บทที่ 9 ห้ามมองนะ! (รีไรต์)
เมิ่งว่านถังหันหลังเตรียมจะว่ายน้ำออกไปด้านข้าง ลู่ชิงเหยี่ยเบิกตากว้าง รีบก้าวเข้ามาคว้าแขนของเมิ่งว่านถังเอาไว้ แล้วตวาดเสียงดุ “เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง? ข้างหน้านั่นเป็หลุมน้ำตื้น เธอจะว่ายไปทางนั้นทำไม หาเื่ตายหรือไง!”
เมิ่งว่านถังจ้องเขม็งเขาอย่างเ็า ใบหน้างดงามไร้ซึ่งความอบอุ่น
“แล้วจะให้ทำยังไง? ให้ฉันขึ้นฝั่งทั้งที่ตัวเองเปลือยกาย ให้คนอื่นเห็นไปทั่วเลยหรือไง?” เมิ่งว่านถังพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “เอาเถอะ ยังไงทุกคนก็คงจะรู้กันหมดแล้วว่าฉันไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแช่อยู่ในน้ำ คงจะคอยดูฉันเป็ตัวตลกกันอยู่ ไม่แน่พวกเขาอาจจะหาว่าฉันเป็อันธพาล แล้วเอาตัวฉันไปแห่ประจานก็ได้”
ลู่ชิงเหยี่ยขยับปาก เตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งะโด่ามาแต่ไกล “พวกแกนี่เป็ผู้ชายที่ห่วยแตกจริง ๆ มายืนทำบ้าอะไรตรงนี้ มองไม่เห็นรึไงว่ามีคนกำลังจะจมน้ำ รอขึ้นมาจากน้ำอยู่เนี่ย! หน้าไม่อายกันจริง ๆ ยังจะยืนบื้ออยู่ได้ รีบไสหัวไปให้พ้นเลยนะ!”
เมิ่งว่านถังมองไปทางต้นเสียง ก็จำได้ว่าเป็ผู้หญิงคนเดิมที่วิ่งไปตามเธอที่บ้าน
ผู้หญิงคนนั้นชื่อเหมียวอิ๋นฮวา เป็ภรรยาของหนิวเอ้อร์
เหมียวอิ๋นฮวาอุ้มเสื้อผ้าไว้ในอ้อมแขน วิ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา
ยังไม่ทันถึงที่ก็ะโว่า “แม่โกวต้าน ฉันเก็บเสื้อผ้ากับรองเท้ามาให้เธอแล้ว รีบขึ้นมาใส่เสื้อผ้าเร็วเข้า”
เมิ่งว่านถังสะบัดมือของลู่ชิงเหยี่ยออก แล้วว่ายไปยังบริเวณน้ำตื้น
เหมียวอิ๋นฮวาเดินมาแล้วนั่งยอง ๆ อยู่ริมฝั่ง ยื่นมือไปหาเมิ่งว่านถัง “ขึ้นมาไม่ได้รึไง? ให้ฉันดึงขึ้นไปไหม”
ที่ตรงนี้ค่อนข้างสูง
ทั้งยังเป็โคลนเสียด้วย ถ้าไม่มีใครช่วยดึง คงขึ้นมาลำบาก
“ขอบคุณมากน้องสะใภ้รอง เดี๋ยวฉันจัดการเอง เธอช่วยใส่เสื้อผ้าให้โกวต้านเถอะ” ลู่ชิงเหยี่ยยื่นมือเข้าไปหาเมิ่งว่านถัง ก่อนจะก้มลงหยิบเสื้อผ้าที่เหมียวอิ๋นฮวาวางไว้ริมฝั่งเมื่อครู่ด้วย
หนิวเอ้อร์อายุมากกว่าลู่ชิงเหยี่ย ทั้งคู่เป็คนหมู่บ้านเดียวกัน เวลาเจอกันก็เรียกพี่รองได้เลย
“เอาแบบนั้นก็ได้!”
