จารึกที่ 172 : หอสุวรรณดารา | การทวงหนี้ไร้เงา
ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงสู่ทิศประจิม ทอแสงสีทองอมส้มอาบไล้ยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของนครหมื่นกระบี่ เงาของสิ่งปลูกสร้างทอดยาวบดบังความร้อนแรงของแดดยามบ่าย สายลมเย็นเริ่มพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกราตรีเข้ามาแทนที่ไอร้อนระอุ
เบื้องหน้าอาคารไม้สักทองสูงห้าชั้นที่แกะสลักลวดลายวิหคสวรรค์อย่างวิจิตรบรรจง ป้ายชื่อ "หอสุวรรณดารา" สลักด้วยทองคำบริสุทธิ์สะท้อนแสงเจิดจ้า บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและอิทธิพลของผู้เป็นเจ้าของ ผู้คนจำนวนมากกำลังมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ ปะปนไปกับเสียงซุบซิบและเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
"ข้าบอกแล้วไงว่ามันไม่ได้เงินหรอก! หอสุวรรณดาราเป็นของตระกูลหวัง... ตระกูลใหญ่ระดับนั้นจะยอมเสียเปรียบให้เด็กเมื่อวานซืนได้ยังไง?"
"น่าสงสารไอ้หนุ่มนั่นนะ ชนะมาแทบตาย สุดท้ายก็โดนโกงหน้าด้านๆ"
ท่ามกลางวงล้อมของฝูงชน อาเจีย ยืนกอดอกพิงเสาไม้แดงต้นยักษ์หน้าประตูทางเข้า ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใด ข้างกายของเขามี "เจ้าสัว" ในร่างย่อส่วน (ขนาดเท่ามนุษย์ปกติ) ยืนนิ่งเป็นหุ่นหินเฝ้ายามที่ดูน่าเกรงขาม
เบื้องหน้าของอาเจีย คือชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมแพรพรรณราคาแพง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส เขาคือ "หลงจู๊หวัง" ผู้ดูแลหอสุวรรณดารา
"ข้าบอกเจ้าไปแล้วนะ สหายตัวน้อย" หลงจู๊หวังเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูสุภาพแต่แฝงความดูแคลน "การประลองเมื่อครู่นี้... ทางเราสงสัยว่ามีการใช้ 'วิชามาร' หรือ 'เล่ห์กลต้องห้าม' เข้ามาเกี่ยวข้อง ชัยชนะของเจ้ายังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากสมาพันธ์... ดังนั้น เงินรางวัลเดิมพันจำนวน 'สามหมื่นหินปราณ' เราจึงยังจ่ายให้เจ้าไม่ได้"
อาเจียเลิกคิ้วสูง แสร้งทำหน้าตกใจ
"วิชามาร? ...โอ้ ท่านหลงจู๊ ข้าเป็นเพียงศิษย์สำนักหมึกวารีธรรมดาๆ พู่กันของข้าก็มีไว้แค่วาดรูปขาย ท่านจะใส่ร้ายข้าเกินไปหน่อยกระมังขอรับ?"
"หึ! อย่ามาเล่นลิ้น!" หลงจู๊หวังสะบัดแขนเสื้อ "จนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น... ซึ่งอาจจะใช้เวลาสักสามเดือน หรือสามปี... เจ้าก็กลับไปรอที่สำนักซะเถอะ! หรือถ้าเจ้าข้องใจ จะลองคุยกับ 'องครักษ์' ของเราก็ได้นะ?"
ทันทีที่สิ้นเสียง ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สิบกว่าคนในชุดเกราะหนังสีดำก็เดินออกมาจากด้านหลัง แต่ละคนแผ่กลิ่นอายระดับ 'รวบรวมลมปราณขั้นสูง' ออกมาข่มขวัญ
อาเจียกวาดตามองกลุ่มองครักษ์ แล้วหันกลับมามองหลงจู๊หวัง แววตาที่เคยขี้เล่นพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบวูบหนึ่ง
"ท่านหลงจู๊... ท่านรู้หรือไม่ว่า 'ดอกเบี้ย' ของข้าแพงมากนะขอรับ" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ "ถ้าข้าเดินออกจากตรงนี้ไปแล้ว... ท่านอาจจะต้องจ่ายมากกว่าสามหมื่น"
"ฮ่าๆๆ! ไอ้เด็กบ้า! กล้าขู่ข้ารึ? ไสหัวไปซะ!" หลงจู๊หวังตะโกนไล่อย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในหอพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะของเหล่าลูกสมุน
อาเจียถอนหายใจยาว ส่ายหน้าเบาๆ
"เฮ้อ... ข้าเตือนแล้วนะ"
เขาหันหลังเดินจากไปท่ามกลางสายตาสมเพชของผู้คน แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า... ในจังหวะที่เขาหันหลังนั้น เงาสีดำสายเล็กๆ สายหนึ่งได้กระโดดออกจากเอวของเขา และเลื้อยหายเข้าไปในเงาของเสาไม้แดงหน้าหออย่างเงียบเชียบ
...
