พลิกฟ้าสยบใต้หล้า

    ตอนที่ 54 คลังยุทธเจ้าเมือง

    ขบวนกลับเมืองชิงเยวี่ยในยามบ่ายมิได้คึกคักเหมือนตอนออกจากลานประลอง

    คนของจวนเจ้าเมืองควบคุมเชลยจากค่ายล่าสัตว์อสูรเก่าทางเหนือกลับมาหลายคนบางคนถูกพิษย้อนกัดจนหมดสติ บางคนแขนขาหักบางคนถูกหนิงเซียนอวี่ใช้เข็มปิดชีพจรพิษไว้ชั่วคราวเพื่อมิให้ตายก่อนสอบสวนส่วนศพของทูตเงาดำตัวจริงถูกห่อด้วยผ้าดำและผนึกด้วยยันต์ปราณสามชั้นเพราะร่างของมันยังมีพิษวิญญาณหลงเหลืออยู่

     

    ข่าวการปะทะทางเหนือแพร่กลับถึงเมืองเร็วกว่าขบวนเสียอีก

    เมื่อเยี่ยเฉินหานกลับมาถึงประตูเหนือผู้คนจำนวนมากก็ยืนรออยู่สองข้างทางแล้ว

    บางคนอยากเห็นอันดับหนึ่งคนใหม่ของเมือง
    บางคนอยากเห็นศัตรูจากหุบเขาหมอกดำ
    บางคนอยากรู้ว่าข่าวลือเรื่องพิษ วิญญาณมารและเศษกระถางดำเป็นจริงเพียงใด

     

    ทว่าเมื่อพวกเขาเห็นเยี่ยเฉินหานเดินนำกลับเข้ามาในเมืองด้วยเสื้อคลุมที่ยังมีรอยฝุ่นและคราบโลหิตแห้งเสียงพูดคุยทั้งหมดกลับค่อย ๆ เบาลง

    เขาเพิ่งชนะการประลองร้อยตระกูลเมื่อวาน
    กลางคืนปะทะเงาหุบเขาหมอกดำในจวนเจ้าเมือง
    รุ่งเช้าออกไปทำลายพิธีลับทางเหนือ
    และยังกลับมายืนตรงได้เหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

    ความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อเขาเริ่มเปลี่ยนจาก“ตื่นตะลึง” เป็น “หวาดเกรง”

    ผู้ชนะบนเวทีอาจได้รับเสียงเชียร์
    แต่ผู้ที่เดินออกจากสนามจริงพร้อมศัตรูถูกลากกลับมาย่อมได้รับความเงียบที่หนักกว่า

     

    เสี่ยวอวี้เดินอยู่ข้างกายเขา ดวงตาภายใต้ผ้าแพรสีขาวนิ่งสงบกว่าก่อนมากหลายคนเผลอมองนางซ้ำ เพราะแม้นางปิดครึ่งใบหน้าแต่ผิวที่ขาวสะอาดและท่วงท่าที่เบาราวเงาจันทร์กลับทำให้คนรู้สึกว่าสาวใช้ผู้นี้มิใช่สาวใช้ธรรมดาอีกต่อไป

    หลิ่วชิงเสวี่ยไม่ได้เดินเข้าประตูเมืองพร้อมคนอื่นนางหายไปก่อนถึงกำแพงเมือง แล้วปรากฏอีกครั้งเพียงเงาบางบนหลังคาห่างไกลไม่มีใครในฝูงชนสังเกตเห็น นอกจากเยี่ยเฉินหานและเสี่ยวอวี้

    ลั่วชิงเยียนเดินเงียบ ๆ ทางด้านหนึ่งนางมองผู้คนที่หลบทางให้เยี่ยเฉินหานอย่างเป็นธรรมชาติแล้วในใจเกิดความรู้สึกซับซ้อน

    เมื่อก่อน ผู้คนหลบทางให้นาง เพราะนางคือโฉมงามอันดับหนึ่งและอัจฉริยะสูงส่ง
    วันนี้ ผู้คนหลบทางให้เยี่ยเฉินหานเพราะเขาทำให้ทั้งเมืองเห็นแล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่ใครจะยืนขวางได้ง่าย ๆ

