ขบวนกลับเมืองชิงเยวี่ยในยามบ่ายมิได้คึกคักเหมือนตอนออกจากลานประลอง
คนของจวนเจ้าเมืองควบคุมเชลยจากค่ายล่าสัตว์อสูรเก่าทางเหนือกลับมาหลายคนบางคนถูกพิษย้อนกัดจนหมดสติ บางคนแขนขาหักบางคนถูกหนิงเซียนอวี่ใช้เข็มปิดชีพจรพิษไว้ชั่วคราวเพื่อมิให้ตายก่อนสอบสวนส่วนศพของทูตเงาดำตัวจริงถูกห่อด้วยผ้าดำและผนึกด้วยยันต์ปราณสามชั้นเพราะร่างของมันยังมีพิษวิญญาณหลงเหลืออยู่
ข่าวการปะทะทางเหนือแพร่กลับถึงเมืองเร็วกว่าขบวนเสียอีก
เมื่อเยี่ยเฉินหานกลับมาถึงประตูเหนือผู้คนจำนวนมากก็ยืนรออยู่สองข้างทางแล้ว
บางคนอยากเห็นอันดับหนึ่งคนใหม่ของเมือง
บางคนอยากเห็นศัตรูจากหุบเขาหมอกดำ
บางคนอยากรู้ว่าข่าวลือเรื่องพิษ วิญญาณมารและเศษกระถางดำเป็นจริงเพียงใด
ทว่าเมื่อพวกเขาเห็นเยี่ยเฉินหานเดินนำกลับเข้ามาในเมืองด้วยเสื้อคลุมที่ยังมีรอยฝุ่นและคราบโลหิตแห้งเสียงพูดคุยทั้งหมดกลับค่อย ๆ เบาลง
เขาเพิ่งชนะการประลองร้อยตระกูลเมื่อวาน
กลางคืนปะทะเงาหุบเขาหมอกดำในจวนเจ้าเมือง
รุ่งเช้าออกไปทำลายพิธีลับทางเหนือ
และยังกลับมายืนตรงได้เหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อเขาเริ่มเปลี่ยนจาก“ตื่นตะลึง” เป็น “หวาดเกรง”
ผู้ชนะบนเวทีอาจได้รับเสียงเชียร์
แต่ผู้ที่เดินออกจากสนามจริงพร้อมศัตรูถูกลากกลับมาย่อมได้รับความเงียบที่หนักกว่า
เสี่ยวอวี้เดินอยู่ข้างกายเขา ดวงตาภายใต้ผ้าแพรสีขาวนิ่งสงบกว่าก่อนมากหลายคนเผลอมองนางซ้ำ เพราะแม้นางปิดครึ่งใบหน้าแต่ผิวที่ขาวสะอาดและท่วงท่าที่เบาราวเงาจันทร์กลับทำให้คนรู้สึกว่าสาวใช้ผู้นี้มิใช่สาวใช้ธรรมดาอีกต่อไป
หลิ่วชิงเสวี่ยไม่ได้เดินเข้าประตูเมืองพร้อมคนอื่นนางหายไปก่อนถึงกำแพงเมือง แล้วปรากฏอีกครั้งเพียงเงาบางบนหลังคาห่างไกลไม่มีใครในฝูงชนสังเกตเห็น นอกจากเยี่ยเฉินหานและเสี่ยวอวี้
ลั่วชิงเยียนเดินเงียบ ๆ ทางด้านหนึ่งนางมองผู้คนที่หลบทางให้เยี่ยเฉินหานอย่างเป็นธรรมชาติแล้วในใจเกิดความรู้สึกซับซ้อน
เมื่อก่อน ผู้คนหลบทางให้นาง เพราะนางคือโฉมงามอันดับหนึ่งและอัจฉริยะสูงส่ง
วันนี้ ผู้คนหลบทางให้เยี่ยเฉินหานเพราะเขาทำให้ทั้งเมืองเห็นแล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่ใครจะยืนขวางได้ง่าย ๆ
หานจวินเทียนที่เดินอีกด้านยังคงสีหน้าเรียบเฉยแต่ในดวงตากลับมีประกายลึกขึ้น ศึกกับเยี่ยเฉินหานและศึกทางเหนือทำให้เขารู้ชัดว่าเมืองชิงเยวี่ยเล็กเกินไปสำหรับคนที่ต้องการเดินบนเส้นทางยุทธ์จริง ๆ
