“เป็นรับสั่งของพระองค์มิใช่หรือพะยะค่ะ ที่ห้ามมิให้สตรีผู้ใดเข้ามาย่ำกรายใกล้ท้องพระโรง”
ไม่รู้ว่าเสานบดีซูไปกินหัวใจหมีที่ใดมา กลับกล้าเอ่ยปากกล่าวข้อห้ามเช่นนี้ออกมา กล่าวออกมาฟังเองก็ไม่เป็นไรเถอะ แต่นี้คล้ายกับย้ำเตือนว่าผู้มีอำนาจสูงสุดในแคว้นต้าเฉียงกำลังตรัสแล้วคืนคำเสียอย่างนั้น
แน่นอนว่า ขุนนางคนอื่นๆ ในตอนนี้ต่างอกสั่นขวัญแขวนกับคำพูดดังกล่าว
ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ที่ได้ฟังนิ่งงันไปชั่วขณะ จากนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกับประโยค ๆ หนึ่ง
“ฮ่า ๆ ๆ หากว่านั้นคือคำสั่งของข้าแล้วพวกเจ้าปฏิบัติตาม เช่นนั้นนี่ก็คือคำสั่งของข้าเช่นกัน” สายตาคมสวนทางกับเสียงหัวเราะตวัดไปยังผู้พูดทันที
“ฟึ่บ”
“และข้าย่อมอนุญาตให้ใครหรือผู้ใดก็ตามที่ข้าต้องการ หรือข้าต้องขออนุญาตพวกเจ้า” เพียงแค่ตรัสว่าพระองค์ต้องรับคำสั่งจากผู้ใดนั้นก็แทบทำให้ศีรษะของเหล่าขุนนางในท้องพระโรงถึงกับสั่นไม่หยุด
“ตึก” เสียงเข่าทั้งหมดคุกลงกับพื้น
“มิได้พะยะค่ะ กระหม่อมขอประทานอภัย” เสนาบดีซูเอ่ยออกมาพร้อมด้วยเสียงของขุนนางอื่นๆ ที่กำลังสั่นกลัวว่าความผิดจะตกมายังตนเอง
หากแต่ต้าเฟยเฉียงเองก็มิใช่จะแยแสกับเรื่องราวเช่นนี้ เพราะจุดประสงค์ที่เขาเรียกขุนนางเข้าพบและเชิญคนทั้งสองมายังมิได้เริ่มเสียที
“หึหึ ลุกขึ้นเถิดวันนี้วันดี” ใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มหันไปหาเหล่าขุนนาง จากนั้นทำเพียงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ เพื่อให้เหล่าขุนนางลุกขึ้น
เมื่อละความสนใจจากเหล่าขุนนางแล้ว จึงหันกลับมาหาคนตรงหน้าที่กำลังนั่งฟังการแสดงของเขาอย่างเบื่อหน่าย
ดูจากการกระทำของนางในยามนี้ที่แสดงออกว่าเบื่อแค่ไหนกับละครโรงนี้ของเขานั้นสิ นางช่างกล้ายิ่งนัก ไม่กลัวว่าจะเสื่อมเสียไปถึงแคว้นจ้าวอย่างไรกัน กิริยาที่กอดอกแล้วใช้แขนเท้าคางตนเอง มองเรื่องข้างบ้านนั้น ช่างทำให้เขาคิดถึงอดีตเสียจริง
“อะ แฮ่ม เช่นนั้นแล้วองค์หญิงจะอยู่ที่แคว้นต้าเฉียงอีกนานหรือไม่พะยะค่ะ” ต้าเฟยเฉียงตรัสถามอีกฝ่ายออกมาหลังตื่นจากภวังค์นั้น
“ย่อมตามใจเจ้าของแคว้นเพคะ” จ้าวจินเออร์เอ่ยตอบกลับไป
“เช่นนั้นเจิ้นย่อมอยากให้ย่อมอยากให้อยู่นาน ๆ ได้ยินว่านอกจากองค์หญิงจะเป็นที่รักของฮ่องเต้แคว้นจ้าวแล้ว ยังทรงเก่งจากในเรื่องการค้าและเป็นผู้ก่อสร้างสำนักยุทธ์ด้วยหรือ”