    หานจวินเทียนที่เดินอีกด้านยังคงสีหน้าเรียบเฉยแต่ในดวงตากลับมีประกายลึกขึ้น ศึกกับเยี่ยเฉินหานและศึกทางเหนือทำให้เขารู้ชัดว่าเมืองชิงเยวี่ยเล็กเกินไปสำหรับคนที่ต้องการเดินบนเส้นทางยุทธ์จริง ๆ

     

    กลับถึงจวนเจ้าเมืองเจ้าเมืองสั่งคุมตัวเชลยไปห้องสอบสวนทันทีพร้อมเรียกแพทย์และนักค่ายกลมาตรวจศพทูตเงาดำส่วนเยี่ยเฉินหานถูกเชิญเข้าสู่ห้องโถงเล็กด้านใน

    ในห้องนั้นมีเพียงเจ้าเมืองเฉินซวนไห่ เจียงเถี่ยซาน หนิงเซียนอวี่ ลั่วชิงเยียน หานจวินเทียน เสี่ยวอวี้และเยี่ยเฉินหาน

    บรรยากาศเคร่งเครียดกว่างานเลี้ยงเมื่อคืนมาก

    บนโต๊ะกลางห้องวางของสามสิ่ง

    หนึ่งคือเศษหน้ากากเงินที่แตกของทูตเงาดำ
    สองคือระฆังกระดูกที่ถูกหานจวินเทียนตัดขาด
    สามคือเศษอักขระสีดำแดงที่ลอกออกจากพื้นแท่นพิธี

     

    เจ้าเมืองมองเยี่ยเฉินหาน

     

    “จากสิ่งที่จับได้หุบเขาหมอกดำไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มโจรหรือผู้ฝึกพิษธรรมดา พวกมันมีพิธีโบราณมีคนระดับปราณแท้จริงขั้นสอง และยังกล่าวถึงประตูอสูรกับกุญแจบางอย่างเจ้ามีสิ่งใดจะบอกเพิ่มหรือไม่”

     

    เยี่ยเฉินหานนิ่งไปครู่หนึ่ง

    “ข้ารู้เพียงว่าเศษกระถางที่พวกมันตามหาเกี่ยวข้องกับวิญญาณมารกระดูกและคำว่า ประตูอสูร อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หายสาบสูญของบิดามารดาข้าในอดีต”

     

    ทันทีที่คำนี้หลุดออกมาเยี่ยเจิ้งเทียนที่เพิ่งถูกเชิญเข้ามาภายหลังและยืนอยู่ด้านข้างสีหน้าเปลี่ยนทันที

     

    “เฉินหาน…”

     

    เยี่ยเฉินหานหันไปมองปู่

     

    “ท่านปู่เรื่องบางอย่างที่ถูกฝังไว้ อาจต้องขุดขึ้นมาแล้ว”

     

    เยี่ยเจิ้งเทียนมือสั่นเล็กน้อย

    บุตรชายและสะใภ้ของเขาหายไปหลายปีทุกคนบอกว่าตายแล้ว แต่เขาไม่เคยเห็นศพ

    ในอดีต เขาไม่มีแรง ไม่มีหลักฐานและไม่มีผู้ใดช่วยสืบ
    แต่วันนี้ หลานชายที่ทุกคนเคยดูถูกกลับยืนอยู่ตรงนี้พร้อมลากเงาที่เชื่อมโยงกับความลับนั้นออกมาทีละเส้น

     

    เจ้าเมืองถอนหายใจ

     

    “เรื่องประตูอสูรจวนเจ้าเมืองมีบันทึกเพียงน้อยนิด อยู่ในคลังยุทธชั้นใน มิใช่วิชายุทธ์แต่เป็นบันทึกเก่าเกี่ยวกับแดนต้องห้ามรอบเมือง เจ้าชนะการประลองได้สิทธิ์เข้าคลังยุทธหนึ่งครั้ง เดิมทีสิทธิ์นั้นเลือกวิชาได้หนึ่งเล่มแต่ข้าจะอนุญาตให้เจ้าอ่านบันทึกเก่าได้ด้วย”

     

    เฉินซวนไห่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

     

    “ท่านเจ้าเมืองบันทึกชั้นในบางส่วน…”

     

    เจ้าเมืองยกมือ

     

    “เด็กคนนี้ช่วยเมืองไว้สองครั้งในวันเดียวหากไม่มีเขา พิษวิญญาณอาจระเบิดกลางจวนข้ายังต้องหวงบันทึกเก่าที่มีฝุ่นจับอีกหรือ”

     

    เฉินซวนไห่ไม่กล่าวต่อ

    เยี่ยเฉินหานประสานมือ

     

    “ขอบคุณท่านเจ้าเมือง”

     

    เจ้าเมืองมองเขาลึก ๆ

     

    “แต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องตัดสินใจเร็วขึ้น”

     

    “เรื่องเข้าสำนัก?”

     

    “ใช่”

     

    เจ้าเมืองพยักหน้า

     

    “หลังการประลองจบสำนักที่มาสังเกตการณ์ทั้งหมดจะเปิดการคัดเลือกศิษย์อย่างเป็นทางการในอีกสามวันที่ลานทดสอบหน้าสำนักชั่วคราวทางใต้เมืองผู้ที่ได้สิบอันดับแรกของการประลองร้อยตระกูลมีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบโดยตรงส่วนผู้ฝึกยุทธ์อิสระต้องผ่านรอบคัดเบื้องต้น”

     

    เยี่ยเฉินหานยังนิ่ง

    เจ้าเมืองกล่าวต่อ

     

    “เดิมทีเจ้าควรเลือกสำนักได้ทันทีแต่หลังเกิดเรื่องหุบเขาหมอกดำ สำนักต่าง ๆ จะยิ่งสนใจเจ้า ทั้งสนใจความสามารถและสนใจสิ่งที่เจ้าพัวพัน หากเจ้าไม่เลือกทางให้ชัด คนจำนวนมากจะพยายามดึงเจ้าไปตามทางของตน”

     

    หนิงเซียนอวี่หัวเราะเบา ๆ

     

    “ท่านเจ้าเมืองกล่าวตรงนักแต่จริงทีเดียว คุณชายเยี่ยตอนนี้มิใช่เพียงอันดับหนึ่งของเมืองเขายังเป็นกุญแจของข่าวหลายเส้น ทุกสำนักย่อมอยากรู้ว่าเขาซ่อนสิ่งใดไว้”

     

    ลั่วชิงเยียนมองเยี่ยเฉินหาน

     

    “เจ้าจะเข้าทดสอบหรือรับคำเชิญโดยตรง”

     

    เฉินซวนไห่รีบกล่าว

     

    “สำนักเมฆาขาวยังยืนยันข้อเสนอเดิมเข้าสำนักได้โดยตรง ไม่ต้องทดสอบ”

     

    เจียงเถี่ยซานแค่นเสียง

    “สำนักกระบี่หินดำก็เช่นกัน”

     

    หนิงเซียนอวี่ยิ้ม

    “ตำหนักบุปผานภายังเปิดประตูด้านโอสถให้เสมอ”

     

    เยี่ยเฉินหานมองทั้งสามฝ่าย

    “ข้าจะเข้าทดสอบ”

     

    ทุกคนเงียบลงเล็กน้อย

    เฉินซวนไห่ขมวดคิ้ว

    “เจ้ามีสิทธิ์ข้ามขั้นเหตุใดต้องไปเสียเวลากับการทดสอบ”

     

    เยี่ยเฉินหานกล่าว

    “เพราะการรับคำเชิญโดยตรงทำให้คนพูดได้ว่าข้าได้รับสิทธิ์พิเศษจากศึกประลองแต่การทดสอบต่อหน้าทุกสำนักจะทำให้คนปิดปากง่ายกว่า”

     

    เจียงเถี่ยซานหัวเราะเสียงดัง

    “ดี! ข้าชอบ!ตบหน้าคนให้สุดทาง ต้องตบต่อหน้าเวทีใหญ่ที่สุด”

     

    เฉินซวนไห่แม้ยังขมวดคิ้วแต่ในดวงตากลับมีความพอใจ

    เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่หลบการพิสูจน์ตนเอง

    หนิงเซียนอวี่ยิ้มตาหยี

    “เช่นนั้นอีกสามวันคงสนุกไม่น้อย”

     

    เยี่ยเฉินหานมองเจ้าเมือง

    “ก่อนถึงวันทดสอบข้าขอเข้าคลังยุทธวันนี้”

     

    เจ้าเมืองพยักหน้า

    “ได้ข้าจะให้คนพาไปทันที”

     

    ครึ่งชั่วยามต่อมา

    เยี่ยเฉินหานยืนอยู่หน้าคลังยุทธจวนเจ้าเมือง

    คลังยุทธตั้งอยู่ด้านหลังจวนเป็นอาคารหินสามชั้น เสาประตูสลักลายเมฆาและสัตว์อสูรโบราณบนบานประตูมีค่ายกลตรวจปราณเรืองแสงจาง ๆ ผู้คุมสองคนยืนประจำหน้าประตูล้วนเป็นผู้ฝึกระดับปราณแท้จริง

    เสี่ยวอวี้ไม่ได้รับสิทธิ์เข้าไปด้วยนางจึงยืนรอด้านนอกพร้อมเยี่ยเจิ้งเทียน

    ก่อนเข้า เยี่ยเฉินหานหันมาหานาง

    “เจ้าไปพักและดูดซับโอสถที่เหลือให้มั่นคงไม่ต้องยืนรอข้า”

     

    เสี่ยวอวี้ส่ายหน้าเบา ๆ

    “ข้ารอด้านนอกได้เจ้าค่ะ”

     

    เยี่ยเฉินหานมองนางครู่หนึ่ง

    “เช่นนั้นอย่ายืนเฉยเดินปราณตามจังหวะที่ข้าสอน ให้ลมหายใจเบาแต่ไม่ขาด”

     

    นางพยักหน้า

    “เจ้าค่ะ”

     

    เขาจึงเดินเข้าคลังยุทธ

    ภายในมีกลิ่นกระดาษเก่า ไม้หอมและหินเย็น ชั้นแรกเรียงตำราวิชายุทธทั่วไปของเมือง มีฝ่ามือ หอก ดาบ กระบี่ท่าร่าง และวิชาป้องกันกายหลายร้อยเล่มแต่เยี่ยเฉินหานเพียงกวาดตามองก็รู้ว่าส่วนใหญ่หยาบเกินไปสำหรับเขา

    ผู้ดูแลคลังเป็นชายชราเคราขาวเขาเดินนำอย่างเงียบ ๆ

     

    “ท่านเจ้าเมืองอนุญาตให้คุณชายเยี่ยเลือกวิชาได้หนึ่งเล่มจากชั้นสองและอ่านบันทึกเก่าในห้องปิดผนึกครึ่งชั่วยาม ห้ามนำบันทึกออก ห้ามคัดลอกทั้งหมดแต่สามารถจดจำได้เท่าที่จดจำไหว”

     

    เยี่ยเฉินหานพยักหน้า

    ชั้นสองเงียบกว่าชั้นแรกมาก

    ตำรามีน้อยกว่าแต่กลิ่นอายแข็งแกร่งขึ้น มีบางเล่มผนึกด้วยกล่องไม้ บางเล่มวางบนแท่นหินบางเล่มมีค่ายกลป้องกันเล็ก ๆ

    เยี่ยเฉินหานไม่ได้ตั้งใจเลือกวิชาหลักเพราะคัมภีร์ในความทรงจำของเขาเหนือกว่าทั้งหมดนี้มาก

    สิ่งที่เขาต้องการคือสิ่งที่ช่วยเชื่อมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

     

    เขาเดินผ่านตำรากระบี่สามเล่มตำราหอกสองเล่ม ตำราฝ่ามือสายศิลา และหยุดที่มุมหนึ่ง

    บนแท่นหินมีม้วนหนังสัตว์สีเทาเข้ม

    ชื่อบนแผ่นป้ายเขียนว่า

     

    “ค่ายกลย้ายเงาไร้ร่องรอยฉบับแตกหัก”

     

    เยี่ยเฉินหานหยิบขึ้นมาเปิดดู

    เนื้อหาไม่สมบูรณ์มีเพียงหลักการเคลื่อนย้ายระยะสั้นผ่านเงาและจุดอ่อนของค่ายกลบางส่วน

    ดวงตาเขาไหวเล็กน้อย

     

    ชายหน้ากากเงินและทูตเงาดำใช้แผ่นหยกย้ายเงาหนีมาแล้วสองครั้งหากเขารู้หลักการของค่ายกลประเภทนี้ ต่อไปย่อมตัดทางหนีศัตรูได้ง่ายขึ้นและยังอาจปรับใช้กับท่าร่างเงาเวิ้งนภาเก้าชั่วพริบตาของตนในอนาคต

    เขาม้วนตำราไว้

     

    “ข้าเลือกเล่มนี้”

     

    ผู้ดูแลคลังแปลกใจเล็กน้อย

    “คุณชายแน่ใจหรือวิชานี้เป็นฉบับแตกหัก ใช้ฝึกโดยตรงแทบไม่ได้คนส่วนใหญ่เลือกวิชาต่อสู้จะคุ้มกว่า”

     

    “ข้าเลือกสิ่งนี้”

     

    ชายชราพยักหน้า

    “ตามใจคุณชาย”

     

    จากนั้นเขานำเยี่ยเฉินหานขึ้นไปยังห้องปิดผนึกด้านในของชั้นสอง

    ประตูห้องนี้ทำจากหินดำ มีผนึกสามชั้นเมื่อเปิดออก กลิ่นฝุ่นเก่าหนาแน่นลอยมา

    ภายในมีบันทึกเก่าหลายสิบม้วนวางเรียงในตู้หยกปิดฝา

    ผู้ดูแลคลังหยิบสามม้วนออกมา

     

    “บันทึกที่กล่าวถึงประตูอสูรมีเพียงสามม้วนนี้ม้วนแรกเป็นบันทึกของนักล่าเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนม้วนที่สองเป็นรายงานของจวนเจ้าเมืองรุ่นก่อนม้วนที่สามเป็นเศษบันทึกจากซากโบราณทางเหนือ อ่านได้ครึ่งชั่วยาม”

     

    เยี่ยเฉินหานเริ่มอ่านทันที

    ม้วนแรกกล่าวถึงนักล่าสัตว์อสูรกลุ่มหนึ่งพบหมอกดำทางเหนือของเมืองหลังเข้าไปมีคนได้ยินเสียงประตูหินเปิดอยู่ใต้ดินและเห็นเงาสัตว์อสูรที่ไม่มีรูปร่างแน่นอนผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวกลับมาแล้วเสียสติ เอ่ยคำว่า “ประตูอสูร” ซ้ำ ๆ ก่อนตาย

     

    ม้วนที่สองคือรายงานเมื่อสามสิบปีก่อนจวนเจ้าเมืองเคยส่งคนสำรวจหุบเขาหมอกดำ พบว่ามีรอยอักขระโบราณคล้ายผนึกประตูแต่สำรวจต่อไม่ได้เพราะพิษวิญญาณหนาแน่นเกินไป มีผู้เสียชีวิตหลายคนรายงานระบุว่าหากไม่มีผู้เชี่ยวชาญโอสถระดับสูงและผู้ฝึกกายาที่ต้านพิษได้ ไม่ควรเข้าใกล้

     

    ม้วนที่สามทำให้เยี่ยเฉินหานหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง

    เศษบันทึกจากซากโบราณทางเหนือเขียนด้วยอักขระเก่า

    “ประตูอสูรมิใช่ประตูเดียวมีประตูย่อยซ่อนตามเส้นโลหิตภูมิ หากเปิดผิดจังหวะ จะเรียกวิญญาณอสูรออกมาหากเปิดถูกกุญแจ จะนำสู่แดนลี้ลับที่กลืนคนเป็นและไม่คืนคนตาย…”

     

    ท้ายม้วนมีข้อความขาดหายแต่ยังอ่านได้บางส่วน

    “…ผู้ถือเศษกุญแจบรรพโกลาหล…โลหิตเชื่อม…กระถางผนึกมารกระดูก…ใช้หาทาง…”

     

    ดวงตาเยี่ยเฉินหานเย็นลง

    เศษกุญแจบรรพโกลาหล

    นี่ไม่ใช่คำที่ควรปรากฏในเมืองชิงเยวี่ย

    หากมีผู้ใดต้องการสิ่งนั้นจริงเรื่องบิดามารดาของเขาย่อมเกี่ยวพันกับแผนที่ใหญ่กว่าที่คิด

    และเศษกระถางมารกระดูกอาจเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือค้นหา“กุญแจ” ที่ซ่อนอยู่

     

    เขาอ่านซ้ำอย่างรวดเร็วจดจำทุกเส้นอักขระเข้าห้วงจิต แล้ววางม้วนลงก่อนเวลาหมด

    ผู้ดูแลคลังเห็นเขาอ่านเร็วเช่นนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้

     

    “คุณชายอ่านจบแล้ว?”

     

    “จบแล้ว”

     

    “จำได้หรือไม่”

     

    “พอใช้”

     

    ชายชราไม่รู้ว่า “พอใช้”ของเยี่ยเฉินหานหมายถึงจำได้แทบทั้งหมด

    เมื่อออกจากคลังยุทธเสี่ยวอวี้ยังคงยืนอยู่หน้าประตู นางเดินปราณตามที่เขาสอนจริง ๆลมหายใจเบามั่นคงขึ้นกว่าเมื่อเช้า

    เยี่ยเฉินหานมองนาง

     

    “ดีขึ้น”

     

    คำชมสั้น ๆ ทำให้นางยิ้มใต้ผ้าแพร

    “คุณชายได้สิ่งที่ต้องการหรือไม่เจ้าคะ”

     

    “ได้ทั้งวิชาและข่าว”

     

    เยี่ยเจิ้งเทียนเดินเข้ามา

    “เกี่ยวกับพ่อแม่เจ้าหรือไม่”

     

    เยี่ยเฉินหานเงียบไปเล็กน้อย

    “เกี่ยวข้องบางส่วนแต่ยังไม่พอจะสรุป”

     

    ชายชราหลับตาลงครู่หนึ่ง

    “เฉินหาน ถ้าวันหนึ่งเจ้าพบทางไปหาเขาทั้งสองเจ้าต้องบอกปู่”

     

    “ข้าจะบอก”

     

    เสียงของเยี่ยเฉินหานหนักแน่น

    กลับถึงเรือนเล็กเยี่ยเฉินหานเริ่มจัดระเบียบสิ่งที่ต้องทำทันที

    หนึ่ง ผนึกเศษกระถางสองชิ้นให้มั่นคง
    สอง ศึกษาค่ายกลย้ายเงาไร้ร่องรอยฉบับแตกหัก
    สาม เตรียมตัวเข้าสู่การทดสอบสำนักในอีกสามวัน
    สี่ สืบทางไปผานกดำและถ้ำกระดูก
    ห้า ยกระดับเสี่ยวอวี้ให้ทันกับอันตรายที่กำลังเพิ่มขึ้น

     

    คืนนั้น เขาไม่ได้พัก

    บนโต๊ะมีเศษกระถางสองชิ้นวางห่างกันในวงค่ายกลเข็มเมื่ออยู่ใกล้กัน พวกมันสั่นเป็นจังหวะเดียวกัน ไอพิษวิญญาณพยายามเชื่อมเข้าหากันแต่ถูกเข็มเงินและปราณโอสถของเยี่ยเฉินหานกดไว้

    เสียงกระซิบดังขึ้นหลายครั้ง

     

    “มาร…กระดูก…นาย…”

     

    เยี่ยเฉินหานไม่ตอบ

    เขายังไม่คิดปลุกวิญญาณในกระถางตอนนี้

    เศษไม่ครบ
    ผนึกไม่มั่นคง
    และเขายังไม่ต้องการเปิดประตูให้สิ่งที่ตนยังควบคุมไม่ได้

     

    หลังผนึกเสร็จ เขาเปิดม้วนค่ายกลย้ายเงาไร้ร่องรอย

    แม้มันแตกหักแต่หลักการบางอย่างมีค่าอย่างยิ่ง

    การเคลื่อนผ่านเงาต้องใช้สามสิ่ง

     

    จุดตั้งเงา
    จุดรับเงา
    และเส้นเชื่อมปราณชั่วพริบตา

    หากตัดเส้นเชื่อมในจังหวะก่อตัวผู้ใช้จะไม่อาจย้ายหนี
    หากบิดจุดรับเงา ผู้ใช้จะถูกบังคับออกมาในตำแหน่งผิดพลาด
    หากผนึกจุดตั้งเงาก่อนเปิดใช้งานแผ่นหยกย้ายเงาจะกลายเป็นเพียงก้อนหยกธรรมดา..

     

    เยี่ยเฉินหานยกมุมปาก

    ต่อไปหากคนของหุบเขาหมอกดำคิดใช้แผ่นหยกหนีอีก เขาจะให้พวกมันรู้ว่าทางหนีที่เคยใช้ได้จะกลายเป็นกรงขังได้เช่นกัน

    เสี่ยวอวี้นั่งฝึกอยู่มุมห้อง

    หลังกลืนโอสถครึ่งเม็ดเมื่อคืนและผ่านการต่อสู้จริงปราณในร่างนางเริ่มถึงขอบเขตทะลวงอีกครั้ง

     

    เยี่ยเฉินหานเงยหน้ามอง

    “คืนนี้เจ้าจะทะลวง”

     

    นางสะดุ้ง

    “จริงหรือเจ้าคะ”

     

    “ลมหายใจเจ้าถึงจุดแล้วอย่ากดนานเกินไป”

     

    นางรีบตั้งสมาธิ

    เยี่ยเฉินหานลุกขึ้นเดินไปนั่งตรงข้ามนาง

    “ข้าจะคุมปราณให้เจ้าเดินตามเส้นทางที่ข้าสอน อย่าเร่ง อย่ากลัว”

     

    “เจ้าค่ะ”

     

    เสี่ยวอวี้หลับตา

    ปราณในร่างนางเริ่มหมุนเหมือนเงาจันทร์บนผิวน้ำเบา เร็ว และเย็นเล็กน้อย แตกต่างจากเยี่ยเฉินหานที่หนักแน่นเหมือนทะเลลึกนางเหมาะกับทางลอบเร้น รวดเร็ว และโจมตีจุดอ่อน

    เยี่ยเฉินหานใช้เข็มเงินสามเล่มปักใกล้ชีพจรข้อมือไหล่ และกลางหลังของนาง กระตุ้นการไหลเวียนให้ราบรื่น

     

    ผ่านไปครึ่งชั่วยาม

    ลมหายใจเสี่ยวอวี้แผ่วลงจนแทบหาย

    จากนั้นปราณในร่างนางพลันเปิดออก

    นางทะลวงขึ้นอีกขั้นสำเร็จ

    กลิ่นอายของนางเบาขึ้น แต่คมขึ้นผิวที่โผล่พ้นแขนเสื้อยิ่งขาวสะอาดเหมือนหยกใต้แสงจันทร์ เส้นผมดำขลับเงางามขึ้นดวงตาหลังลืมขึ้นมีประกายลึกกว่าเดิม

     

    เยี่ยเฉินหานมองแล้วพยักหน้า

    “ดีระดับพลังของเจ้าเริ่มตามทันเส้นทางที่ข้าวางไว้แล้ว”

     

    เสี่ยวอวี้ดีใจจนแทบเก็บไม่อยู่

    “ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ”

     

    “อย่าดีใจเกินไป อีกสามวันเจ้าต้องตามข้าไปสนามทดสอบสำนักที่นั่นจะมีสายตาจำนวนมาก เจ้าต้องเริ่มเปิดเผยฝีมือบางส่วนไม่ใช่หลบอยู่หลังข้าเสมอ”

     

    นางนิ่งไป

    “ข้าสามารถเปิดเผยได้หรือเจ้าคะ”

     

    “ถึงเวลาแล้ว”

     

    เยี่ยเฉินหานมองนาง

    “ต่อไปหากผู้คนจะเห็นเจ้าติดตามข้า พวกเขาต้องรู้ว่าเจ้าไม่ได้ยืนตรงนั้นเพราะข้าปกป้องเพียงอย่างเดียวแต่เพราะเจ้ามีคุณค่าพอจะยืนข้างข้า”

     

    หัวใจของเสี่ยวอวี้สั่นแรง

    นางก้มหน้าลง

    “ข้าจะไม่ทำให้คุณชายเสียหน้าเจ้าค่ะ”