“นั่งทำหน้าเครียดอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะคนสวย” ต้าหวั่นเฉินถามเพื่อน
“ก็คุณพ่อน่ะสิ พูดเื่หมั้นของฉันกับนายขึ้นมาอีกแล้ว” ซ่งเยว่เจินตอบเสียงเครียด
“เธอจะมานั่งกลุ้มใจไปทำไม ถึงจะเป็ความ้าของผู้ใหญ่ แต่ถ้าเราทั้งสองคนไม่เต็มใจ พวกท่านก็บังคับเราไม่ได้ เื่นี้ฉันเคยคุยกับพ่อและแม่ของฉันแล้ว พวกท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร พ่อกับแม่ยังรับปากว่าจะไปคุยกับพ่อเธอให้เลยด้วยซ้ำ”
“จริงหรือ! หวั่นเฉิน นายเป็เพื่อนที่ดีที่สุดของฉันจริงๆ” ซ่งเยว่เจินพูดอย่างดีใจ
“นั่นสิ เราสองคนโตมาด้วยกัน เป็เพื่อนเล่นกันมาั้แ่เด็ก เรียกว่ารู้ไส้รู้พุงกันไปหมดแล้ว พวกผู้ใหญ่ก็คิดไปได้นะว่าอยากให้เราแต่งงานกัน ถ้าฉันกับเธอต้องมาแต่งงานกันจริงๆ ล่ะก็ ฉันว่าไม่เกินสามวันเราต้องตีกันตายก่อนที่จะหย่ากันแน่ๆ อีกอย่างฉันไม่ชอบผู้หญิงห้าว แฟนฉันต้องน่ารักแบบใสๆ” ต้าหวั่นเฉินทำท่าคิด
“ระวังเถอะ เกลียดสิ่งไหนมักจะได้สิ่งนั้น นายไม่เคยได้ยินคำโบราณเขาพูดไว้หรือไง ว่าแต่วันนี้นายไม่ไปทำงานหรือ”
“วันนี้เป็วันพักของฉัน ก็เลยตั้งใจว่าจะชวนเธอออกไปดูต้นไม้ช่วยหน่อย ่นี้แม่ฉันขยันปลูกดอกไม้ในสวนมากเลยล่ะ ปลูกจนไม่มีที่จะเดินแล้ว”
“นายต้องเข้าใจคุณอาด้วยสิ วันๆ อยู่แต่กับงานบ้าน ชีวิตมันดูจะน่าเบื่อไปหน่อยนะ ให้ท่านหางานอดิเรกทำน่ะดีแล้ว”
“แล้วเธอล่ะ ่นี้รอผลสอบอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเธอไปสอบเป็ครูที่โรงเรียนประจำตำบลล่ะ ที่จังหวัดก็เปิดรับทำไมไม่ไปสมัคร อยู่ที่นี่ก็ใกล้บ้านดีออก”
“แล้วทีตัวเองล่ะ ทำไมถึงไปเป็ตำรวจประจำอยู่ที่สถานีตำรวจชุมชน (หน่วยงานนี้ผู้เขียนตั้งขึ้นเองนะคะ เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาของนิยายเท่านั้นค่ะ) นายก็อยากไปอยู่ไกลๆ บ้านเหมือนกันไม่ใช่หรือไง” ซ่งเยว่เจินพูดอย่างรู้ทัน
“เยว่เจิน แม่ฉันเป็ภรรยาคนที่สองของพ่อนะ เธอก็รู้ว่าคุณปู่กับคุณย่า้ายกสมบัติให้พี่ชายฉันคนเดียว การที่ฉันย้ายไปอยู่ไกลพวกเขาสักหน่อยมันก็ดีทั้งกับตัวฉันและแม่ของฉันด้วย แม่ฉันจะได้อยู่บ้านนั้นได้อย่างสบายๆ”
“แต่พี่หย่งฉิงก็ไม่ได้คิดอย่างนั้นนี่ พี่เขารักนายจะตายไป ฉันยังเคยอิจฉานายด้วยซ้ำว่ามีพี่ชายที่น่ารักขนาดนั้น”
“พี่ใหญ่เป็พี่ชายที่ดีมาก ก็เพราะอย่างนี้นี่ล่ะ ฉันก็เลยอยากตัดปัญหา ย้ายไปอยู่ไกลสักหน่อย แต่ถ้าคิดถึงแม่เมื่อไหร่ก็กลับมาเยี่ยมได้สะดวก เพราะตัวตำบลมันก็ไม่ไกลเกินไป” ต้าหวั่นเฉินตอบสบายๆ
“นายไปประจำที่ตำบลก็ดีเหมือนกัน ถ้าฉันสอบบรรจุครูได้ ฉันก็ยังมีนายคอยดูแลอยู่ทางโน้น”
“ใครจะดูแลเธอไม่ทราบ เธอเป็ผู้หญิง เธอต้องคอยส่งข้าวส่งน้ำให้เพื่อนรักอย่างฉันสิถึงจะถูก”
“ฝันไปเถอะ หน้าที่นั้นเอาไว้ให้เป็หน้าที่ของภรรยานายทำให้เองเถอะ เพื่อนอย่างฉันขอลา อีกอย่างเื่งานบ้านงานครัวกับคนอย่างฉันนี่มันช่างไม่เข้ากันเสียเลย” ซ่งเยว่เจินพูดพร้อมกับส่ายหน้า
“สงสารคนที่จะมาเป็สามีเธอในอนาคตจังเลยนะ เขาต้องทำงานทั้งนอกบ้านและในบ้านเองแน่ๆ” ต้าหวั่นเฉินทำสีหน้าหนักใจแทนสามีในอนาคตของเพื่อนรัก
“พอเลยพอ ไม่ต้องมาทำหน้าอย่างนั้น จะไปก็รีบไปกันเถอะ สายกว่านี้แดดจะร้อน เดี๋ยวผิวสวยๆ ของฉันจะเสียหมด” ซ่งเยว่เจินพูดพร้อมกับฉุดต้าหวั่นเฉินให้ลุกขึ้นตาม
“ดีนะเนี่ยที่ฉันลงต้นกล้าผลไม้เองแค่ต้นเดียว” หลินอี้พูดพร้อมกับมองต้นกล้าองุ่นที่เฉาตายไปอย่างน่าเสียดาย “ดูต้นที่นายปลูกให้สิ เติบโตดีกันทุกต้นเลย แต่จะว่าไป พืชผลที่ไร่ของนายทำไมมันงอกงามกว่าของคนอื่นขนาดนั้นล่ะ นายใส่ปุ๋ยหรือบำรุงอะไรเป็พิเศษไหม”
“ไม่นะครับ ผมก็ใช้วิธีการปลูกปกติ” หลินเจิ้งฉีตอบ “ผมนึกออกแล้ว! พี่อี้ พี่จำบ่อดินกับถังพลาสติกใบใหญ่ที่ท้ายไร่ผมได้หรือเปล่า”
“จำได้สิ พี่ว่าจะถามนายหลายครั้งแล้วว่ามันคืออะไร” หลินอี้พยักหน้า
“บ่อดินเป็บ่อที่ผมใช้ทำปุ๋ยหมักครับ ผมจะเอาเศษอาหาร เศษใบไม้ แล้วก็มูลสัตว์มาผสมกัน หมักไว้สัก 30 วันเราก็จะได้ปุ๋ยหมักมาใช้ ส่วนในถังพลาสติกผมใช้ทำน้ำหมักชีวภาพครับ ผมจะใช้เศษผักและเศษผลไม้ที่ยังไม่เน่าเสีย เอามาสับให้ละเอียดหน่อย หลังจากนั้นก็เอากากน้ำตาลกับน้ำเปล่าผสมลงไป หมักไว้ประมาณสัก 3 เดือน เราก็จะได้ปุ๋ยน้ำหมักมาไว้ฉีดที่แปลงผักน่ะครับ” หลินเจิ้งฉีอธิบายอย่างภูมิใจ เมื่อภพก่อนสวนของเขาก็ใส่ปุ๋ยด้วยวิธีนี้ ซึ่งเขากับหลิวหย่งฉือ* (ยังจำกันได้ไหมคะ เด็กหนุ่มที่หลินเจิ้งฉีเขียนพินัยกรรมให้ในบทแรกเลยยังไงคะ) ลองผิดลองถูกกับการทำปุ๋ยชีวภาพมาพอสมควร
“นายไปเรียนรู้วิธีพวกนี้มาจากไหนกัน”
“พ่อผมเป็คนชอบอ่านหนังสือนี่ครับ หนังสือของพ่อทุกเล่ม ผมหยิบมาอ่านหมดแล้ว แต่น่าเสียดายนะครับ เมื่อหน้าฝนที่แล้วหลังคารั่วหนักจนหนังสือของพ่อเปียกไปหมด ไม่เหลือสักเล่มเลย” หลินเจิ้งฉีรีบพูดขึ้นก่อน เพราะกลัวว่าหากหลินอี้เกิดอยากจะยืมหนังสือขึ้นมา แล้วเขาจะเอาหนังสือที่ไหนมาให้พี่ชายยืมล่ะ
“นั่นสินะ อารองชอบอ่านหนังสือมาก แม้แต่หนังสือภาษาอังกฤษก็มี ฉันจำได้ว่าิเจ๋อร้องไห้กอดกองหนังสือเปียกๆ นั้นไม่ยอมปล่อยเลย บอกว่าใครก็ห้ามเอาของพ่อเขาไปทิ้ง ตอนนั้นเป็ครั้งแรกเลยมั้งที่นายตีิเจ๋อน่ะ”
“ก็ตอนนั้นเขาพูดไม่รู้เื่จริงๆ นี่ครับ หนังสือเปียกไปหมดจนเก็บไว้ไม่ได้แล้ว ขืนเก็บไว้ปลวกต้องกินบ้านไปหมดแล้วแน่ๆ เลยครับ” หลินเจิ้งฉีแอบถอนหายใจเบาๆ
“วันหลังฉันจะมาเรียนทำปุ๋ยหมักกับนายบ้างนะ ฉันจะได้แบ่งไปให้อาเล็กใช้ด้วย”
“ผมทำไว้ตั้งเยอะแยะ พี่ก็มาแบ่งไปใช้ได้เลย น้ำหมักชีวภาพน่ะ ก่อนใช้ต้องเอาไปผสมน้ำให้เจือจางก่อนด้วยนะครับถึงจะใช้ได้ ขืนพี่เอาน้ำหมักที่ยังไม่ผสมน้ำไปรดต้นไม้ มีหวังต้นไม้ได้ตายก่อนแน่ๆ”
“น้ำหมักของนายมันเข้มข้นมากเลยหรือ”
“เข้มข้นมากเลยล่ะครับ”
“พี่อันอัน กำลังทำอะไรอยู่หรือคะ” หลินหงถามพี่สะใภ้อย่างสนใจ
“อาหงมาพอดีเลย วันนี้พี่ลองทำเค้กแยมส้มน่ะจ้ะ กำลังอยากได้คนมาลองชิมอยู่พอดี” หย่งลี่อันยิ้มพร้อมกับยกเค้กก้อนเล็กที่ทาแยมส้มบางๆ ไว้้าส่งให้หลินหง
“เค้กก้อนเล็กน่ารักมากเลยค่ะ” หลินหงกัดเค้กคำโต “อร่อยมาก! พี่อันอัน เนื้อเค้กนุ่ม ส่วนหน้าเค้กก็เปรี้ยวหวานกำลังดีเลยค่ะ ถ้าพี่อันอันทำขาย จะต้องขายดีมากแน่ๆ”
“พี่ตั้งใจไว้ว่าตอนที่เปิดร้านขายของชำ พี่จะอบขนมขายด้วยน่ะจ้ะ เธอแน่ใจว่ารสชาตินี้ทำขายได้ใช่ไหม”
“ยิ่งกว่าได้อีกนะคะ หนูว่ามันต้องไม่พอขายเลยล่ะ” หลินหงถอนหายใจเบาๆ “หนูก็อยากทำอะไรขายเหมือนกันนะคะ อยู่บ้านเฉยๆ มันน่าเบื่อจะตาย พี่อันอันคิดว่าหนูควรทำอะไรขายดีคะ”
“เธอชอบขายของเหมือนกันหรือ” หย่งลี่อันถาม
“ได้พูดคุยกับคนเยอะๆ ก็สนุกดี แต่ปัญหาก็คือหนูไม่รู้ว่าหนูจะขายอะไรน่ะสิ”
“บะหมี่กับเกี๊ยวไง อาสะใภ้ทำบะหมี่กับเกี๊ยวอร่อยจะตาย เธอไปเรียนทำกับอาสะใภ้ให้คล่องเสียสิ แล้วก็มาเปิดร้านขาย” หลินเจิ้งฉีเดินเข้าบ้านมาพร้อมกับหลินอี้ พวกเขาทันได้ยินหลินหงพูดพอดี
“จริงสินะ บะหมี่กับเกี๊ยวฝีมือแม่อร่อยที่สุด” หลินหงพูดขึ้น “แต่ว่าฉันจะไปขายที่ไหนดีล่ะคะ”
“ก็ขายที่ร้านขายของชำของพี่นี่ล่ะ นอกจากขายของชำแล้ว อันอันยังจะอบขนมกับชงน้ำหวานขายด้วย ถ้าเธอมาทำบะหมี่กับเกี๊ยวขายด้วยกัน ร้านของพี่ก็จะมีทางเลือกให้ลูกค้ามากขึ้นยังไงล่ะ อีกอย่างอันอันจะได้มีเพื่อนอยู่ที่ร้านด้วย ปล่อยให้ค้าขายอยู่คนเดียวพี่ไม่ค่อยไว้ใจ” หลินเจิ้งฉีบอก
“แหม...ที่แท้ก็เป็ห่วงพี่สะใภ้นี่เอง ไม่ได้อยากช่วยฉันสักหน่อย” หลินหงแกล้งหันไปหาหลินอี้อย่างน้อยใจ “พี่อี้ดูสิคะ พอพี่เจิ้งฉีมีเมียแล้วก็ลืมน้องไปเลย”
“ถ้าเป็พี่ พี่ก็ต้องเป็ห่วงเมียก่อนน้องสาวอย่างเธอเหมือนกัน เตะต่อยก็ไม่แพ้ผู้ชาย มีน้องสาวเก่งอย่างนี้มันน่าเป็ห่วงตรงไหน” หลินอี้แกล้งพูดจริงจัง
ทั้งสี่คนต่างก็หันมามองหน้ากันก่อนที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง