ฉันไม่ได้เล่าเื่เกี่ยวกับน้ำชาให้ไนล์ฟังเพราะคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ ในขณะที่เขายังคงวางตัวเหมือนเคยกลับมาพร้อมอาหารในมือ เปลี่ยนเสื้อผ้าเข้าครัวเตรียมอาหารเย็นและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพให้ฉันตามปกติ แม้ััได้ว่าเขายังขุ่นเคืองเื่เมื่อคืนก่อนอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามควบคุมสถานการณ์ให้ดูเป็ปกติอย่างที่สุด
“พรุ่งนี้ฉันจะกลับบ้านนะคะ” ฉันบอกหลังจากทานอาหารในจานเกือบหมด ดื่มน้ำผลไม้ปั่นที่เขาเตรียมให้จนพร่องไปครึ่งแก้ว
“ให้ฉันไปเป็ด้วยไหม” เขาวางช้อนในมือลง ให้ความสนใจบทสนทนาของเรายิ่งขึ้น หลังนั่งทานข้าวท่ามกลางความเงียบครู่ใหญ่
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันว่าเวลานี้คงยังไม่เหมาะ” เขาพยักหน้ารับรู้ “บางทีถ้า... ถ้าป๊าใจเย็นลงกว่าเดิมแล้ว ฉันอาจกลับไปอยู่ที่บ้านนะคะ”
“มีอะไรกังวลใจรึเปล่า”
“เปล่าค่ะ อยู่กับคุณที่นี่ฉันสบายดีมาก สบายยิ่งกว่าอยู่บ้านด้วยซ้ำ” ฉันบอกเขาอย่างจริงใจ
เพราะป๊ามีร้านขายอาหารที่เปิดมายาวนานั้แ่รุ่นอากง เป็ที่รู้จักอย่างดีในย่านนั้นรวมถึงมีชื่อเสียงเป็ที่แนะนำในโลกโซเชียลมีเดียแม้ไม่ใช่ร้านใหญ่โตแต่ก็ขายดีมาก วันหยุดฉันต้องเป็ลูกมือช่วยงานสารพัดแทบไม่ได้หยุดหย่อนแม้แต่วันเดียว แต่เมื่อใช้ได้อยู่กับไนล์แล้วชีวิตฉันสะดวกสบายดีมากกว่าที่เคยเป็อยู่ตั้งหลายเท่า ด้วยทำเลของคอนโดซึ่งอยู่ใจกลางเมืองเดินทางสะดวกสบาย อยู่ใกล้สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอนเดินทางไปทำงานก็มีรถหรูที่ไนล์ให้ยืมเอาไว้ใช้ แถมงานบ้านก็แทบไม่ต้องทำเพราะเขามีแม่บ้านประจำคอยดูแลอยู่ทุกวัน เื่อาหารเขาก็เป็คนจัดเตรียมให้ทั้งตัวเองรวมถึงฉันด้วย
แต่ก็ในความสะดวกนั้นกลับแฝงไปด้วยความอึดอัดกังวลใจในคราวเดียวกัน เพราะเราไม่ใช่สามีภรรยา มันคล้ายกับว่าฉันขอที่อยู่เพื่อเป็ปราการหลบภัยให้ตัวเองเสียมากกว่า ดังนั้นหากป๊าให้อภัยแล้วฉันจะกลับไปอยู่ที่บ้านโดนไม่ลังเล ส่วนอนาคตระหว่างไนล์เอาไว้ค่อยตัดสินใจอีก 7 เดือนข้างหน้าตอนเด็กคลอดออกมาก็ไม่นับว่าช้าเกินไป
แม้ไม่ต้องพยายามอธิบาย ไนล์ก็เข้าใจสถานการณ์ความรู้สึกของฉันได้เป็อย่างดี เขาไม่ได้ซักไซ้เพื่อเอาความอะไรนอกจากพยักหน้าเป็เชิงรับรู้ตลอดการสนทนา
…
วันรุ่งขึ้นหลังส่งงานให้พี่เค ฉันจึงขับรถไปตามทางที่คุ้นเคย ปลอบใจตัวเองหลายนาทีก่อนก้าวเท้าเข้าไปในบ้านสถานที่เดียวที่ฉันอาศัยมาตลอด 24 ปีเต็ม นับั้แ่เกิดกระทั่งเรียบจบมหาวิทยาลัยและชีวิตวัยเริ่มต้นทำงาน หากไม่เกิดเื่ขึ้นมันจะเป็บ้านที่ฉันคงต้องพึ่งพิงไปอีกยาวนาน
ลูกค้าแน่นขนัดร้านเหมือนเช่นเคย ป๊ากำลังง่วนอยู่กับการสั่งของเพิ่มเติมกับลูกน้องซึ่งกำลังจะออกไปตลาดตามคำสั่ง
ป๊ายังไม่เห็นฉันซึ่งยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง บีบมือเข้าหากันด้วยอาการประหม่า หวาดหวั่นใจอย่างมาก
“หลิน”
อุ๊ย!
ฉันสะดุ้งสุดตัว เมื่อเฮียเชนมาด้านหลัง เรียกพร้อมกับรีบดึงแขนให้หลบไปยังอีกมุมของบ้านด้วยท่าทางเร่งร้อน
“เฮีย หลินอยากมาขอโทษป๊า”
“มันไม่ใช่เวลาที่ดีเลย เฮียอยากให้หลินได้ขอโทษป๊านะ แต่...” เฮียทำหน้ายุ่งยากใจ ฉันรู้ดีว่าถ้าป๊าเกลียดหรือโกรธใครสักคนหนึ่งป๊าไม่ยอมให้อภัยโดยง่าย ไม่ว่าจะได้รับการขอโทษมากมายเท่าไหร่ก็แทบไม่เป็ผล
3 สัปดาห์ ที่ฉันไม่ได้เจอป๊าเลยั้แ่เกิดเื่ แต่ได้เจอกับม้าบ่อยๆ ตามคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือยามที่ม้าออกไปจับจ่ายซ้ำของ เพื่อพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบต่อกัน และเป็ม้าเองที่แอบเอาของใช้จำเป็ต่างๆ จากบ้านมาให้ แม้กระทั่งสั่งให้ลูกน้องช่วยขนโต๊ะเขียนแบบมาให้ก็ทำมาแล้วจนถูกป๊าจับได้ และถูกโกรธไปตามระเบียบแต่โชคดีที่ป๊าไม่ได้โกรธม้ายาวนานนัก เพราะเป็่เดียวกับที่ป๊าปวดท้องโรคกระเพาะก็ได้ม้านั่นเองที่ช่วยดูแลปรนนิบัติ โทษจึงเบาบางลงและจางหายอย่างรวดเร็ว
“หลินอยากลองขอโทษป๊าดู”
เฮียเชนมองหน้าแน่วแน่ของฉันแล้วชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนยกแขนเท้าเอวพ่นลมหายใจแล้วบอก
“อื้ม ถ้าไม่ไหวก็กลับไปก่อนนะ ห้ามดื้อดึงเด็ดขาด” เฮียเชนย้ำ
“เอาน่า หลินรู้จักป๊าดี ขอบคุณเฮียนะ” ฉันพยายามทำใจดีสู้เสือเพื่อให้เฮียเชนวางใจ เดินหลบไปอีกทางเพื่อเฝ้าดูป๊าจากด้านหลังร้านรอจนกระทั่งลูกค้าบางตา แล้วค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาป๊าที่กำลังจดจ่อกับการเคลียร์หน้าร้านเพราะเป็เวลาค่อนบ่ายหลังของทุกอย่างขายหมดเกลี้ยง
ป๊าซับเหงื่อด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กคู่กาย ฉันหยุดเท้าด้านหลังห่างไปเพียงสองสามก้าว ชั่งใจชั่วครู่ แล้วทำท่าจะขยับปาก แต่ม้าที่เพิ่งกลับมาจากไปธุระข้างนอกกลับมาเจอเข้าอย่างพอดิบพอดีจึงเบิกดวงตากว้างด้วยความใเมื่อเห็นว่าฉันยืนอยู่เื้ัป๊าเพียงไม่กี่ก้าว
ป๊าหันไปเห็นอาการของภรรยาก่อน จึงนึกแปลกใจแล้วหันมองตาม
หัวใจของฉันแทบหยุดเต้น เมื่อสายตาของป๊ามองมาด้วยแววขุ่นเคืองระคนผิดหวังอย่างเต็มเปี่ยม หยาดน้ำเริ่มรื้นในดวงตาใต้เปลือกตาอันเหี่ยวย่นตามกาลเวลาทำหัวใจของฉันสั่นระรัวด้วยความเสียใจปนหวั่นเกรง
“ป๊า” ฉันขยับปาก ััได้ว่าเพียงถ้อยคำสั้นๆ ก็รับรู้ได้อย่างดีว่าน้ำเสียงของตัวเองสั่นเครือมากเพียงไร
“กลับไปซะ!” คำพูดเย็นเฉียบออกมาจากปากอันสั่นระริกของป๊า นิ้วที่ชี้มายังฉันก็สั่นเทาไม่แพ้กัน
“ป๊า หลินขอโทษ” ฉันรีบพูดสิ่งที่ค้างคาใจ หากแต่ป๊าไม่ยอมรับคำคำนั้นแม้เพียงแต่น้อยนิด ตอบกลับมาเสียงดังลั่นจนคนรอบข้างหันมามองเป็ตาเดียว
“ฉันบอกให้ออกไปไงเล่า!!”
ฉันผวาด้วยเสียงอันดัง น้ำตาหยดแหมะตรงอกเสื้อ กว่าจะรู้ตัวว่าถูกม้ากับเฮียเชนดึงออกมา ร่างฉันก็พิงกับรถของไนล์ที่จอดทิ้งเอาไว้แล้ว
“ม้าบอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งมา โถ่ลูก” ม้าลูบผมอย่างปลอบโยน สีหน้าเป็กังวลพอๆ กับเฮีย “เชน กลับไปดูป๊าก่อน เดี๋ยวม้าดูน้องเอง” ม้าหันไปสั่ง เฮียจึงรีบเดินดุ่มๆ กลับไปที่ร้านทันทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ป๊าก็ห่วง น้องก็น่าเห็นใจตามประสาคนเป็คนกลาง
“หลินอยากมาขอโทษป๊า” ฉันซบหน้ากับอกผู้เป็แม่ ร้องไห้จนตัวโยนในอ้อมแขนอันอบอุ่นนั้นยาวนานด้วยความรู้สึกผิดอย่างเต็มหัวใจ
...
.
ใจแข็งกับลูกไหว แต่อย่าลืมหลานนะคะป๊า T__T