จริง ๆ แล้วเหมียวอิ๋นฮวาก็กลัวเหมือนกัน เมื่อครู่นี้เธอต้องรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ถึงกล้าเดินเข้ามาได้ ตอนที่นั่งยอง ๆ อยู่ริมฝั่งก็กลัวตัวเองตกลงไปในน้ำ รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี
ดังนั้น พอลู่ชิงเหยี่ยเอ่ยปาก เธอก็รีบเดินถอยหลังไปอุ้มเด็กน้อยทันที
ลู่ชิงเหยี่ยยื่นมือไปทางเมิ่งว่านถัง แต่เมิ่งว่านถังกลับถอยหลังไปอีก
เขาขมวดคิ้ว รีบพูดว่า “มีอะไรก็ค่อยกลับไปคุยกันที่บ้าน เงื่อนไขที่เธอเสนอมา ฉันยอมรับทั้งหมดแล้ว เื่หย่าก็ด้วย แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยไปทำเื่กัน”
ไม่จำเป็ต้องรอถึงพรุ่งนี้เช้าก็ได้
รอจนกว่าสายลมแห่งการปฏิรูปจะพัดผ่านทั่วแผ่นดิน เธอก็จะมีหนทางเลี้ยงดูตัวเองและลูก ๆ ได้อย่างเป็ธรรมชาติเอง ส่วนเื่การหย่าร้างก็เป็สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว
“คุณพูดเองนะ ห้ามกลับคำเด็ดขาด”
“อืม ฉันพูดเอง” ลู่ชิงเหยี่ยชี้มือออกไปอีกครั้ง “ที่นี่ก็รีบขึ้นมาได้แล้ว”
ตอนนี้ร่างของเมิ่งว่านถังก็เริ่มหมดแรงแล้ว เธอยื่นมือออกไปจับมือที่แข็งแกร่งของชายตรงหน้า ในชั่วพริบตาก็ถูกดึงขึ้นฝั่งแล้ว
“หันหน้าไปทางอื่น!”
แม้เธอจะไม่พูด ลู่ชิงเหยี่ยก็หันขวับไปทางอื่นโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าเขาเห็นร่างกายของผู้หญิงคนนี้ เธอจะต้องคลั่งแน่ ๆ
เมิ่งว่านถังขึ้นฝั่งปุ๊บก็ย่อตัวลงที่พุ่มไม้ข้าง ๆ ทันที “ส่งเสื้อผ้าด้านหลังมาให้ฉัน ห้ามมองด้วย!”
ลู่ชิงเหยี่ยส่งเสื้อผ้าให้เมิ่งว่านถังอย่างว่าง่าย
ไม่ว่าเธอจะอาละวาดยังไง แต่วันนี้เธอก็ช่วยลูกของเขาเอาไว้
แค่เื่นี้เื่เดียว ถึงแม้เธอจะขอขึ้น์ เขาก็จะยอมตามใจ
เมิ่งว่านถังสวมเพียงเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น ตอนนี้เสื้อผ้าของเธอล้วนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำจนแนบเนื้อ ลู่ชิงเหยี่ยเหลือบเข้าไปเห็นโดยบังเอิญ เขาจึงรีบเบือนหน้าหนีทันที ทว่าภาพที่เห็นเมื่อครู่กลับผุดเข้ามาในหัวของเขาไม่หยุด
ชายร่างสูงโปร่งเผลอกลืนน้ำลายลงคอ พลางขยับตัวหันหลังให้เธอ พยายามใช้ลำตัวของเขาเพื่อบังร่างของหญิงสาวด้านหลังให้มิด
สวีชุนเหม่ยสบถขึ้นมาเบา ๆ “ไม่รู้ว่าผู้หญิงไร้ยางอายคนนี้มีดีตรงไหน”
“อย่างน้อยเธอก็ยอมะโลงแม่น้ำเพื่อไปช่วยเด็กนะ” เมื่อก่อนเหมียวอิ๋นฮวาก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่วันนี้ความคิดที่เธอมีต่อเมิ่งว่านถังเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
“ฉันก็ทำได้เหมือนกัน”
สวีชุนเหม่ยยังไม่ยอมแพ้
เหมียวอิ๋นฮวาเงยหน้ามองสวีชุนเหม่ย อยากรู้จริง ๆ ว่าทำไมผู้หญิงตรงหน้าถึงหน้าด้านหน้าทนขนาดนี้
“ชุนเหม่ย เธอรู้ไหมว่าถ้าเธอทำแบบนี้แล้วจะโดนแจ้งความเอาได้ แถมเธอจะถูกแขวนป้ายประจานไปทั่วหมู่บ้านด้วยนะ?”
ร่างของสวีชุนเหม่ยตัวแข็งค้าง พูดอย่างไม่กล้ายอมรับว่า “พี่สะใภ้รอง พูดอะไรออกมาน่ะ? ฉันเป็สาวบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนไหนสักหน่อย แล้วทำไมจะต้องมาใส่หมวกสูงให้ฉันด้วย? ฉันไม่ได้ไร้ยางอายเหมือนใครบางคนหรอกนะ”
เฮอะ ตาของตัวเองแทบจะถลนใส่ผู้ชายบ้านคนอื่นอยู่รอมร่อ ยังจะกล้าปากแข็งอีก
เหมียวอิ๋นฮวาไม่สนใจสาวใหญ่อย่างสวีชุนเหม่ยแล้ว
หล่อนปล่อยให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ดี ๆ ผ่านไป แต่กลับไปคิดถึงสามีชาวบ้าน ย่อมไม่ใช่คนดีอะไร
เมิ่งว่านถังสวมเพียงกางเกงขายาวตัวเดียว ส่วน้าก็มีเพียงเสื้อคลุมตัวเล็ก
ลมหนาวพัดผ่าน ร่างบางสะท้านไปเล็กน้อย พลางหยิบเสื้อผ้าที่เปลี่ยนออกมาล้างในแม่น้ำสองสามครั้ง แล้วนำขึ้นมาบิดให้แห้ง จากนั้นก็ถือผ้าที่พับเก็บเรียบร้อยในมือ
แค่เื่เล็กน้อยเพียงนี้ กลับทำให้เธอใช้แรงไปจนหมดตัว
ถึงแม้ว่าแม่น้ำจะกว้างใหญ่ แต่การว่ายน้ำจากกลางแม่น้ำกลับมาพร้อมกับเด็กคนหนึ่ง ก็ทำให้เธอแทบไม่เหลือแรงแล้ว
เมิ่งว่านถังพักเหนื่อยสักครู่แล้วลุกขึ้นยืน เดินผ่านลู่ชิงเหยี่ยไป “นายพาโกวเซิงกับเสี่ยวพ่างกลับมาเถอะ พวกเขาคงใมากเหมือนกัน”
เธอจะอยู่ที่นี่เพื่อดูแลโกวต้านเอง
โกวต้านว่ายน้ำเป็ ตกน้ำไปก็ไม่ได้สำลักน้ำ แค่ถูกกระแสน้ำพัดไปไกลเลยตื่นตระหนกไปบ้างก็เท่านั้น ส่วนตอนนี้ก็ดูท่าว่าสติจะกลับมาแล้ว แค่ยังหน้าซีดไปหน่อย ทั้งยังอ่อนแรงจากความเหนื่อย อีกอย่างก็ใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ จึงกลัวจนตัวสั่น
พอเห็นเมิ่งว่านถังเดินมา มือน้อย ๆ ก็คว้าเสื้อของเธอเอาไว้แน่น เด็กน้อยที่เคยสุขุมเยือกเย็นก่อนหน้า ทว่าเสียงในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความผูกพันอย่างลึกซึ้ง
“แม่”
เมิ่งว่านถังยื่นมือไปอุ้มโกวต้าน แล้วลูบหัวเขาสามครั้ง จับใบหูของเด็กน้อย พลางกระซิบอย่างแ่เบา “โกวต้านไม่ต้องกลัว โกวต้านไม่ต้องกลัว โกวต้านไม่ต้องกลัว!”