“เพื่ออันใดหรือเพคะ มิใช่ว่าอีกมินานแคว้นต้าเฉียงจะทำการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นจิ้นมิใช่หรือ เช่นนี้ยังต้องการให้คนจากแคว้นจ้าวอาศัยในแคว้นตนเองไปนานๆ อีกหรือเพคะ”
“หืม ข่าวมาจากที่ใดกัน เจิ้นยังมิได้หารือกับเหล่าขุนนางของเจิ้นเลยนะองค์หญิง” สายตาคมตวัดไปยังขุนนางของตนเองทันที
“สตรีชนเผ่าทุ่งหญ้าดวงตาสีฟ้า ใบหน้ามีเสน่ห์เย้ายวน รูปร่างบอบบางน่าถนุถนอม ส่วนบุรุษนั้นแข็งแกร่ง ร่างกายสง่าผ่าเผย ความสามารถด้านการเลี้ยงอาชาโลหิตเป็นที่หนึ่ง พระองค์คงตัดสินใจได้ไม่ยากกระมังเพคะ”
“องค์หญิงช่างรู้ดียิ่ง สมแล้วที่เป็นคู่หมายของชินอ๋องแคว้นเฉียน” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยเย้าออกมา จากนั้นจึงหันกลับไปหาขุนนางของตนเองอีกครั้ง
“ว่าอย่างไรเล่า ท่านเสนาบดีซู ท่านแม่ทัพอี้ ข่าวคราวที่ท่านได้รับมาตรงกับสิ่งที่องค์หญิงจ้าวจินเออร์กล่าวหรือไม่”
แคว้นจิ้น ชนเผ่าชาวทุ่งหญ้าเป็นเช่นไรตลอดมา ใช่ว่าพวกขุนนางเหล่านี้จะมิรับรู้ หากแต่ยังอยากเป็นกบฏ โดยการยอมร่วมมือแบบลับๆ
“เอ่อ พะยะค่ะ องค์หญิงแคว้นจ้าว ช่างมีพระปรีชาเสียจริง แต่เช่นไรสตรีที่ไร้พลังก็เป็นเพียงสตรีที่ทำหน้าที่เป็นมารดาที่ดีเพียงเท่านั้น หาใช่เหมาะสำหรับการพูดคุยเรื่องบ้านเมืองนะพะยะค่ะฝ่าบาท” แม่ทัพอี้ แม่ทัพใหญ่ของทิศใต้แคว้นต้าเฉียงเอ่ยออกมาอย่างปรามาสในฝีมือของจ้าวจินเออร์
ยามที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา จวินเทียนหลงที่ทำเพียงนั่งฟังการสนทนาเงียบๆ อย่างไร้ตัวตน ดวงตาคู่งามกลับมีประกายพาดผ่าน แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น แต่คนบนบัลลังก์ย่อมรับรู้ได้
กระตุกหนุดมังกรเช่นไรมันย่อมไม่ว่า แต่หากเผลอเหลือบไปมองไข่มุกในอุ้งเท้ามังกรแล้วนั้น ก็ยากจะจะจากไปง่ายๆ
“เช่นนั้น มิทราบว่า แม่ทัพอี้มีพลังอยู่ในระดับใดกัน ข้าเองก็ชักอยากจะรู้เสียจริง” สิ้นเสียงของจ้าวจินเออร์ กลับมีพลังปราณสายหนึ่งส่งไปยังท่านแม่ทัพอี้
“ปั้ง”
“อั่ก”
เหล่าขุนนางและทหารที่อยู่ในท้องพระโรงแตกตื่น และหันมาตั้งเกราะป้องกันฮ่องเต้ของตนเอง
“มีคนร้ายคุ้มครองฝ่าบาท” เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา
“ฟึ่บ”