กลับถึงจวนเจ้าเมืองเจ้าเมืองสั่งคุมตัวเชลยไปห้องสอบสวนทันทีพร้อมเรียกแพทย์และนักค่ายกลมาตรวจศพทูตเงาดำส่วนเยี่ยเฉินหานถูกเชิญเข้าสู่ห้องโถงเล็กด้านใน
ในห้องนั้นมีเพียงเจ้าเมืองเฉินซวนไห่ เจียงเถี่ยซาน หนิงเซียนอวี่ ลั่วชิงเยียน หานจวินเทียน เสี่ยวอวี้และเยี่ยเฉินหาน
บรรยากาศเคร่งเครียดกว่างานเลี้ยงเมื่อคืนมาก
บนโต๊ะกลางห้องวางของสามสิ่ง
หนึ่งคือเศษหน้ากากเงินที่แตกของทูตเงาดำ
สองคือระฆังกระดูกที่ถูกหานจวินเทียนตัดขาด
สามคือเศษอักขระสีดำแดงที่ลอกออกจากพื้นแท่นพิธี
เจ้าเมืองมองเยี่ยเฉินหาน
“จากสิ่งที่จับได้หุบเขาหมอกดำไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มโจรหรือผู้ฝึกพิษธรรมดา พวกมันมีพิธีโบราณมีคนระดับปราณแท้จริงขั้นสอง และยังกล่าวถึงประตูอสูรกับกุญแจบางอย่างเจ้ามีสิ่งใดจะบอกเพิ่มหรือไม่”
เยี่ยเฉินหานนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ข้ารู้เพียงว่าเศษกระถางที่พวกมันตามหาเกี่ยวข้องกับวิญญาณมารกระดูกและคำว่า ประตูอสูร อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หายสาบสูญของบิดามารดาข้าในอดีต”
ทันทีที่คำนี้หลุดออกมาเยี่ยเจิ้งเทียนที่เพิ่งถูกเชิญเข้ามาภายหลังและยืนอยู่ด้านข้างสีหน้าเปลี่ยนทันที
“เฉินหาน…”
เยี่ยเฉินหานหันไปมองปู่
“ท่านปู่เรื่องบางอย่างที่ถูกฝังไว้ อาจต้องขุดขึ้นมาแล้ว”
เยี่ยเจิ้งเทียนมือสั่นเล็กน้อย
บุตรชายและสะใภ้ของเขาหายไปหลายปีทุกคนบอกว่าตายแล้ว แต่เขาไม่เคยเห็นศพ
ในอดีต เขาไม่มีแรง ไม่มีหลักฐานและไม่มีผู้ใดช่วยสืบ
แต่วันนี้ หลานชายที่ทุกคนเคยดูถูกกลับยืนอยู่ตรงนี้พร้อมลากเงาที่เชื่อมโยงกับความลับนั้นออกมาทีละเส้น
เจ้าเมืองถอนหายใจ
“เรื่องประตูอสูรจวนเจ้าเมืองมีบันทึกเพียงน้อยนิด อยู่ในคลังยุทธชั้นใน มิใช่วิชายุทธ์แต่เป็นบันทึกเก่าเกี่ยวกับแดนต้องห้ามรอบเมือง เจ้าชนะการประลองได้สิทธิ์เข้าคลังยุทธหนึ่งครั้ง เดิมทีสิทธิ์นั้นเลือกวิชาได้หนึ่งเล่มแต่ข้าจะอนุญาตให้เจ้าอ่านบันทึกเก่าได้ด้วย”
เฉินซวนไห่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ท่านเจ้าเมืองบันทึกชั้นในบางส่วน…”
เจ้าเมืองยกมือ
“เด็กคนนี้ช่วยเมืองไว้สองครั้งในวันเดียวหากไม่มีเขา พิษวิญญาณอาจระเบิดกลางจวนข้ายังต้องหวงบันทึกเก่าที่มีฝุ่นจับอีกหรือ”
เฉินซวนไห่ไม่กล่าวต่อ
เยี่ยเฉินหานประสานมือ
“ขอบคุณท่านเจ้าเมือง”
เจ้าเมืองมองเขาลึก ๆ
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องตัดสินใจเร็วขึ้น”
“เรื่องเข้าสำนัก?”