นี่เป็สิ่งที่เธอเรียนรู้จากคุณยายที่ยังไม่เสียชีวิต ในตอนที่ยังเด็ก
คุณยายบอกว่า ถ้าเด็ก ๆ ใกลัว การทำแบบนี้จะช่วยเรียกิญญากลับมาได้
“ไม่เป็ไรแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ! แม่อยู่นี่แล้ว! แม่พาลูกขึ้นมาจากแม่น้ำแล้ว ต่อไปนี้เราอย่ามาเล่นริมแม่น้ำให้น้อยลง ถ้าจะมาเล่นก็ต้องระวังความปลอดภัย ห้ามตกลงไปอีกเด็ดขาดนะ เข้าใจไหม?”
“ครับ!”
โกวต้านที่แต่เดิมระแวงเมิ่งว่านถังมากที่สุด ตอนนี้กลับผูกพันกับเมิ่งว่านถังมากที่สุด
เมิ่งว่านถังก็อุ้มเด็กไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
สวีชุนเหม่ยเห็นดังนั้นจึงเยาะเย้ย “จะเสแสร้งไปทำไม? พี่รองของฉันก็ไม่อยู่ที่นี่แล้ว เธอก็กลับไปเป็ตัวของตัวเองเถอะ พวกเราไม่มีใครรู้ทันธาตุแท้ของเธอหรอก แกล้งทำไว้ให้ใครดูกัน? คนที่ปกติตีเด็ก ไม่ให้เด็กกินข้าวก็คือเธอนั่นแหละ”
เมิ่งว่านถังไม่ได้สนใจสวีชุนเหม่ยแม้แต่น้อย เพียงแต่หันไปมองเหมียวอิ๋นฮวาที่กำลังขมวดคิ้ว และเตรียมจะเอ่ยปากปกป้องเธอ แล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ ได้ยินอะไรไหม?”
“เสียงอะไร?”
เหมียวอิ๋นฮวาที่ถูกดึงความสนใจมา เธอดูสับสนเล็กน้อย
“หมาบ้านไหนเห่าเสียงดังจังเลยนะ!” พอเมิ่งว่านถังพูดจบ เหมียวอิ๋นฮวายังไม่ทันได้ตอบสนอง โกวต้านที่อยู่ในอ้อมแขนก็หัวเราะร่าออกมาเสียก่อน
เหมียวอิ๋นฮวาที่เพิ่งรู้สึกตัวและเข้าใจทีหลัง ก็ได้ยินสวีชุนเหม่ยะโอย่างโกรธเคืองทันทีว่า “แกว่าใครเป็หมาห้ะ?!”
“ใครรับคำ ก็เป็คนนั้นแหละ”
เมิ่งว่านถังยิ้มเยาะ ชำเลืองมองสวีชุนเหม่ยด้วยหางตา
“พี่! พี่! พี่ไม่เป็อะไรใช่ไหม!”
โกวเซิงวิ่งนำหน้ามาคนแรก พุ่งเข้ามาถามโกวต้านทันที
โกวต้านใมาก แต่ก็ยังปลอบน้องชาย “ไม่เป็ไรแล้ว”
เขาอยากลงไปยืนด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้ขาแทบหมดแรง จึงได้แต่อยู่บนอ้อมแขนของเมิ่งว่านถัง
พอดีกับที่ลู่ชิงเหยี่ยอุ้มเสี่ยวพ่างเข้ามา เมิ่งว่านถังจึงบอกเขาว่า “คุณอุ้มโกวต้านกลับไปก่อน ฉันจะพาโกวเซิงกับเสี่ยวพ่างกลับไปเอง
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันอุ้มทั้งสามคนกลับไปเอง”
เสื้อผ้าที่ลู่ชิงเหยี่ยเคยสวม ตอนนี้เปลี่ยนไปอยู่บนตัวเด็ก ๆ หมดแล้ว บนตัวเขาจึงเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวตัวเดียว
เมื่อลมพัดมา เสื้อผ้าของเขาก็แนบติดกับเอวและหน้าท้อง...