ทศกัณฐ์ เนบิวล่าแห่งยักษา

    บทที่ 33 กลับสู่ลังกา

            หลังจากการต่อสู้ครั้งใหญ่ในสามสมรภูมิสิ้นสุดลงโลกทั้งใบค่อยๆกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้งหมู่เกาะกลางมหาสมุทรที่เคยเป็นสนามรบของรามและทศกัณฐ์เหลือเพียงร่องรอยของพลังทำลายล้างหลุมขนาดมหึมาและผืนทรายที่ถูกหลอมละลายเป็นกระจกสีดำสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น

            รามยืนมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายใจออกช้าๆพลังสุริยันที่เคยส่องแสงรุนแรงรอบร่างของเขาค่อยๆสงบลงขณะที่ทศกัณฐ์ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ลมทะเลพัดผ่านสนามรบที่เงียบสงบอีกครั้ง“ดูเหมือนมันจะจบจริงๆแล้ว” รามกล่าว ทศกัณฐ์หัวเราะเบาๆ“อย่างน้อยก็จบสำหรับวันนี้” เขาตอบจากนั้นทั้งสองก็หันไปยังยานรบสีดำของลังกาที่กำลังลดระดับลงจากท้องฟ้าเสียงเครื่องยนต์ของมันคำรามเบาๆขณะลงจอดบนชายหาด เมื่อประตูยานเปิดออกแสงจากภายในก็ส่องออกมา สีดาและอัสตราก้าวออกมาก่อนสีหน้าของทั้งสองยังคงเต็มไปด้วยความระวังแม้สงครามจะจบแล้ว “การสื่อสารจากหน่วยอื่นเข้ามาแล้ว”อัสตรารายงาน “พวกเขากำลังมุ่งหน้ากลับลังกา” ทศกัณฐ์พยักหน้าเล็กน้อย“งั้นเรากลับกันเถอะ” เขากล่าว จากนั้นยานรบก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้ากลับไปยังลังกา

            ในเวลาเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของโลกบนทุ่งน้ำแข็งที่เคยเป็นสนามรบอันดุเดือดลมหนาวยังคงพัดผ่านแผ่นน้ำแข็งที่แตกเป็นรอยยาวหลายกิโลเมตรหนุมานยืนอยู่บนก้อนน้ำแข็งสูง มองซากรอยแตกที่เกิดจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ก่อนจะถอนหายใจแล้วหันกลับไปหาเมขลา เมขลายืนอยู่ไม่ไกล “ศัตรูหมดจริงๆแล้ว”เธอกล่าว หนุมานหัวเราะเบาๆ “ก็ดี จะได้กลับบ้านซะที” เขาตอบทันใดนั้นท้องฟ้าเหนือดินแดนน้ำแข็งก็ถูกฉีกออกด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ยานรบของลังกาปรากฏขึ้นเหนือสนามรบ ก่อนจะลดระดับลงอย่างรวดเร็วเมื่อประตูยานเปิดออก ทหารของลังกาก็ส่งสัญญาณให้ทั้งสองขึ้นยาน“ดูเหมือนพวกเขาจะรอเราอยู่ที่ลังกาแล้ว” เมขลากล่าว หนุมานพยักหน้าก่อนจะกระโดดขึ้นยานพร้อมเธอ จากนั้นยานก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้ากลับสู่ลังกาเช่นเดียวกัน

            อีกด้านหนึ่งของโลก ป่าขนาดใหญ่ที่ถูกทำลายจากการต่อสู้ของสุครีพและไกรศรท้องฟ้ายามค่ำเริ่มปรากฏดาวเต็มฟ้า สุครีพยืนพาดคทาพลังงานอยู่บนไหล่ร่างของเขายังคงอยู่ในสภาพแปลงร่างวานรครึ่งหนึ่ง ขณะที่ไกรศรยืนอยู่ข้างๆ“พวกเราชนะแล้วสินะ” ไกรศรถาม สุครีพยิ้มกว้าง “แน่นอน” เขาตอบ“และดูเหมือนพวกเราจะไม่ต้องรบอีกแล้วด้วย” ในขณะนั้นเองแสงจากยานรบของลังกาก็ส่องลงมาจากท้องฟ้า ยานลำหนึ่งลดระดับลงเหนือยอดภูเขาก่อนที่ประตูจะเปิดออก เสียงจากระบบสื่อสารดังขึ้น “ทุกหน่วยมุ่งหน้ากลับฐาน”สุครีพหัวเราะเบาๆก่อนจะตบไหล่ไกรศร “ไปกันเถอะ พวกเขาคงรอเราอยู่”ทั้งสองก้าวขึ้นยานทันที และไม่นานยานก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้ากลับสู่ลังกา

            เวลาต่อมาท้องฟ้าเหนืออาณาจักรลังกาเต็มไปด้วยแสงของยานรบที่กำลังกลับสู่ฐานทัพพระราชวังลังกาส่องแสงทองท่ามกลางค่ำคืนเหมือนสัญลักษณ์แห่งชัยชนะยานลำแรกลงจอดที่ลานท่าของพระราชวัง ประตูเปิดออก และรามกับทศกัณฐ์ก็เดินออกมาตามมาด้วยสีดาและอัสตรา ไม่นานหลังจากนั้น ยานอีกลำก็ลงจอดหนุมานและเมขลาก้าวออกมาพร้อมกัน เสียงหัวเราะของหนุมานดังขึ้นทันที“ดูเหมือนทุกคนยังอยู่ครบดีนี่” ไม่นานยานอีกลำก็ลงจอดสุครีพและไกรศรก้าวลงมาจากยานอย่างมั่นคงเมื่อทั้งสามหน่วยเดินมารวมกันที่ลานพระราชวัง ความเงียบสงบชั่วครู่ก็เกิดขึ้นทุกคนมองหน้ากันเหมือนกำลังยืนยันว่าพวกเขาทุกคนรอดกลับมาจริงๆทศกัณฐ์มองพวกเขาทั้งหมดก่อนจะพูดสั้นๆ “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”ลมกลางคืนพัดผ่านลานพระราชวังอย่างสงบ และหลังจากสงครามที่ยาวนานในที่สุดเหล่านักรบแห่งลังกาก็ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

            ยามค่ำคืนปกคลุมอาณาจักรลังกาด้วยแสงดาวที่ส่องประกายเหนือพระราชวังลังกาลานกว้างหน้าพระราชวังที่เคยเป็นสถานที่ฝึกของกองทัพกลับเต็มไปด้วยเหล่านักรบที่เพิ่งกลับมาจากสงครามครั้งใหญ่เสียงลมพัดผ่านกำแพงหินโบราณของเมืองหลวงราวกับกำลังพัดพาความตึงเครียดจากสงครามให้จางหายไป

            ทศกัณฐ์ยืนอยู่บนระเบียงสูงของพระราชวังมองลงไปยังลานด้านล่างที่ทุกคนกำลังรวมตัวกัน รามยืนอยู่ข้างเขาอย่างสงบนิ่งดวงตาสีทองของรามสะท้อนแสงคบเพลิงที่เรียงรายทั่วลาน สีดา เมขลา หนุมาน สุครีพไกรศร มณโท และอัสตรายืนอยู่ด้านล่างพร้อมกับกองกำลังของลังกาที่เหลืออยู่ทุกคนเงยหน้ามองขึ้นมายังระเบียงที่ราชาแห่งลังกายืนอยู่ความเงียบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ราวกับทุกคนกำลังรอคำพูดบางอย่างทศกัณฐ์ก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย เสื้อคลุมสีเข้มของเขาปลิวตามลมทะเลยามค่ำ“สงครามกับรัฐบาลโลก…จบลงแล้ว” เขากล่าว เสียงของเขาดังก้องไปทั่วลานกว้างนักรบหลายคนมองหน้ากันก่อนจะเริ่มส่งเสียงดีใจเบาๆแต่ทศกัณฐ์ยกมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนเงียบลง

            “แต่ชัยชนะนี้ไม่ใช่แค่ของลังกา” เขากล่าวต่อ“มันคือการสิ้นสุดของยุคแห่งการกดขี่ที่ยาวนานของรัฐบาลโลก”รามก้าวมาข้างเขาเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “ลักษณ์ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโลกแล้ว”เสียงฮือฮาเบาๆดังขึ้นในกลุ่มนักรบ รามพูดต่อ“เขาจะสร้างโครงสร้างใหม่ที่ไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมืออีกต่อไป”หนุมานหัวเราะเบาๆแล้วพูดขึ้นจากด้านล่าง “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงโลกก็คงน่าอยู่ขึ้นเยอะ” เมขลาพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาของเธอมองไปยังท้องฟ้าเหนือเมืองลังกาเหมือนกำลังคิดถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงสุครีพยกคทาพลังงานขึ้นพาดไหล่ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม“อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ต้องไปรบกับกองทัพของรัฐบาลโลกอีกแล้ว”ไกรศรหัวเราะเสียงทุ้ม “ก็ดีเหมือนกัน ร่างกายฉันยังอยากพักบ้าง”เสียงหัวเราะเบาๆเริ่มแพร่กระจายไปทั่วลานพระราชวังบรรยากาศที่เคยตึงเครียดจากสงครามค่อยๆผ่อนคลายลงทศกัณฐ์มองภาพนั้นเงียบๆก่อนจะหันไปทางราม

            “สงครามจบแล้ว” เขาพูด “แต่งานของพวกเรายังไม่จบ”รามพยักหน้า “โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่” เขากล่าว “และลังกาจะมีบทบาทสำคัญในยุคนั้น”มณโทที่ยืนอยู่ด้านล่างก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้น“เมืองใต้ดินของเราพร้อมจะสนับสนุนการฟื้นฟูโลก” อัสตราพยักหน้าเสริม“เครือข่ายเทคโนโลยีของลังกายังสมบูรณ์เราสามารถช่วยสร้างระบบใหม่ร่วมกับรัฐบาลโลกได้”ทศกัณฐ์มองพวกเขาทั้งหมดก่อนจะพูดช้าๆ“ถ้าอย่างนั้น…ลังกาจะไม่เป็นเพียงอาณาจักรนักรบอีกต่อไป”เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ตั้งแต่วินาทีนี้ ลังกาจะเป็นศูนย์กลางของสมดุลระหว่างพลังอิสรภาพ และสันติภาพ”คำพูดนั้นทำให้เหล่านักรบที่ยืนอยู่ด้านล่างเงียบลงด้วยความเคารพรามมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวก่อนจะพูดเบาๆ “การเดินทางของพวกเรายาวนานมาก”เขากล่าว “ตั้งแต่ตอนที่พวกเราสู้กันครั้งแรก จนมาถึงสงครามครั้งนี้”

            ทางด้านหนุมานยกมือขึ้นเกาศีรษะแล้วหัวเราะ“ใครจะคิดว่ามันจะจบแบบนี้” เมขลายิ้มบางๆ “มันยังไม่จบหรอก” เธอกล่าว“มันแค่เริ่มต้นใหม่” ลมพัดผ่านพระราชวังอีกครั้งแสงคบเพลิงสะท้อนกำแพงทองของลังกาอย่างสวยงาม และในค่ำคืนที่สงบหลังสงครามนั้นเหล่านักรบแห่งลังกาก็ยืนมองไปยังอนาคตของโลกใบใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น

    นิยายแนะนำ