พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่ 35 ทัณฑ์สวรรค์ปรากฏ

    บทที่ 35 ทัณฑ์สวรรค์ปรากฏ

    ในห้องของชายหนุ่ม หลังจากเริ่มสร้างวิชามรรคมาได้หนึ่งชั่วยามเวลานี้ภายในห้องถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายของกฎสวรรค์

    สิ่งนี้บ่งบอกได้ถึงระดับของวิชามรรคที่ชายหนุ่มกำลังจะสรรสร้างขึ้นมา วิชามรรคมีทั้งหมดห้าระดับ แบ่งออกเป็น ต้น กลาง สูง ปฐพี สวรรค์

    วิชามรรคที่จะมีกฎสวรรค์ออกมาได้นั้นจะต้องมีระดับอย่างน้อยที่ระดับสูง วิชาเพลิงมังกรผลาญสวรรค์ของชายหนุ่มก็อยู่ในจำพวกนี้เช่นกัน ทว่าตอนนี้ชายหนุ่มก็ยังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าวิชามรรค เพลิงมังกรผลาญสวรรค์นั้นอยู่ระดับใดกันแน่

    ตราสัญลักษณ์รูปหยินหยางด้านหลังชายหนุ่มในตอนนี้ได้หมุนวนเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกลิ่นอายกฎสวรรค์ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

    ยามแสงแรกของวันสาดส่อง กลิ่นอายกฎสวรรค์เวลานี้เริ่มจะออกมาภายนอกห้องของชายหนุ่มอยู่รำไร เวลานี้เองหวงหลิงเอ๋อที่เข้ามาในตำหนักและกำลังจะหาเรื่องเอาคืนชายหนุ่มก็สัมผัสถึงกลิ่นอายกฎสวรรค์ที่กำลังออกมาจากห้องของชายหนุ่มอย่างช้าๆ

    สิ่งนี้ทำให้นางถึงกับนิ่งอึ้งไป “นี่…ไอเจ้าคนหื่นกามผู้นั้นกำลังทำอันใดกันเหตุใดกลิ่นอายของกฎสวรรค์จึงปรากฏขึ้นได้” นี่คือครั้งที่สองที่นางได้ สัมผัสถึงกลิ่นอายกฎสวรรค์ ครั้งแรกนั้นคือตอนที่บิดาของนางได้ปะทะกับตัวตนระดับสูงของสมาคมดับดารา

    หลังจากที่ตระกูลหลินถูกทำลายและบิดาของนางที่ถูกเจ้าสำนักหมื่นพิษและจ้าวดาราของสมาคมดับดาราขัดขวางไว้จึงไม่อาจช่วยเหลือตระกูลหลินได้ทัน

    เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานความแค้นของเจ้าสำนักสยบมังกรจึงถึงคราวต้องปลดปล่อย

    แม้ต้องการจะเอาคืนขุมอำนาจทั้งสองแต่จะให้บุกโจมตีพร้อมกันคงเป็นไปไม่ได้ เป้าหมายจึงกลายเป็นสมาคมดับดาราแม้จะไม่รู้ที่ตั้งของสาขาหลักแต่ก็มีสาขาย่อยอยู่มากมาย

    คิดได้เช่นนั้น เจ้าสำนักสยบมังกรจึงให้สองในห้าเสาหลักไล่สังหารคนของสมาคมดับดาราในสาขาย่อยไปนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ระดับล่างไประดับบน

    จนท้ายที่สุดตัวตนระดับสูงของสมาคมดับดาราก็ปรากฏตัวหวังจะสังหารเสาหลักทั้งสองของสำนักสยบมังกรในครั้งเดียว

    ทว่าเมื่อตัวตนระดับสูงผู้นั้นปรากฏ เจ้าสำนักสยบมังกรจึงได้ออกโรงด้วยตนเอง นางที่มองดูอยู่ห่างๆได้แต่หลบหลังมารดาของนางเอาไว้