เพียงแต่ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้นั้นรับรู้ได้ว่า มิใช่ฝีมือของคนร้าย แต่เป็นคนข้างกายขององค์หญิงจ้าวต่างหากเล่า นับประสาอะไรกับแม่ทัพอี้ที่โดนซัดพลังปราณใส่ไปเพียงแค่นี้ ขนาดตนเองเพียงแค่หยอกล้อนางยังโดนมองด้วยสายตามาดร้าย เสียด้วยซ้ำ
“ไม่ต้อง” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้ามิเปลี่ยนแปลง น้ำเสียงที่ส่งออกมาบ่งบอกได้ว่ามิใช่เรื่องใหญ่
ทำเอาเหล่าขุนนางและทหารถึงกับงุนงงไปทันที
“ฝะ...ฝ่าบาท” แม่ทัพอี้อุทานออกมาเสียงเบา ด้วยเพราะอาการบาดเจ็บจากการโดนซัดพลังเข้าใส่ในตอนนี้
“เป็นฝีมือของชินอ๋องแคว้นฉินกระมัง มิทราบว่าท่านมิพอใจสิ่งใดงั้นหรือ เหตุใดจึงทำร้ายคนของข้าเช่นนี้กัน” ฮ่องเต้เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงคล้ายกำลังชื่นชมเรื่องราวที่สนุกสนานอยู่เช่นนั้น ทำเอาเหล่าขุนนางและแม่ทัพอี้ที่ได้รับบาดเจ็บจนถึงคุกเข่าไปกับพื้นท้องพระโรงชำเลืองมองอย่างสงสัย
“กระหม่อมมิบังอาจพะยะค่ะ” จวินเทียนหลงเองตอบกลับมาราวกับว่าตนเองมิได้เป็นคนกระทำเรื่องเช่นนี้
กล่าวกันตามความจริงแล้ว การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นความผิดมหันต์ยิ่งนัก คล้ายกับการลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ของแคว้นต้าเฉียง และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น
หากแต่จวินเทียนหลงมิได้สนใจนัก ยิ่งต้าเฟยเฉิงเองยิ่งไม่สนใจ
“ฝ่าบาทโปรดมอบความเป็นธรรมให้กระหม่อมด้วยพะยะค่ะ ชินอ๋องแคว้นฉินทำเช่นนี้ เท่ากับว่าก่อกบฏนะพะยะค่ะ”
“เช่นนั้นหรือชินอ๋อง”
“กระหม่อมเพียงได้ยินว่าแม่ทัพอี้อยากจะทราบว่าคู่หมายของกระหม่อมมีพลังปราณจริงหรือไม่ เลยอยากให้นางได้แสดงฝีมือพะยะค่ะ”
“ฝ่าบาท เช่นนี้จะเกินไปหรือไม่พะยะค่ะ ทำร้ายคนมีหลักฐาน โปรดมอบความเป็นธรรมให้กระหม่อมด้วยพะยะค่ะ”
“เช่นนั้นหากไร้หลักฐานที่หมายถึงอาการบาดเจ็บของท่านก็ย่อมได้ใช่หรือไม่”
“กระหม่อมมิกล้าพะยะค่ะองค์หญิง” แม่ทัพอี้ยังคงเอ่ยออกมาพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่ยังคงส่งผลให้เลือดยังไหลออกมาจากริมฝีปากไม่หยุด
ส่งผลให้เหล่าขุนนางที่มองมา บางคนก็แค้นเคืองชินอ๋อง บางคนก็เกรงกลัวจนมิกล้าจะเงยหน้าขึ้นมอง หรือเอ่ยสนันสนุนคำพูดของแม่ทัพอี้ กระทั่งเสนาบดีซูเองก็ตาม
“มิบังอาจเช่นนั้นหรือ แล้วท่านมิอยากรู้หรือว่าข้าไร้พลังปราณจริงหรือไม่ สิ่งที่พวกท่านได้ฟังมาจะได้นำไปกล่าวต่อได้ถูกอย่างไรเล่า”