ภายในคลังสมบัติชั้นใต้ดินของหอสุวรรณดารา
ห้องโถงขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินแกรนิตหนาเตอะ ผนังทุกด้านสลัก "อักขระป้องกัน" ระดับสูงที่ส่องแสงสีทองเรืองรอง ค่ายกลตรวจจับวิญญาณและสิ่งแปลกปลอมทำงานอยู่อย่างเข้มข้น แม้แต่แมลงวันสักตัวบินเข้ามาก็คงถูกเผาเป็นจุณ
ทว่า... บนพื้นหินที่เย็นเฉียบ เงาดำสายหนึ่งกำลังคืบคลานผ่านเส้นแสงอักขระเหล่านั้นไปราวกับว่าพวกมันไม่มีตัวตน
มันคือ "เจ้าถุงเงิน" ...ราชันย์แห่งเงามืดแมงมุมเงาจันทรา ในร่างเงาที่ไร้รูปกาย
ด้วยสัญชาตญาณสัตว์อสูรบรรพกาล และการผสานพลัง "อักขระสูญตา (ระดับ 4 : ลบตัวตน)" ที่อาเจียถ่ายทอดให้ผ่านทางจิตวิญญาณ ทำให้ค่ายกลป้องกันระดับมนุษย์เหล่านี้มองเห็นมันเป็นเพียง "ความว่างเปล่า"
เจ้าถุงเงินไต่ขึ้นไปบนกองภูเขาหินปราณที่วางเรียงรายอยู่ มันส่งเสียง กิ๊วๆ ในลำคอด้วยความสุขสม ดวงตาแปดดวงของมันเปล่งประกายวาวโรจน์
(นายท่านบอกว่า... เอาแค่สามหมื่น บวกดอกเบี้ยอีกห้าพัน... แต่ข้าว่า... ค่าเสียเวลาของข้าก็น่าจะแพงอยู่นะ)
มันอ้าปากกว้าง ถุงผ้าใบจิ๋วที่หน้าท้องขยายตัวออกราวกับหลุมดำ มันเริ่มดูดกลืนหินปราณก้อนแล้วก้อนเล่าเข้าไปอย่างรวดเร็ว... หนึ่งพัน... สองพัน... หมื่น... สองหมื่น...
ไม่ใช่แค่หินปราณ แม้แต่กล่องไม้หอมที่บรรจุสมุนไพรหายาก หรือศาสตราวุธระดับวิเศษที่วางอยู่บนชั้น ก็ถูก "เก็บกวาด" เข้าไปในท้องของมันจนเกลี้ยง
ใช้เวลาเพียงชั่วก้านธูปไหม้ คลังสมบัติที่เคยเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับของของมีค่า... บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและฝุ่นผง
เจ้าถุงเงินเรอออกมาเบาๆ เอิ๊ก ก่อนจะทิ้งสิ่งหนึ่งไว้บนแท่นวางหินปราณ... มันคือ "กระดาษไม้ไผ่" แผ่นเล็กๆ ที่เขียนข้อความด้วยลายมือไก่เขี่ย
แล้วมันก็สลายร่างเป็นเงา มุดหายไปตามซอกประตูอย่างไร้ร่องรอย
...
เมื่อราตรีมาเยือน และแสงตะเกียงเริ่มถูกจุดขึ้นทีละดวง
ภายในห้องทำงานชั้นบนสุดของหอสุวรรณดารา หลงจู๊หวังกำลังนั่งจิบชาชั้นดีอย่างสบายอารมณ์ พลางนึกถึงกำไรมหาศาลที่ได้จากการเบี้ยวหนี้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่น
"ปัง!"
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง องครักษ์หน้าซีดเผือดวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
"ท่าน... ท่านหลงจู๊! แย่แล้วขอรับ! คลังสมบัติ... คลังสมบัติ!"
"มีอะไร! เอะอะโวยวายทำไม!" หลงจู๊หวังวางถ้วยชาลงอย่างหงุดหงิด "มีใครบุกรุกรึ?"
"มะ... ไม่เชิงขอรับ... แต่ท่านต้องไปดูเอง!"
เมื่อหลงจู๊หวังลงไปถึงชั้นใต้ดิน เขาก็ต้องเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ดวงตาเบิกโพลงแทบถลนออกจากเบ้า
คลังสมบัติที่เคยมีหินปราณสะสมกว่าห้าแสนก้อน... บัดนี้ว่างเปล่า! โล่งเตียนราวกับถูกล้างบาง!
"นะ... นี่มันเกิดอะไรขึ้น! ค่ายกลไม่ได้ทำงานเลยรึ!? ยามเฝ้าประตูไปมุดหัวอยู่ที่ไหน!!" เขาตะโกนก้องด้วยความบ้าคลั่ง
"คะ... ค่ายกลทำงานปกติขอรับ ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ไม่มีร่องรอยการทำลาย... มันเหมือนกับว่า... ของทั้งหมดระเหยกลายเป็นไอไปเอง!"
หลงจู๊หวังคลานเข้าไปที่แท่นหินกลางห้อง มือไม้สั่นเทาหยิบสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ออกมาดู
มันคือกระดาษไม้ไผ่แผ่นหนึ่ง บนนั้นมีข้อความสั้นๆ เขียนไว้ว่า:
"ขอบคุณสำหรับค่าป่วยการ สามหมื่นหินปราณ... ส่วนที่เกินไป ถือเป็นค่าดอกเบี้ย ค่าเสียเวลา และค่ารักษาความรู้สึกของข้า"
ปล. คราวหน้าถ้าจะโกง... ช่วยใช้ค่ายกลที่ฉลาดกว่านี้หน่อยนะขอรับ
ลงชื่อ... เจ้าหนี้ผู้แสนดี
"อ๊ากกกกกกกก! ไอ้เด็กเปรตตตตตต! ไปตามจับมันมา! ไปลากคอมันมาเดี๋ยวนี้!!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนของหลงจู๊หวังดังก้องไปทั่วหอสุวรรณดารา ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนที่กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมนครหมื่นกระบี่
...
ณ ตรอกเล็กๆ ที่ห่างออกไปไม่ไกล อาเจียเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี พลางตบพุงป่องๆ ของเจ้าถุงเงินที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างเอว
"ทำได้ดีมากเจ้าลูกชาย... วันนี้เรามีทุนไปถลุงต่อแล้ว"
(อาเจีย...) เสียงมู่เฉินดังขึ้นเตือนสติ (เจ้าเล่นแรงไปหน่อยนะ กวาดมาหมดคลังแบบนั้น ตระกูลหวังคงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่)
"ก็ให้มันตามมาสิขอรับท่านอาจารย์" อาเจียยักไหล่ แววตาวาวโรจน์ "ยิ่งศัตรูเยอะ... โอกาสทำเงินก็ยิ่งเยอะไม่ใช่หรือ?"
ขณะที่เขากำลังจะเลี้ยวเข้าที่พัก ทันใดนั้น เงาร่างสีแดงสดสายหนึ่งก็พริ้วไหวผ่านหางตาไป พร้อมกับกลิ่นหอมเย็นเยียบของดอกไม้ราตรีที่ลอยมาแตะจมูก
อาเจียหยุดเดินทันที สัญชาตญาณร้องเตือนถึงอันตรายระดับสูง
บนหลังคาเรือนไม้ฝั่งตรงข้าม สตรีในชุดแดงผู้เลอโฉมกำลังนั่งห้อยขา แกว่งไกวพัดขนนกสีดำในมืออย่างเชื่องช้า ดวงตาหงส์คู่งามจ้องมองลงมาที่เขา... ราวกับนางพญาเหยี่ยวจ้องมองลูกไก่
"ขโมยของได้แนบเนียนดีนี่... พ่อหนุ่มน้อย"