กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 36 ความทรงจำ

            ตระกูลหวง

            ปีนี้เจียเจียอายุย่างเข้ายี่สิบแล้ว นางฝึกวิชาดัชนีของมารดาทุกวัน จนสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว หากพอมีเวลาว่างก็จะเรียนวิชาแพทย์เพิ่มเติม

            แม้นางยังไม่กลับมาสดใสร่าเริงเช่นเดิม แต่สภาพจิตใจก็ดีขึ้นมากจนเกือบจะคล้ายเจียเจียคนเก่า 

            ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ประมุขหวงเคี่ยวกรำฝึกศิษย์ในสำนักทั้งห้าพันคนอย่างหนัก หลายคนมีวรยุทธแข็งแกร่งขึ้น

            วันนี้เจียเจียฝึกวิชาจนถึงตอนเย็น

            หวงฮูหยินมองบุตรีอย่างภูมิใจ

            “ค่ำนี้บิดามีแขก เจ้ามาทานอาหารด้วยกัน”

            “ผู้ใดจะมาหรือท่านแม่”

            “คนของทางการ”

            เจียเจียไม่ถามต่อ หวนนึกถึงวันที่เสี้ยวอู่หมิงมาตระกูลหวงครั้งแรก มันก็มาทานอาหารเย็น

            เมื่ออาบน้ำแต่งกายเสร็จ เจียเจียเดินมาห้องอาหาร

            เฟิงตงเปียนนั่งพูดคุยกับประมุขหวง แม้มันพยายามทำท่าทางเกรงอกเกรงใจ แต่สัมผัสได้ถึงการปล่อยตัวตามสบาย เหมือนสายลมที่ไม่อาจควบคุมบังคับ

            เจียเจียเข้าไปคำนับแล้วนั่งลงข้างหวงฮูหยิน

            “ท่านเฟิงนี่คือบุตรีหนึ่งเดียวของเรา”

            เฟิงเหลาหู่หันไปคำนับตอบ

            “แม่นางท่วงท่าอาจหาญสมเป็นธิดาของท่านประมุข”

            เจียเจียหันไปมอง นางมิค่อยได้ยินผู้คนชมว่าอาจหาญสักเท่าใด

            ยิ่งช่วงปีหลังนางไม่ได้ออกไปกลั่นแกล้งบุรุษสักคน

            เฟิงตงเปียนสงสัย ไยคุณหนูท่านนี้มีริ้วรอยแห่งความโศกเศร้าปรากฏในแววตา

            แต่มันมิอาจสนใจมากไป ด้วยต้องเจรจากับประมุขหวงในเรื่องสำคัญ

            “ฝากเรียนท่านกงกง ตระกูลหวงจะเชิญสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดมาประชุม”

            “ลำบากท่านประมุขแล้ว”

             ศิษย์คนหนึ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

            “เรียนท่านประมุข มีผู้ขอเข้าพบ”

            ประมุขหวงสงสัย ใครที่มาในเวลานี้โดยมิได้นัดหมาย

            “ผู้ใด”

            “มันคือ...”

            ศิษย์ผู้นั้นคล้ายติดอ่าง

            ประมุขหวงเมื่ออยู่ต่อหน้าแขกย่อมไม่แสดงความอ่อนแอ

            “เรียกมันเข้ามา”

            บุรุษร่างผอมซูบคนหนึ่งเดินช้า ๆ

            มันตาโปน แก้มตอบ ผอมจนคล้ายต้นไผ่แห้ง แต่ใบหน้ายังคงแย้มยิ้ม ท่าทางยังคงเฉื่อยชา 

            ทุกคนอุทานแทบพร้อมกัน

            “เสี้ยวอู่หมิง”

            ก่อนที่หวงฮูหยินจะดึงไว้ทัน เจียเจียก็โผเข้าไปกอดมันแล้ว

            ประมุขหวงแตกตื่น แต่จะดึงบุตรีออกมาต่อหน้าแขกก็ใช่ที่

            เฟิงตงเปียนผุดลุกขึ้นไปคำนับใบหน้าฉีกยิ้มกว้างสุดใบหู

            “ถ้านฮัวเฟิงตงเปียง คำนับปางเหยี่ยนเสี้ยวอู่หมิง มิทราบพี่ท่านฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บแล้ว เป็นที่ยินดีต่อผู้น้องยิ่ง”

            เจียเจียได้ยินเสียงคนนอกจึงได้สติ ค่อยผละออกมาจากอกของเสี้ยวอู่หมิง ใบหน้าแดงราวลูกตำลึงสุก น้ำตาคลอเบ้าทั้งสองข้าง

            ประมุขหวงรีบถาม “เสี้ยวอู่หมิง เป็นมาอย่างไร หายจากอาการบาดเจ็บเมื่อใด”

            “ท่านประมุข ให้อู่หมิงนั่งลงก่อนค่อยพูดจาเถอะ”                  

            หวงฮูหยินทางหนึ่งจับตัวเจียเจียไว้ สายตามองเห็นรูปร่างท่าทางของเสี้ยวอู่หมิง เห็นว่ามิควรปล่อยให้มันยืนนานเกินไป

            เสี้ยวอู่หมิงนั่งลงเล่าเรื่องของหนึ่งปีที่ผ่านมา

            ที่แท้ไต้ซือฟางเว่ยมีเหตุผลที่มิยอมให้ผู้ใดไปเยี่ยมเสี้ยวอู่หมิง เนื่องจากท่านเองก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะรักษามันได้สำเร็จ

            ในช่วงแรก มันถูกจับถอดเสื้อผ้าจนหมด ใช้เข็มชุบตัวยาพิเศษฝังกล้ามเนื้อทั่วร่างกายราวกับตัวเม่น จากนั้นนำตัวลงแช่ในน้ำสมุนไพร สลับไปมาอยู่เช่นนี้ราวสามเดือน

            จากนั้น ไต้ซือฟางเว่ยให้ท่องเคล็ดลับการเดินลมปราณรูปแบบพิเศษ เสี้ยวอู่หมิงแม้พูดไม่ชัดทั้งไม่มีกำลังภายในแม้แต่น้อย แต่พยายามท่องจนจำได้ขึ้นใจ

            มันทานได้แต่น้ำข้าว ร่างกายจึงผ่ายผอมจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก

            เมื่อผ่านไปครึ่งปี  ค่อยสามารถขยับแขนขา ไต้ซือฟางเว่ยจึงให้นั่งสมาธิและฝึกแนวทางกำลังภายในอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเสี้ยวอู่หมิงไม่เคยพบเห็นมาก่อน

            อันกำลังภายในที่ชาวยุทธทั่วไปฝึกฝนนั้น สามารถแยกออกได้หลายแขนง แต่หากจะกล่าวถึงโดยภาพรวม อาจแบ่งได้เป็นสายก้าวแกร่งและอ่อนหยุ่น กำลังภายในที่ก้าวแกร่งย่อมเหมาะกับการเข้าปะทะอย่างรุนแรง ส่วนสายอ่อนหยุ่นย่อมเหมาะกับการตั้งรับพลิกแพลงผสมผสาน  แม้ส่วนใหญ่จะนิยมฝึกกำลังภายในสายก้าวแกร่ง แต่แท้จริงแล้วในการต่อสู้ยังต้องอาศัยเหตุปัจจัยอื่นประกอบอีกมาก ทั้งสภาพร่างกาย พลังสมาธิ กำลังใจ ไหวพริบปฏิภาณ ความกล้าหาญ ความโหดเหี้ยม แม้แต่อาวุธที่ใช้ ล้วนมีผลทั้งสิ้น  

            แต่สิ่งที่เสี้ยวอู่หมิงฝึก  ยิ่งผ่านไปยิ่งเหมือนกับว่างเปล่า ภายในร่างคล้ายไม่มีกำลังภายในสักน้อย

            ทว่ามันกลับแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผ่านไปแปดเดือนจึงเริ่มเดินได้ 

            แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่ประการหนึ่งคือ มันแทบจะจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ค่อยได้ บางครั้งเกือบลืมเลือนว่าตนเป็นใคร ดีที่ไต้ซือฟางเว่ยให้คนหามไปฟังการทำวัดเป็นประจำ เสียงอันศักดิ์สิทธิ์ของพระในวัดเส้าหลิน ช่วยดึงจิตใจอันเลื่อนลอยให้เกาะกุมอยู่กับบทสวดนั้น สุดท้ายจึงยังคงสติอยู่ได้ แม้จะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมก็ตาม

            เมื่อครบหนึ่งปี ไต้ซือฟางเว่ยให้มันช่วยทำงานตามกำลัง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกและกล้ามเนื้อ สำหรับความทรงจำที่หายไป ท่านแนะนำให้ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ พูดคุยกับผู้คนที่เคยรู้จัก อาจช่วยให้ความจำกลับมา แม้จะใช้เวลาอยู่บ้าง