“ใช่”
เจ้าเมืองพยักหน้า
“หลังการประลองจบสำนักที่มาสังเกตการณ์ทั้งหมดจะเปิดการคัดเลือกศิษย์อย่างเป็นทางการในอีกสามวันที่ลานทดสอบหน้าสำนักชั่วคราวทางใต้เมืองผู้ที่ได้สิบอันดับแรกของการประลองร้อยตระกูลมีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบโดยตรงส่วนผู้ฝึกยุทธ์อิสระต้องผ่านรอบคัดเบื้องต้น”
เยี่ยเฉินหานยังนิ่ง
เจ้าเมืองกล่าวต่อ
“เดิมทีเจ้าควรเลือกสำนักได้ทันทีแต่หลังเกิดเรื่องหุบเขาหมอกดำ สำนักต่าง ๆ จะยิ่งสนใจเจ้า ทั้งสนใจความสามารถและสนใจสิ่งที่เจ้าพัวพัน หากเจ้าไม่เลือกทางให้ชัด คนจำนวนมากจะพยายามดึงเจ้าไปตามทางของตน”
หนิงเซียนอวี่หัวเราะเบา ๆ
“ท่านเจ้าเมืองกล่าวตรงนักแต่จริงทีเดียว คุณชายเยี่ยตอนนี้มิใช่เพียงอันดับหนึ่งของเมืองเขายังเป็นกุญแจของข่าวหลายเส้น ทุกสำนักย่อมอยากรู้ว่าเขาซ่อนสิ่งใดไว้”
ลั่วชิงเยียนมองเยี่ยเฉินหาน
“เจ้าจะเข้าทดสอบหรือรับคำเชิญโดยตรง”
เฉินซวนไห่รีบกล่าว
“สำนักเมฆาขาวยังยืนยันข้อเสนอเดิมเข้าสำนักได้โดยตรง ไม่ต้องทดสอบ”
เจียงเถี่ยซานแค่นเสียง
“สำนักกระบี่หินดำก็เช่นกัน”
หนิงเซียนอวี่ยิ้ม
“ตำหนักบุปผานภายังเปิดประตูด้านโอสถให้เสมอ”
เยี่ยเฉินหานมองทั้งสามฝ่าย
“ข้าจะเข้าทดสอบ”
ทุกคนเงียบลงเล็กน้อย
เฉินซวนไห่ขมวดคิ้ว
“เจ้ามีสิทธิ์ข้ามขั้นเหตุใดต้องไปเสียเวลากับการทดสอบ”
เยี่ยเฉินหานกล่าว
“เพราะการรับคำเชิญโดยตรงทำให้คนพูดได้ว่าข้าได้รับสิทธิ์พิเศษจากศึกประลองแต่การทดสอบต่อหน้าทุกสำนักจะทำให้คนปิดปากง่ายกว่า”
เจียงเถี่ยซานหัวเราะเสียงดัง
“ดี! ข้าชอบ!ตบหน้าคนให้สุดทาง ต้องตบต่อหน้าเวทีใหญ่ที่สุด”
เฉินซวนไห่แม้ยังขมวดคิ้วแต่ในดวงตากลับมีความพอใจ
เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่หลบการพิสูจน์ตนเอง
หนิงเซียนอวี่ยิ้มตาหยี
“เช่นนั้นอีกสามวันคงสนุกไม่น้อย”
เยี่ยเฉินหานมองเจ้าเมือง
“ก่อนถึงวันทดสอบข้าขอเข้าคลังยุทธวันนี้”
เจ้าเมืองพยักหน้า
“ได้ข้าจะให้คนพาไปทันที”
ครึ่งชั่วยามต่อมา
เยี่ยเฉินหานยืนอยู่หน้าคลังยุทธจวนเจ้าเมือง
คลังยุทธตั้งอยู่ด้านหลังจวนเป็นอาคารหินสามชั้น เสาประตูสลักลายเมฆาและสัตว์อสูรโบราณบนบานประตูมีค่ายกลตรวจปราณเรืองแสงจาง ๆ ผู้คุมสองคนยืนประจำหน้าประตูล้วนเป็นผู้ฝึกระดับปราณแท้จริง
