัญญาบรรพกาลที่นางถ่ายทอดมานั้นล้ำลึกจนทำให้เนตรสูญตาของเขาสั่นไหวประหนึ่งเพิ่งเบิกเนตรเห็นโลกเป็นครั้งแรก เขารู้สึกได้ว่าเส้นชีพจรวิญญาณในร่างจิตเริ่มหลอมรวมเข้ากับความอ้างว้างอันไร้จุดสิ้นสุด กฎเกณฑ์ที่เคยยึดติดถูกพังทลายลงในพริบตา
เบื้องนอกห้วงจิต นาวาทะลวงเมฆาเริ่มเข้าสู่เขตแดนที่เจตจำนงแห่งความร้อนพุ่งทะลุขีดจำกัด ฉินมู่หลาง และ เฟิงอี้หรานต่างยืนคุมเชิงด้วยความเคร่งเครียด เจตจำนงกระบี่และปราณเพลิงอสูรคลั่งถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุดเพื่อปกป้องกราบเรือที่เริ่มจะแดงก่ำ หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นแทบจะสิ้นแรงจากการรักษาม่านเหมันต์คุ้มกาย
"อาเจีย! หากเจ้ายังไม่รีบพลิกแพลงค่ายกล เรือลำนี้ได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับพวกเราแน่!" เฟิงอี้หรานตะโกนลั่นท่ามกลางเสียงเดือดพล่านของโลกภายนอก
ในวินาทีนั้นเอง อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาสีเงินยวงเปล่งประกายเจิดจ้าประดุจดวงดาราในคืนมืดมิด เขาไม่รอช้า ตวัด พู่กันนิรันดร์ วาดลวดลายอักขระที่ไร้ร่องรอยทว่าแฝงด้วยเจตจำนงแห่งต้นกำเนิดฟ้าดินลงบนแกนบัญชาอักขระของเรือ
"มรรคาแห่งสูญตา... ลบเลือนกฎเกณฑ์ ม่านสุญญะเบิกมรรคา!"
พริบตานั้น นาวาทะลวงเมฆาทั้งลำพลันเกิดการพร่าเลือนประหนึ่งภาพสะท้อนในผิวน้ำ เจตจำนงแห่งอัคคีและทะเลลาวาที่พุ่งเข้าใส่กลับทะลุผ่านตัวเรือไปราวกับพุ่งผ่านอากาศธาตุ มิใช่เพราะเรือล่องหนหายไป ทว่าเรือและลาวาบัดนี้ได้ผสานเข้าสู่สภาวะ 'ไท่ชวี' ในความว่างเปล่า กฎแห่งความร้อนแผดเผาถูกลบล้างไปจนสิ้น เหลือเพียงความเยือกเย็นอันเป็นนิรันดร์ที่ห่อหุ้มทุกคนไว้ภายในมิติศูนย์สูญ
"นี่มัน... บิดเบือนกฎเกณฑ์ฟ้าดิน!" ฉินมู่หลางพึมพำด้วยความตกตะลึง จิตกระบี่ของเขาสั่นสะท้านเมื่อได้เห็นวิถีเต๋าที่เหนือล้ำกว่าการทำลายล้าง
ภายในมิติพู่กัน ยัยเด็กดื้อ นั่งแกว่งเท้าอยู่บนขอบแท่นหยกพลางมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มที่แฝงความภาคภูมิใจ "ฮิฮิ! เห็นไหมล่ะนายท่านขี้งก ข้าบอกแล้วว่าเมื่อไร้ลักษณ์ก็ไร้พ่าย... อย่าลืมของกำนัลของข้าล่ะ ไม่งั้นข้าจะงับวิญญาณท่านให้ขาดเลย!"
มู่เฉินได้แต่ยิ้มละไมพลางลูบเคราขาว "อาเจีย... เดินหน้าต่อไปเถิด แก่นกลางแห่งปฐพีรอเจ้าอยู่เบื้องหน้าแล้ว"
นาวาทะลวงเมฆาดำดิ่งลงสู่ร่องลึกที่ลึกที่สุดของหุบเขาเพลิงผลาญอย่างมั่นคงประหนึ่งมังกรที่ว่ายวนอยู่ในสระโบราณ ทิ้งไว้เพียงเงาเลือนรางที่หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ทั้งปวง ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าลึกลงไปเบื้องล่างนั้น กลิ่นอายโบราณที่เก่าแก่ยิ่งกว่าสำนักอัสนีบาตกำลังเริ่มตื่นจากการหลับใหลเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาเยือน...