เยี่ยนอ๋องผู้ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรู้สึกรัก ๆ ใคร่ ๆ กับใครมาก่อน เกิดรู้สึกกลัดกลุ้มใจขึ้นมาอย่างฉับพลันเมื่อสรุปกับตนเองได้ว่าเสิ่นเชียนเกอกำลังทำสิ่งใดอยู่
ยามนี้ ในหัวของเขาว่างเปล่า ไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรกับคุณหนูรองตระกูลเสิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ตัวเขาเองก็ทราบว่า สตรีผู้นี้ได้ตอบตกลงเื่การแต่งงานกับเขาไปแล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ไม่เคยมีผู้ใดทำให้เขาเป็เช่นนี้มาก่อน ‘สตรีหน้าไม่อาย ใบหน้าก็เสียโฉมแล้ว ยังจะหน้าหนาหน้าทนได้ถึงเพียงนี้อีกรึ!’
อ๋องหนุ่มผู้กำลังว้าวุ่นนิ่งงันไปชั่วขณะ ทว่าสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเลือกใช้กลยุทธ์ที่คิดว่าเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการจัดการกับเสิ่นเชียนเกอ นั่นคือ ‘ปฏิบัติต่อศัตรูด้วยความเฉยชา!’
ผู้ใดเลยจะรู้ว่าเยี่ยนอ๋องผู้ซึ่งภายนอกดูเ็าไร้ความรู้สึกเช่นนี้ แท้จริงแล้วในใจจะคิดมากอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
อันที่จริง มีเหตุผลง่าย ๆ เพียงสามประการที่ทำให้เสิ่นเชียนเกอเลือกมาหยุดยืนอยู่เื้ัเยี่ยนอ๋องในตอนนี้
ประการแรก เดิมทีนางก็เป็สหายร่วมศึกษาขององค์หญิงห้า ไม่ว่าองค์หญิงห้าจะไปยืนที่ใดนางก็จะต้องติดตามไปด้วยอยู่แล้ว
ประการที่สอง องค์หญิงห้าอยู่ใกล้เยี่ยนอ๋องเสียขนาดนั้น การที่นางซึ่งเป็สหายขององค์หญิงยืนอยู่ด้านหลังเยี่ยนอ๋องไปด้วยจึงไม่ใช่เื่แปลก เพราะมันย่อมเท่ากับเป็การยืนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง (หลังองค์หญิงห้า) ไปโดยปริยาย
และประการสุดท้ายที่แม้จะเป็เหตุผลแอบแฝงแต่กลับสำคัญที่สุดคือ การเข้าใกล้เยี่ยนอ๋องทำให้นางสามารถดูดดึงเอาโชคลาภจากเขามาเพิ่มพูนวาสนาเพื่อเปลี่ยนชะตาตัวเองได้ และยิ่งใกล้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับโชคมากขึ้นเท่านั้น เื่นี้เสิ่นเชียนเกอพิสูจน์มาแล้วเมื่อเช้านี้เอง เพียงแค่ได้ััเขาชั่วครู่ก็รู้สึกได้ถึงความสุขสบายที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างราวกับว่าความมีชีวิตชีวากำลังเพิ่มพูนขึ้นมาทีละน้อย
การยืนอยู่ใกล้เยี่ยนอ๋องในเวลานี้ แม้จะรู้ดีว่าสามารถดูดซับโชคลาภจากเขาได้เพียงน้อยนิดประหนึ่งเส้นผมเส้นบาง ๆ เพียงเส้นเดียว แต่เท่านี้นางก็พึงพอใจแล้ว เพราะอย่างไรเสียก็ดีกว่าคว้าน้ำเหลว ไม่ได้อะไรมาเลยสักอย่าง
ด้านเสิ่นเจียวเจียวนั้น เดิมทีก็มีรูปโฉมที่งดงามจนหาผู้เทียบเคียงได้ยากอยู่แล้ว แต่เมื่อบวกรวมกับกิริยาท่าทางที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ดุจเนื้อทรายไร้เดียงสาก็ยิ่งดึงดูดใจให้ผู้คนรักใคร่หลงใหลมากยิ่งขึ้น ยิ่งในวิชาขี่ม้ายิงธนูวันนี้ที่นางเลือกสวมอาภรณ์ผ้าเนื้อดีสีฟ้า-ชมพูก็ยิ่งขับให้คุณหนูใหญ่เสิ่นดูโดดเด่นและอ่อนหวานมากขึ้นเป็ทวีคูณ บรรดาบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่รายล้อมอยู่โดยรอบต่างพากันจ้องมองคุณหนูเสิ่นผู้เลอโฉมไม่วางตา
เวลานี้ เสิ่นเจียวเจียวคนงามมีสีหน้าคล้ายถูกบังคับให้กลืนยาขมเพราะต้องกล้ำกลืนฝืนใจก้าวเข้าไปหาองค์หญิงห้าที่กำลังสนทนากับ…มัจจุราชผู้มีนามว่า —— เยี่ยนอ๋อง
เดิมทีเสิ่นเจียวเจียวก็เป็ผู้หนึ่งที่คิดอยากหลีกหนีเยี่ยนอ๋องไปให้ไกลอยู่แล้วในเหตุการณ์ ‘เจรจาการแต่งงาน’ ก่อนหน้านี้ กว่านางจะสลัดตนเองให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชผู้นั้นได้ก็ไม่ใช่เื่ง่าย ดังนั้นในยามนี้ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อยากมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับเยี่ยนอ๋องอีก ต่อให้เป็เพียงการเข้าไปเพื่อทักทายเล็กน้อยก็ไม่อยากทำ ทว่าขณะนี้องค์หญิงห้าไปยืนอยู่ข้างกายเขาแล้ว มิหนำซ้ำเสิ่นเชียนเกอยังรีบตามไปโดยไม่ยอมบอกกล่าว ตัวนางเองก็เป็สหายสนิทขององค์หญิงห้าด้วยเช่นกัน หากยังรั้งรอไม่เข้าไปยืนอยู่ข้างกายองค์หญิงห้าเพราะกลัวเยี่ยนอ๋องล่ะก็ สหายผู้สูงศักดิ์ของนางจะต้องไม่พอใจนางเป็แน่
เสิ่นเจียวเจียวบีบมือตัวเองแน่น เวลานี้อย่างไรนางก็ไม่สามารถหาหนทางหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้อ๋องโฉดได้ ในที่สุดนางก็ตัดสินใจเดินตามองค์หญิงห้าไป
ทว่าในเสี้ยวลมหายใจที่กำลังพยายามข่มจิตใจรวบรวมความกล้าก้าวออกไปหาสหายและน้องสาวนั้น ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางหน้านางไว้เสียก่อน
เสิ่นเจียวเจียวรู้สึกใเล็กน้อย เมื่อช้อนดวงตาดอกท้อที่บัดนี้รื้นไปด้วยน้ำตาขึ้นก็พบว่าเ้าของร่างสูงที่อยู่เบื้องหน้านางคือ —— จิ้งหย่งโหว!
จากมุมมองของเสิ่นเจียวเจียว นางมองเห็นเป็ภาพใบหน้าด้านข้างของจิ้งหย่งโหว ไม่รู้เทพเซียนองค์ใดจงใจปั้นแต่ง ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าเขาจึงถูกจัดวางอย่างลงตัวและได้สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบพอดิบพอดี
เ้าของใบหน้าหล่อเหลากล่าวเสียงนุ่มเรียบ น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยเสน่หาน่าดึงดูด “ท่านแม่ทัพหวงมาแล้ว อีกประเดี๋ยวก็จะต้องแบ่งกลุ่มกันแล้ว”
วาจาสั้น ๆ นั้นทำให้คุณหนูใหญ่เสิ่นกะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงง …ราวกับสุ้มเสียงของคนผู้นี้พุ่งเข้ากระทบดวงใจของนางอย่างไม่ปรานี
แม่ทัพหวงที่กู้เฉินอวี้กล่าวถึงคืออาจารย์ผู้ดูแลการเรียนการสอนของวิชาขี่ม้ายิงธนู ทันทีที่แม่ทัพหวงมาถึงก็จะให้บรรดาศิษย์ทั้งหลายแบ่งกลุ่มตั้งแถวแยกชายหญิง หากว่าเสิ่นเจียวเจียวไม่เข้าไปใกล้เยี่ยนอ๋องตอนนี้ ยามตั้งแถวนางก็จะไม่ต้องอยู่ใกล้อ๋องโฉด นางจะสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับบุคคลอันตรายผู้นั้นได้แน่นอน
หัวใจของเสิ่นเจียวเจียวเต้นเร็วรัวไม่เป็จังหวะ แก้มนวลสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อและลุกลามใบยังใบหูเล็ก นางคิดไม่ถึงเลยว่าจิ้งหย่งโหวจะเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตนางไว้ในเวลาเช่นนี้
จิ้งหย่งโหวผู้มีนามเรียกขาน ‘กู้เฉินอวี้’ นี้ เป็บุรุษรูปงามเก่งกาจ ทั้งยังมากความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ เขาเป็บุตรชายเพียงคนเดียวแห่งจวนโหว เป็ที่ทราบกันดีว่าจวนโหวนั้นมีอิทธิพลต่อราชสำนักไม่น้อย อำนาจที่อยู่เื้ัจวนโหวก็ล้ำลึกเกินจะคาดเดา หากเอ่ยถึงลำดับความสำคัญแล้ว ก็เกรงว่าเยี่ยนอ๋อง–องค์ชายผู้ไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้คงจะเทียบไม่ได้
ยิ่งกว่านั้นกู้เฉินอวี้ยังมีนิสัยใจคอดี บุคลิกภาพน่าเลื่อมใส อ่อนน้อมถ่อมตน เป็สุภาพบุรุษ สติปัญญาก็เฉียบแหลม ชื่นชอบการใฝ่หาความรู้ ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ดีเลิศกว่าเยี่ยนอ๋องในทุกด้าน
ด้วยเหตุผลเ่าั้ ในหอศึกษาจึงมีสตรีที่แอบชอบพอกู้เฉินอวี้อยู่มากมายนับไม่ถ้วน
เสิ่นเจียวเจียวที่มัวแต่ใจเต้นรัว มิได้สังเกตเลยว่ายามที่กู้เฉินอวี้สนทนากับนางอยู่นั้น หางตาของเขาเอาแต่จะเหลือบมองไปยังเสิ่นเชียนเกอ แท้จริงแล้ว ลึก ๆ ในใจจิ้งหย่งโหวอยากเห็นว่าคุณหนูรองเสิ่นจะโกรธมากเพียงใด เมื่อเห็นเขาเข้ามาปกป้องเสิ่นเจียวเจียวพี่สาวของนางเช่นนี้
น่าเสียดายที่ครานี้ ความสนใจทั้งหมดของเสิ่นเชียนเกอทุ่มเทไปให้กับการไขว่คว้าเอาโชคลาภจากเยี่ยนอ๋องจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือแม้เศษเสี้ยวไปสนใจผู้อื่นและไม่มีเหลือแม้เพียงเล็กน้อยมาใส่ใจกู้เฉินอวี้บุรุษผู้ไม่มีความหมายใด ๆ ต่อนางอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้โหวหนุ่มจึงต้องผิดหวังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่ากลับเป็องค์หญิงห้าที่ขุ่นเคืองในการกระทำของกู้เฉินอวี้แทน
ก่อนหน้านี้ ถึงแม้เสิ่นเชียนเกอจะพยายามนำสิ่งของมามอบให้กู้เฉินอวี้อยู่เป็นิจ แต่กู้เฉินอวี้ก็ไม่เคยมีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับนางมาแม้แต่ครั้งเดียว นั่นยังพอทำให้องค์หญิงห้าวางใจ เพียงแค่นึกหมั่นไส้คุณหนูรองเสิ่นเท่านั้น แต่ในตอนนี้ กู้เฉินอวี้กลับเป็ฝ่ายออกมาปกป้องเสิ่นเจียวเจียว! ‘…นี่มันน่าหงุดหงิดกว่าที่เสิ่นเอ้อร์ทำเสียอีก’
องค์หญิงห้าคิดอย่างคั่งแค้น สตรีสูงศักดิ์เอาแต่ใจใช้สายตาโกรธเคืองจ้องมองเสิ่นเจียวเจียว หากไม่ใช่เพราะแม่ทัพหวงเข้ามาในสนามประลองเสียก่อน นางก็คงได้สาดวาจาถากถางเสิ่นเจียวเจียวสักสองสามประโยค
แม่ทัพหวงนั้นเกิดในตระกูลแม่ทัพชั้นสูง ท่านปู่ของเขาเป็ขุนนางผู้มีคุณูปการที่ช่วยกอบกู้แผ่นดินต้าฉีให้เป็ปึกแผ่น อีกทั้งท่านป้าของเขาก็ยังมีตำแหน่งเป็ถึงไทเฮา สถานะของเขาในราชสำนักจึงไม่ธรรมดาแม้แต่น้อย ผู้ศึกษาวัยเยาว์ทั้งหลายไม่ว่าจะมีบรรดาศักดิ์เป็เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเพียงใดหรือเป็บุตรหลานของขุนนางที่สำคัญคนไหนก็ไม่มีใครกล้ายั่วโทสะแม่ทัพผู้นี้
และในยามที่ถึงวิชาของเขา ทุก ๆ คนต่างก็ทำตัวว่องไวกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันควัน
เมื่อแม่ทัพหวงเดินมาถึงด้านหน้าสนามประลอง ผู้ศึกษาจากทั้งหอศึกษาชั้นนอกและในก็ยืนเรียงแถวแบ่งแยกหญิง-ชายอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยแล้ว
วันนี้แม่ทัพหวงสวมอาภรณ์สำหรับขี่ม้าสีเทาล้วน ผมยาวถูกเกล้าเป็มวยสูง สายตาอันเ็าและเฉียบแหลมกวาดมองไปรอบ ๆ สนามประลอง เหล่าผู้ศึกษาที่ถูกสายตาหนาวะเืนั้นสาดเข้าใส่ต่างก็รู้สึกขนหัวลุกไปตาม ๆ กัน
“เมื่อ่เที่ยงได้มีการประกาศแล้วว่า ของรางวัลในวันนี้จ่างกงจู่เป็ผู้ประทานมาให้ คาดว่าพวกท่านก็คงจะทราบกฎกติกากันดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มแบ่งกลุ่มกันได้!” แม่ทัพหวงกล่าวเสียงดังสมเป็แม่ทัพ ทว่าท่าทางที่แสดงออกกลับดูเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง …หากไม่ใช่เพราะถูกบิดาบังคับแล้วล่ะก็ เขาเองคงไม่มีทางยินยอมรับหน้าที่สอนหนังสือบุรุษสตรีสูงศักดิ์เหล่านี้เป็แน่
ทันทีที่สิ้นเสียงแม่ทัพหวง ผู้ศึกษาทั้งหลายก็รีบเข้าจับกลุ่มกันอย่างรวดเร็ว …ชี้ให้เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาหมายตาผู้ที่จะร่วมกลุ่มด้วยั้แ่ก่อนเวลาเริ่มศึกษาแล้ว
บ้างก็นัดแนะกับสหายหรือคนรู้จักไว้จนครบกลุ่ม
บ้างก็เพิ่งเข้าไปถามไถ่เชื้อเชิญผู้ที่อยากให้ร่วมกลุ่มด้วย
บ้างก็ไปขอร่วมกลุ่มกับคนที่ตนหมายตา
กู้เฉินอวี้ถูกบรรดาผู้ศึกษาหญิงเข้ามาเชิญชวนให้เข้าร่วมกลุ่มอย่างไม่ขาดสาย ทว่าโหวหนุ่มรูปงามก็บอกปฏิเสธไปอย่างสุภาพ
หลินข้วงไม่รอช้า รีบดึงน้องสาวของตนเองและสหายรักอีกคนมายืนอยู่ข้างกายกู้เฉินอวี้ แล้วเอ่ยคำเว้าวอน “เฉินอวี้ ฝีมือเล่นฉุยหวานของเ้าไม่เป็รองใคร เ้าอย่าผลักไสข้าเลยน้าา ดูสิตอนนี้กลุ่มเราก็มีสี่คนแล้ว เหลือเพียงหาผู้หญิงมาอีกสักคนก็ครบแล้ว แม่นางคนนั้นจะเป็ใครก็ได้ ถึงนางจะเอาแต่ยืนเฉย ๆ ไม่ทำอะไร แต่ขอแค่มีพวกเรา อย่างไรกลุ่มของเราก็ต้องชนะแน่นอน”
ใช่แล้ว ที่กล่าวว่าฝีมือการเล่นฉุยหวานของกู้เฉินอวี้ไม่เป็รองผู้ใดคือเื่จริง ดังนั้นเหตุผลที่มีคนเข้ามาเชื้อเชิญเขาให้เข้ากลุ่มอย่างไม่ขาดสาย นอกเหนือจากความ้าที่จะได้ตีสนิทกับคนสถานะสูงส่งอย่างเขาแล้ว แน่นอนว่าก็เป็เพราะฝีมือการเล่นฉุยหวานของเขาด้วยเช่นกัน
กู้เฉินอวี้หันมองหลินข้วงและอีกสองคนที่อยู่ข้างกายก่อนจะกล่าว “ตามใจเ้า”
คำตอบรับจากสหายทำให้คุณชายตระกูลหลินดีใจเป็อย่างมาก เขาถูฝ่ามือไปมาทำท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องก่อนกล่าวต่อ “ถ้าเช่นนั้นข้าขอเลือกตามใจข้าก็แล้วกัน” ถึงแม้จะเอ่ยวาจาออกมาเช่นนั้น แต่หลินข้วงก็จ้องมองแววตาของกู้เฉินอวี้อยู่ตลอด
ดูเหมือนว่าสหายรักของเขาคนนี้จะไม่ได้จับจ้องผู้ใดเป็พิเศษ แต่เมื่อลองสังเกตและพิจารณาดูดี ๆ แล้ว หลินข้วงก็เห็นว่าสายตาของจิ้งหย่งโหวมักจะทอดมองไปยังตำแหน่งที่องค์หญิงห้ากับสหายยืนอยู่บ่อย ๆ
องค์หญิงห้าที่มีนิสัยเอาแต่ใจไร้เหตุผลและอารมณ์ร้ายผู้นั้นไม่ใช่สตรีในแบบที่กู้เฉินอวี้ปรารถนา ถ้าเช่นนั้น… สตรีที่เหลือก็คือสองพี่น้องตระกูลเสิ่น… เมื่อลองนึกย้อนดู เมื่อครู่สหายรักของเขาเดินเข้าไปปกป้องคุณหนูเสิ่นคนพี่ ดังนั้นถ้าหากเขาเลือกคุณหนูใหญ่เสิ่นเจียวเจียวต้องตรงใจสหายอย่างแน่นอน
บุรุษผู้รู้ใจสหายรักจึงตรงเข้าไปสะกิดเสิ่นเจียวเจียวไม่รอช้า
เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้ศึกษามีเวลาจับกลุ่มและสรรหาสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มกัน ในตอนนี้บรรยากาศทั่วทั้งสนามประลองจึงครึกครื้นเป็อย่างยิ่ง
….ทว่ามีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่เงียบเหงาวังเวงราวสุสานเก่าไร้ผู้ดูแล ซึ่งแน่นอนว่าที่นั่นคือ…บริเวณที่เยี่ยนอ๋องยืนอยู่
หากเป็การแข่งขันอย่างอื่นก็ยังพอมีบุรุษผู้กล้ามาเชิญชวนให้เยี่ยนอ๋องเข้าร่วมกลุ่มอยู่บ้าง ทว่าการแข่งขันฉุยหวานครั้งนี้จำเป็ต้องมีสตรีอยู่ร่วมกลุ่มถึงสองคน แม้ไม่ต้องเข้าไปถามก็เกรงว่าสตรีทั้งหอศึกษาชั้นในจะไม่มีผู้ใดกล้าเข้าร่วมกลุ่มกับเยี่ยนอ๋องแม้แต่คนเดียว ภาพเหตุการณ์ชวนหดหู่และบรรยากาศสุสานร้างแสนวังเวงจึงเกิดขึ้นอย่างที่เห็น
โจวจื่ออวี้ที่ยืนอยู่ข้างกายเยี่ยนอ๋องเฝ้ามองผู้คนที่เอาแต่เดินผ่านไปแล้วก็ผ่านมา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปคนแล้วคนเล่าอย่างสิ้นหวัง ไม่มีผู้ใดคิดจะหยุดลงในจุดที่พวกเขายืนอยู่แม้แต่คนเดียว ผู้ติดตามหนุ่มถอนหายใจด้วยความท้อแท้ ครั้นหันมองบุรุษเ็าผู้เป็เ้านาย ความท้อแท้และสิ้นหวังก็ยิ่งทวีคูณ อีกทั้งยังผสมโรงด้วยความรู้สึกอับอายและความเศร้าโศก
ที่อับอายก็เพราะว่าไม่มีสตรีคนใดยินดีที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับเขา และที่เศร้าใจก็เป็เพราะทั้ง ๆ ที่ท่านอ๋องมีฝีมือเล่นฉุยหวานอันยอดเยี่ยมไร้เทียมทานถึงเพียงนั้น ความยอดเยี่ยมที่แม้กระทั่งจิ้งหย่งโหวที่ผู้คนต่างยอมรับก็ยังสู้ท่านอ๋องของเขาไม่ได้ แต่กลับไม่มีผู้ใดยินดีเข้าร่วมกลุ่มด้วยเลยสักคน T^T
หลังจากสลัดความหม่นหมองทิ้งและพยายามนั่งคิด ยืนคิด พิจารณาหาทางออกอยู่นาน ในที่สุดผู้ติดตามนามโจวจื่ออวี้ก็พบคำตอบ เขาเข้าไปกระซิบเบา ๆ ข้างหูผู้เป็นาย “ท่านอ๋อง ให้กระหม่อมไปหาสหายมาร่วมกลุ่มกับเราดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เยี่ยนอ๋องที่สวมชุดขี่อาชาสีดำทมิฬยืนเอามือไขว้หลังพลางใช้สายตาเ็าทอดมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา เมื่อได้ยินคำถามของสหาย บุรุษเ็าก็ปฏิเสธทันควัน “ไม่ต้อง ข้าไม่ได้อยากเข้าร่วมการละเล่นแบบเด็ก ๆ เช่นนี้อยู่แล้ว”
‘การละเล่นแบบเด็ก ๆ’ อย่างนั้นหรือ? ท่านอ๋องกล้าเอ่ยเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร การแข่งขันฉุยหวานนี้เป็กีฬาที่จ่างกงจู่โปรดปรานมากที่สุดเชียวนะ!
อีกอย่างนี่ก็เป็ถึงวิชาของแม่ทัพหวง ไม่ใช่ว่าไม่อยากศึกษาก็ไม่ศึกษาได้หรอกนะ ถึงเวลานั้นท่านอ๋องไม่กลัวถูกลงโทษก็เื่ของท่าน แต่เขากลัวนี่!T^T’
ก็เขาไม่อยากได้รับการสั่งสอนจากฝ่ามือหนัก ๆ ของแม่ทัพหวง แม้แต่ฝ่ามือเดียวก็ไม่อยาก ! ฮืออออออ
ในขณะที่โจวจื่ออวี้กำลังน้ำตาท่วมในอก องค์หญิงห้าก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีสดใส องค์หญิงจอมเอาแต่ใจกล่าวกับพี่ชายน้ำเสียงหวานหยด “พี่หกกกกก ให้ข้าอยู่กลุ่มเดียวกับท่านนะ”
เสียงหวานใสราวกับระฆังกังวาน ยิ่งฟังดูหวานและกังวานสำหรับโจวจื่ออวี้มากขึ้นไปอีก สำหรับเขาเวลานี้สิ่งที่องค์หญิงห้าเอ่ยออกมาเปรียบประหนึ่งฝนอันชุ่มฉ่ำที่ตกในทะเลทรายแห้งแล้ง เพราะมันจุดไฟแห่งความหวังให้สว่างเรืองรองขึ้นมาทันใด ผู้ติดตามหนุ่มดีใจน้ำตาแทบไหล ไม่ว่าองค์หญิงห้าจะมีนิสัยเช่นไร แต่เมื่อมีองค์หญิงมาเข้าร่วมกลุ่มด้วยแล้ว เขาก็เหลือเพียงแค่ต้องหาบุรุษอีกหนึ่งสตรีอีกหนึ่งเท่านั้นก็จะสมบูรณ์แล้ว
แต่กระนั้นเยี่ยนอ๋องก็ยังคงไม่้าลงแข่งขัน
และในขณะที่กำลังจะหันไปตอบปฏิเสธผู้เป็น้องสาวนั้น สายตาของอ๋องหนุ่มก็ปะทะเข้ากับร่างของเสิ่นเชียนเกอที่เดินตามหลังองค์หญิงห้ามาพอดี คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วพลางเหลือบมองเขาด้วยท่าทีที่เขินอาย จากนั้นนางก็เอ่ยทันที “เยี่ยนอ๋อง หม่อมฉันเองก็อยากเข้าร่วมกลุ่มของท่านด้วยเพคะ”
.
.
.