เสี่ยวอวี้ไม่ได้รับสิทธิ์เข้าไปด้วยนางจึงยืนรอด้านนอกพร้อมเยี่ยเจิ้งเทียน
ก่อนเข้า เยี่ยเฉินหานหันมาหานาง
“เจ้าไปพักและดูดซับโอสถที่เหลือให้มั่นคงไม่ต้องยืนรอข้า”
เสี่ยวอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้ารอด้านนอกได้เจ้าค่ะ”
เยี่ยเฉินหานมองนางครู่หนึ่ง
“เช่นนั้นอย่ายืนเฉยเดินปราณตามจังหวะที่ข้าสอน ให้ลมหายใจเบาแต่ไม่ขาด”
นางพยักหน้า
“เจ้าค่ะ”
เขาจึงเดินเข้าคลังยุทธ
ภายในมีกลิ่นกระดาษเก่า ไม้หอมและหินเย็น ชั้นแรกเรียงตำราวิชายุทธทั่วไปของเมือง มีฝ่ามือ หอก ดาบ กระบี่ท่าร่าง และวิชาป้องกันกายหลายร้อยเล่มแต่เยี่ยเฉินหานเพียงกวาดตามองก็รู้ว่าส่วนใหญ่หยาบเกินไปสำหรับเขา
ผู้ดูแลคลังเป็นชายชราเคราขาวเขาเดินนำอย่างเงียบ ๆ
“ท่านเจ้าเมืองอนุญาตให้คุณชายเยี่ยเลือกวิชาได้หนึ่งเล่มจากชั้นสองและอ่านบันทึกเก่าในห้องปิดผนึกครึ่งชั่วยาม ห้ามนำบันทึกออก ห้ามคัดลอกทั้งหมดแต่สามารถจดจำได้เท่าที่จดจำไหว”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้า
ชั้นสองเงียบกว่าชั้นแรกมาก
ตำรามีน้อยกว่าแต่กลิ่นอายแข็งแกร่งขึ้น มีบางเล่มผนึกด้วยกล่องไม้ บางเล่มวางบนแท่นหินบางเล่มมีค่ายกลป้องกันเล็ก ๆ
เยี่ยเฉินหานไม่ได้ตั้งใจเลือกวิชาหลักเพราะคัมภีร์ในความทรงจำของเขาเหนือกว่าทั้งหมดนี้มาก
สิ่งที่เขาต้องการคือสิ่งที่ช่วยเชื่อมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เขาเดินผ่านตำรากระบี่สามเล่มตำราหอกสองเล่ม ตำราฝ่ามือสายศิลา และหยุดที่มุมหนึ่ง
บนแท่นหินมีม้วนหนังสัตว์สีเทาเข้ม
ชื่อบนแผ่นป้ายเขียนว่า
“ค่ายกลย้ายเงาไร้ร่องรอยฉบับแตกหัก”
เยี่ยเฉินหานหยิบขึ้นมาเปิดดู
เนื้อหาไม่สมบูรณ์มีเพียงหลักการเคลื่อนย้ายระยะสั้นผ่านเงาและจุดอ่อนของค่ายกลบางส่วน
ดวงตาเขาไหวเล็กน้อย
ชายหน้ากากเงินและทูตเงาดำใช้แผ่นหยกย้ายเงาหนีมาแล้วสองครั้งหากเขารู้หลักการของค่ายกลประเภทนี้ ต่อไปย่อมตัดทางหนีศัตรูได้ง่ายขึ้นและยังอาจปรับใช้กับท่าร่างเงาเวิ้งนภาเก้าชั่วพริบตาของตนในอนาคต
เขาม้วนตำราไว้
“ข้าเลือกเล่มนี้”
ผู้ดูแลคลังแปลกใจเล็กน้อย
“คุณชายแน่ใจหรือวิชานี้เป็นฉบับแตกหัก ใช้ฝึกโดยตรงแทบไม่ได้คนส่วนใหญ่เลือกวิชาต่อสู้จะคุ้มกว่า”
“ข้าเลือกสิ่งนี้”
ชายชราพยักหน้า
“ตามใจคุณชาย”
จากนั้นเขานำเยี่ยเฉินหานขึ้นไปยังห้องปิดผนึกด้านในของชั้นสอง
ประตูห้องนี้ทำจากหินดำ มีผนึกสามชั้นเมื่อเปิดออก กลิ่นฝุ่นเก่าหนาแน่นลอยมา
ภายในมีบันทึกเก่าหลายสิบม้วนวางเรียงในตู้หยกปิดฝา
ผู้ดูแลคลังหยิบสามม้วนออกมา
“บันทึกที่กล่าวถึงประตูอสูรมีเพียงสามม้วนนี้ม้วนแรกเป็นบันทึกของนักล่าเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนม้วนที่สองเป็นรายงานของจวนเจ้าเมืองรุ่นก่อนม้วนที่สามเป็นเศษบันทึกจากซากโบราณทางเหนือ อ่านได้ครึ่งชั่วยาม”
เยี่ยเฉินหานเริ่มอ่านทันที
ม้วนแรกกล่าวถึงนักล่าสัตว์อสูรกลุ่มหนึ่งพบหมอกดำทางเหนือของเมืองหลังเข้าไปมีคนได้ยินเสียงประตูหินเปิดอยู่ใต้ดินและเห็นเงาสัตว์อสูรที่ไม่มีรูปร่างแน่นอนผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวกลับมาแล้วเสียสติ เอ่ยคำว่า “ประตูอสูร” ซ้ำ ๆ ก่อนตาย
ม้วนที่สองคือรายงานเมื่อสามสิบปีก่อนจวนเจ้าเมืองเคยส่งคนสำรวจหุบเขาหมอกดำ พบว่ามีรอยอักขระโบราณคล้ายผนึกประตูแต่สำรวจต่อไม่ได้เพราะพิษวิญญาณหนาแน่นเกินไป มีผู้เสียชีวิตหลายคนรายงานระบุว่าหากไม่มีผู้เชี่ยวชาญโอสถระดับสูงและผู้ฝึกกายาที่ต้านพิษได้ ไม่ควรเข้าใกล้
ม้วนที่สามทำให้เยี่ยเฉินหานหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง
เศษบันทึกจากซากโบราณทางเหนือเขียนด้วยอักขระเก่า
“ประตูอสูรมิใช่ประตูเดียวมีประตูย่อยซ่อนตามเส้นโลหิตภูมิ หากเปิดผิดจังหวะ จะเรียกวิญญาณอสูรออกมาหากเปิดถูกกุญแจ จะนำสู่แดนลี้ลับที่กลืนคนเป็นและไม่คืนคนตาย…”
ท้ายม้วนมีข้อความขาดหายแต่ยังอ่านได้บางส่วน
“…ผู้ถือเศษกุญแจบรรพโกลาหล…โลหิตเชื่อม…กระถางผนึกมารกระดูก…ใช้หาทาง…”
ดวงตาเยี่ยเฉินหานเย็นลง
เศษกุญแจบรรพโกลาหล
นี่ไม่ใช่คำที่ควรปรากฏในเมืองชิงเยวี่ย
หากมีผู้ใดต้องการสิ่งนั้นจริงเรื่องบิดามารดาของเขาย่อมเกี่ยวพันกับแผนที่ใหญ่กว่าที่คิด
และเศษกระถางมารกระดูกอาจเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือค้นหา“กุญแจ” ที่ซ่อนอยู่
เขาอ่านซ้ำอย่างรวดเร็วจดจำทุกเส้นอักขระเข้าห้วงจิต แล้ววางม้วนลงก่อนเวลาหมด
ผู้ดูแลคลังเห็นเขาอ่านเร็วเช่นนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้
“คุณชายอ่านจบแล้ว?”
“จบแล้ว”
“จำได้หรือไม่”
“พอใช้”
ชายชราไม่รู้ว่า “พอใช้”ของเยี่ยเฉินหานหมายถึงจำได้แทบทั้งหมด
เมื่อออกจากคลังยุทธเสี่ยวอวี้ยังคงยืนอยู่หน้าประตู นางเดินปราณตามที่เขาสอนจริง ๆลมหายใจเบามั่นคงขึ้นกว่าเมื่อเช้า
เยี่ยเฉินหานมองนาง
“ดีขึ้น”
คำชมสั้น ๆ ทำให้นางยิ้มใต้ผ้าแพร
“คุณชายได้สิ่งที่ต้องการหรือไม่เจ้าคะ”
“ได้ทั้งวิชาและข่าว”
เยี่ยเจิ้งเทียนเดินเข้ามา
“เกี่ยวกับพ่อแม่เจ้าหรือไม่”
เยี่ยเฉินหานเงียบไปเล็กน้อย
“เกี่ยวข้องบางส่วนแต่ยังไม่พอจะสรุป”
ชายชราหลับตาลงครู่หนึ่ง
“เฉินหาน ถ้าวันหนึ่งเจ้าพบทางไปหาเขาทั้งสองเจ้าต้องบอกปู่”
“ข้าจะบอก”
เสียงของเยี่ยเฉินหานหนักแน่น
กลับถึงเรือนเล็กเยี่ยเฉินหานเริ่มจัดระเบียบสิ่งที่ต้องทำทันที
หนึ่ง ผนึกเศษกระถางสองชิ้นให้มั่นคง
สอง ศึกษาค่ายกลย้ายเงาไร้ร่องรอยฉบับแตกหัก
สาม เตรียมตัวเข้าสู่การทดสอบสำนักในอีกสามวัน
สี่ สืบทางไปผานกดำและถ้ำกระดูก
ห้า ยกระดับเสี่ยวอวี้ให้ทันกับอันตรายที่กำลังเพิ่มขึ้น
คืนนั้น เขาไม่ได้พัก
บนโต๊ะมีเศษกระถางสองชิ้นวางห่างกันในวงค่ายกลเข็มเมื่ออยู่ใกล้กัน พวกมันสั่นเป็นจังหวะเดียวกัน ไอพิษวิญญาณพยายามเชื่อมเข้าหากันแต่ถูกเข็มเงินและปราณโอสถของเยี่ยเฉินหานกดไว้
เสียงกระซิบดังขึ้นหลายครั้ง
“มาร…กระดูก…นาย…”
เยี่ยเฉินหานไม่ตอบ
เขายังไม่คิดปลุกวิญญาณในกระถางตอนนี้
เศษไม่ครบ
ผนึกไม่มั่นคง
และเขายังไม่ต้องการเปิดประตูให้สิ่งที่ตนยังควบคุมไม่ได้
หลังผนึกเสร็จ เขาเปิดม้วนค่ายกลย้ายเงาไร้ร่องรอย
แม้มันแตกหักแต่หลักการบางอย่างมีค่าอย่างยิ่ง
การเคลื่อนผ่านเงาต้องใช้สามสิ่ง
จุดตั้งเงา
จุดรับเงา
และเส้นเชื่อมปราณชั่วพริบตา
หากตัดเส้นเชื่อมในจังหวะก่อตัวผู้ใช้จะไม่อาจย้ายหนี
หากบิดจุดรับเงา ผู้ใช้จะถูกบังคับออกมาในตำแหน่งผิดพลาด
หากผนึกจุดตั้งเงาก่อนเปิดใช้งานแผ่นหยกย้ายเงาจะกลายเป็นเพียงก้อนหยกธรรมดา..
เยี่ยเฉินหานยกมุมปาก
ต่อไปหากคนของหุบเขาหมอกดำคิดใช้แผ่นหยกหนีอีก เขาจะให้พวกมันรู้ว่าทางหนีที่เคยใช้ได้จะกลายเป็นกรงขังได้เช่นกัน
เสี่ยวอวี้นั่งฝึกอยู่มุมห้อง
หลังกลืนโอสถครึ่งเม็ดเมื่อคืนและผ่านการต่อสู้จริงปราณในร่างนางเริ่มถึงขอบเขตทะลวงอีกครั้ง
เยี่ยเฉินหานเงยหน้ามอง
“คืนนี้เจ้าจะทะลวง”
นางสะดุ้ง
“จริงหรือเจ้าคะ”
“ลมหายใจเจ้าถึงจุดแล้วอย่ากดนานเกินไป”
นางรีบตั้งสมาธิ
เยี่ยเฉินหานลุกขึ้นเดินไปนั่งตรงข้ามนาง
“ข้าจะคุมปราณให้เจ้าเดินตามเส้นทางที่ข้าสอน อย่าเร่ง อย่ากลัว”
“เจ้าค่ะ”
เสี่ยวอวี้หลับตา
ปราณในร่างนางเริ่มหมุนเหมือนเงาจันทร์บนผิวน้ำเบา เร็ว และเย็นเล็กน้อย แตกต่างจากเยี่ยเฉินหานที่หนักแน่นเหมือนทะเลลึกนางเหมาะกับทางลอบเร้น รวดเร็ว และโจมตีจุดอ่อน
เยี่ยเฉินหานใช้เข็มเงินสามเล่มปักใกล้ชีพจรข้อมือไหล่ และกลางหลังของนาง กระตุ้นการไหลเวียนให้ราบรื่น
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
ลมหายใจเสี่ยวอวี้แผ่วลงจนแทบหาย
จากนั้นปราณในร่างนางพลันเปิดออก
นางทะลวงขึ้นอีกขั้นสำเร็จ
กลิ่นอายของนางเบาขึ้น แต่คมขึ้นผิวที่โผล่พ้นแขนเสื้อยิ่งขาวสะอาดเหมือนหยกใต้แสงจันทร์ เส้นผมดำขลับเงางามขึ้นดวงตาหลังลืมขึ้นมีประกายลึกกว่าเดิม
เยี่ยเฉินหานมองแล้วพยักหน้า
“ดีระดับพลังของเจ้าเริ่มตามทันเส้นทางที่ข้าวางไว้แล้ว”
เสี่ยวอวี้ดีใจจนแทบเก็บไม่อยู่
“ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ”
“อย่าดีใจเกินไป อีกสามวันเจ้าต้องตามข้าไปสนามทดสอบสำนักที่นั่นจะมีสายตาจำนวนมาก เจ้าต้องเริ่มเปิดเผยฝีมือบางส่วนไม่ใช่หลบอยู่หลังข้าเสมอ”
นางนิ่งไป
“ข้าสามารถเปิดเผยได้หรือเจ้าคะ”
“ถึงเวลาแล้ว”
เยี่ยเฉินหานมองนาง
“ต่อไปหากผู้คนจะเห็นเจ้าติดตามข้า พวกเขาต้องรู้ว่าเจ้าไม่ได้ยืนตรงนั้นเพราะข้าปกป้องเพียงอย่างเดียวแต่เพราะเจ้ามีคุณค่าพอจะยืนข้างข้า”
หัวใจของเสี่ยวอวี้สั่นแรง
นางก้มหน้าลง
“ข้าจะไม่ทำให้คุณชายเสียหน้าเจ้าค่ะ”