    แม้ว่าคนผู้นั้นจะมิอาจสู้บิดาของนางได้แต่วิชามรรคที่ทั้งคู่สำแดงออกมานั้นกลับอัดแน่นไปด้วยพลังของกฎสวรรค์ ถึงแม้ตอนนั้นนางจะอยู่ห่างไกลแต่ก็ยังสัมผัสถึงแรงกดดันของกฎสวรรค์ได้เป็นอย่างดี

    สุดท้ายการต่อสู้ก็จบลงด้วยการที่ตัวตนระดับสูงผู้นั้นได้หนีไปพร้อมกับสภาพที่โชกเลือด และตั้งแต่นั้นมาขุมอำนาจทั้งสองก็เปรียบเสมือนน้ำกับไฟ

    และนั่นก็เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกและครั้งเดียวที่ตัวนางได้เห็นการปรากฏขึ้นของกฎสวรรค์ แม้เวลาจะผ่านมานานแต่นางก็ยังจำกลิ่นอายของกฎสวรรค์ได้เป็นอย่างดีแม้ยังไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในห้องของชายหนุ่มกับตาก็ตามที

    แม้ตอนนี้กฎสวรรค์จะยังไม่ปรากฏ แต่เมื่อดูจากความเร็วในการเพิ่มขึ้นของกลิ่นอายกฎสวรรค์ในตอนนี้ อีกไม่นานกฎสวรรค์ที่แท้จริงต้องปรากฎเป็นแน่

    หวงหลิงเอ๋อตัวนางที่เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้จึงชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง นางนั้นอยากจะแก้แค้นชายหนุ่มอย่างแน่นอน แต่นางก็ไม่ไร้เหตุผลพอที่จะเข้าไปรบกวนชายหนุ่มในเวลาแบบนี้ ไม่ว่าชายหนุ่มจะทำอะไรอยู่แต่การที่มีกลิ่นอายของกฎสวรรค์ปรากฏเช่นนี้จะต้องเป็นเรื่องสำคัญต่อชายหนุ่มเป็นแน่

    คิดได้เช่นนั้นนางจึงเลือกที่จะรอจนกว่าชายหนุ่มจะหยุดสิ่งที่กำลังทำ สิ้นความคิดนางจึงหันหลังและเดินจากไป

    เมื่อออกมาจากตำหนักที่ชายหนุ่มอยู่แล้ว หญิงสาวได้ถอนหายใจออกมาเบาๆ “เจ้าคนหื่นนี่เป็นใครกันแน่ เหตุใดคนที่เคยอยู่ในสภาพปางตายเช่นนั้นถึงได้ทำให้กลิ่นอายกฎสวรรค์ปรากฎได้ นี่ท่านพี่ท่านไปช่วยใครมากันนะ” เมื่อเอ่ยจบนางจึงเดินออกไปจากประตูหน้าตำหนัก

    เวลานี้หนี่เป่าและหนี่กังได้เดินมาที่ตำหนักพอดิบพอดี “อะ…นั่นมันศิษย์น้องหลิงเอ๋อ เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่” หนี่เป่าเอ่ยด้วยสีหน้าตกใจ

    “ระ…หรือว่าเจ้ามาสร้างปัญหาให้กับสหายหลินตงงั้นรึ หากศิษย์พี่หญิงรู้เจ้าอาจโดนนางตำหนิได้นะ” หนี่กังก็เอ่ยออกมาเช่นกัน

    หวงหลิงเอ๋อที่ได้ยินเช่นนั้น นางจึงเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาทันที “นี่พวกเจ้าเห็นข้าเป็นคนเช่นไรกัน ข้ายังไม่ได้ทำอะไรไอเจ้าคนหื่นนั่นเลย มีแต่เจ้านั่นที่รังแกข้านี่พวกเจ้าเป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับข้าจริงๆรึ”

    “คนหื่นงั้นรึ…รังแกเจ้า” เอ่ยเสร็จหนี่กังทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจ หนี่กังจึงหันไปมองที่หวงหลิงเอ๋อด้วยใบหน้าตื่นตกใจ หนี่เป่าที่คิดไปทางเดียวกันกับหนี่กังก็ทำหน้ามิต่างกัน

    “ยะ…อย่าบอกนะว่าเจ้ากับหลินตง” ไม่รอให้หนี่กังได้เอ่ยอันใดต่อ เสียงอันเดือดดาลของหวงหลิงเอ๋อได้ดังแทรกขึ้นมา

    “หยุดความคิดของเจ้าไว้เท่านั้นเลย มันไม่มีอะไรแบบที่พวกเจ้าคิดเลยสักนิด ไอเจ้านั่นมันก็แค่คนหื่นไม่มีวันที่จะเป็นแบบที่เจ้าคิด” นางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าแดงก่ำ ใจของนางในตอนนี้เต้นดังเหมือนกลองศึก เอ่ยจบนางจึงหันหลังรีบวิ่งจากไป

    สองพี่น้องตระกูลหนี่ที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ทำหน้าโง่งม “แล้วถ้าไม่จริง เจ้าจะพูดจา วกวนเช่นนี้ไปทำไม ไหนจะเรียกเจ้าหลินตงว่าคนหื่น ไหนจะหน้าของเจ้าที่แดงขนาดนั้นถึงแม้มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่ข้าคิด แต่ข้าว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” หนี่กังได้แต่บ่นตามหลังนาง

    หวงหลิงเอ๋อตัวนางที่ได้ยินเช่นนั้น จึงไม่มีคำพูดจะโต้เถียงกลับไป แต่ใบหน้าของนางกลับแดงมากกว่าเก่าเสียอีก แต่เมื่อนางวิ่งไปได้สักระยะจึงนึกขึ้นได้ว่าชายหนุ่มกำลังฝึกฝนอยู่ และการที่มีกลิ่นอายกฎสวรรค์ปรากฏ การที่มีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

    คิดได้เช่นนี้นางจึงหันหลังและตะโกนกลับไปหาสองพี่น้องตระกูลหนี่ “ไอเจ้าคนหื่น…ไม่สิเจ้าหลินตงนั่นกำลังปิดด่านฝึกตนอยู่ ข้าว่าพวกเจ้าไม่ต้องรอเจ้านั่นจะดีกว่านะ”

    เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาว ทั้งสองจึงพยักหน้าตอบรับ แม้ว่าหวงหลิงเอ๋อจะเป็นเด็กเสียคน แต่ในเรื่องมารยาทในการฝึกยุทธ์นางเคร่งคัดเป็นอย่างมาก หากจะแก้แค้นหรือสร้างปัญหากับคนในสำนักนางก็จะรอคนผู้นั้นฝึกฝนจนเสร็จเสียก่อน

    ซึ่งชายหนุ่มที่ถูกพี่สาวของนางช่วยมาก็ถือเป็นคนของพี่สาวนางที่เป็นคนในสำนัก เวลานี้เองสองพี่น้องตระกูลหนี่จึงเดินกลับไปที่ตำหนักของตนเช่นกัน

    ภายในห้องฝึกฝนของชายหนุ่ม กลิ่นอายกฏสวรรค์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ตำหนักแห่งนี้นอกจากหวงหลิงเอ๋อและพี่สาวของนางก็ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามา ไม่เช่นนั้นหากมีคนอยู่ในตำหนักนี้ก็จะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของกฎสวรรค์ได้ทันที

    และนั่นอาจจะนำพาเรื่องใหญ่มาสู่ชายหนุ่มได้ เพราะนอกจากตัวตนระดับสูงและเจ้าสำนักต่างๆก็ไม่มีผู้ใดมีวิชามรรคที่มีกฎสวรรค์ผสมอยู่ด้วยอยู่เลย ต่อให้ที่นี่จะเป็นสำนักสยบมังกรแต่ความโลภของมนุษย์นั้นไม่อาจจินตนาการได้

    หนึ่งวัน สองวัน สามวัน สี่วัน และในวันที่ห้ากลิ่นอายกฎสวรรค์ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วตำหนักจนค่ายกลปกปิดของตำหนักแทบจะรับไม่ไหวเวลานี้กลิ่นอายทั้งหมดได้หายไปอย่างรวดเร็ว

    หวงหลิงเอ๋อที่คอยมาดูสถานการณ์ของชายหนุ่มอยู่ทุกวันเวลานี้ก็ได้แต่ฉงนสงสัย “ล้มเหลวงั้นรึ เจ้านั่นฝึกฝนอันใดอยู่กันแน่แม้กลิ่นอายกฎสวรรค์จะออกมามากมายขนาดนั้นแต่เหตุใดยังล้มเหลว”

    ทว่านางยังไม่ทันได้คิดอันใดต่อแรงกดดันจากฟากฟ้า ได้ถาโถมลงมายังตำหนักตัวนางที่ยืนอยู่เมื่อครู่เวลานี้ได้ลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้นเสียแล้ว

    “นะ…นี่มันแรงกดดันอันใดกัน ไอเจ้าคนหื่นนั่นจะทำอะไรกันแน่”

    “เดี๋ยวนะแรงกดดันเช่นนี้ มันเหมือนกับตอนที่ท่านพี่ตัดผ่านสู่ราชันย์ยุทธ์ระดับสูงเลยมิใช่รึ แต่เหตุใดแรงกดดันของเจ้านั่นกับท่านพี่ถึงได้ต่างกันถึงเพียงนี้” นางเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

    ในด้านของชายหนุ่มหลังจากที่จมดิ่งอยู่กับการฝึกยุทธ์คิดค้นวิชามรรคของตัวเองจนลืมวันเวลาและไม่รับรู้ถึงสิ่งต่างๆรอบข้างแม้แต่น้อย ในตอนนี้เองเปลือกตาของชายหนุ่มจึงได้เปิดขึ้น

    ในดวงตาของชายหนุ่มปรากฏตราสัญลักษณ์

    หยินหยางหมุนวนอยู่อย่างช้าๆ “ ราชันย์ยุทธ์ระดับสูง ในที่สุดตัวข้าก็มาถึงระดับนี้เสียทีน่าเสียดายที่วิชาของข้ายังไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยระดับของวิชานี้ก็เพียงพอจะทำให้ข้าเข้าสู่ราชันย์ยุทธ์ระดับสูงอย่างเต็มตัว”

    เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แรงกดดันจากฟากฟ้าก็กดดันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงลุกออกจากเตียงและเปิดประตูเดินออกจากห้องไปอย่างช้าๆ

    เมื่อชายหนุ่มออกมาก็พบกับหวงหลิงเอ่อที่กำลังคุกเข่าและหันหน้ามาทางตน “เหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่อีกแล้ว” เอ่ยจบชายหนุ่มจึงไม่สนใจนางอีกพร้อมเดินออกไปด้านนอกตำหนักพร้อมกับแหงนหน้ามองฟ้า

    เหนือตำหนักที่ชายหนุ่มกำลังยืนอยู่นั้น ถูกปกคลุมไปด้วยมวลเมฆาสีดำทมิฬและยังขยายออกไปทั่วอาณาเขตของสำนักสยบมังกรอย่างช้าๆ

    “นี่คงจะเป็นทัณฑ์สวรรค์ตามที่ซินแสเฒ่าเคยบอกไว้สินะ ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนหลังจากที่ตัดผ่านราชันย์ยุทธ์ระดับสูงและระดับต่อๆไป ทุกครั้งที่ตัดผ่านจะต้องรับทัณฑ์สวรรค์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”

    “เข้ามาเลยทัณฑ์สวรรค์ ข้าจะใช้เจ้าทดลองวิชามรรคใหม่ของข้าซะเลย” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฝ้าคอย

    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน ที่คุณอ่าน