            แต่หากมีสิ่งใดที่ลืมไป ก็ให้คิดเสียว่านี่เป็นกรรมที่ต้องชดใช้ สิ่งที่ลบเลือนไปจนหมดสิ้น จะต่างอันใดกับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น

            ประมุขหวง หวงฮูหยิน เฟิงตงเปียน และศิษย์อาวุโสทั้งสี่ที่ตามมาภายหลัง นั่งฟังเรื่องราวอันมหัศจรรย์นี้อย่างเงียบเชียบ ทุกคนรู้ดีว่าวัดเส้าหลินอุดมด้วยวิชาฝีมืออันพิสดาร แต่ไม่คิดว่าจะลึกล้ำถึงเพียงนี้ 

            มีแต่เจียเจียที่น้ำตาซึม นางไม่คิดว่าชายอันเป็นที่รักจะกลับมาได้ ทั้งต้องผ่านชะตากรรมเลวร้ายนานถึงหนึ่งปี

            สำหรับหวงซิ่น เหมือนยกภูเขาออกจากอก ลึก ๆ แล้วมันไม่เคยหยุดโทษตัวเองที่ไปช่วยเสี้ยวอู่หมิงไม่ทัน เรื่องวิทยายุทธจะกลับคืนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขอเพียงเสี้ยวอู่หมิงลุกขึ้นมาเดินเหินกินข้าวได้มันก็ยินดีมากแล้ว

            “ข้าพเจ้าจะรีบรายงานไปยังฉางอานโดยเร็ว”

            เฟิงตงเปียนกล่าวด้วยความยินดี

            “หากมีโอกาส ข้าพเจ้าต้องไปยังฉางอานเพื่อค้นหาความทรงจำของที่นั่น”

            เสี้ยวอู่หมิงกล่าวเสียงแผ่วเบา

            หวงฮูหยินมองมันอย่างสนใจอย่างยิ่ง วิชาแพทย์อันสุดยอดเช่นนี้ มีหรือที่นางจะยอมปล่อยผ่านไปโดยง่าย

            “เจ้าเหนื่อยแล้ว ไปพักผ่อนในห้องก่อน ข้าฯ ขอตรวจร่างกายสักเล็กน้อย”

            เสี้ยวอู่หมิงแย้มยิ้ม รอยย่นปรากฏขึ้นที่หางตา เนื่องมาจากผิวหนังเหี่ยวจนแทบจะติดกะโหลกศีรษะ

            “ขอบพระคุณฮูหยิน”

            เสี้ยวอู่หมิงนอนบนเตียงในห้องพัก

            หวงฮูหยินจับชีพจรของมันอยู่นาน

            ประมุขหวงกับเจียเจียยืนอยู่ข้างหลัง

            “เป็นอย่างไรบ้าง”

            “แปลกนัก ภายในร่างคล้ายไม่มีกำลังภายในอยู่เลย ลมปราณก็แผ่วเบา แต่นอกจากนี้ถือว่าแข็งแรงดี หากทานอาหารบำรุงมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ สุขภาพจะฟื้นฟูขึ้น”

             “บุตรจะสั่งให้แม่ครัวทำอาหาร”

             เจียเจียยิ้มกว้างแล้วรีบออกจากห้องไป

            หวงฮูหยินหันไปมองสายตาของสามีเฒ่า แต่นางไม่ถนัดจะพูดอันใด เนื่องจากเสี้ยวอู่หมิงก็อยู่ด้วย

            หวงซิ่นเดินมาร้านสุรา

            พักหลังมันดื่มน้อยลง แต่ยังหาเวลาแอบมาอุดหนุนร้านประจำได้ 

            เสี้ยวอู่หมิงกลับมาแล้ว

            หลังจากดื่มไปพอประมาณ มันก็เดินกลับสำนัก

            เบย์ซาอยู่ในร้านอาหารริมถนนแห่งหนึ่ง

            นางนั่งอยู่ผู้เดียว

            มันหยุดคิดเพียงน้อย ก็ตัดสินใจเดินเข้าไป

            “แม่นาง ขอนั่งด้วยได้หรือไม่”

            เบย์ซาเงยหน้ามองด้วยแววตาคมกริบบาดใจ

            นี่เป็นอีกครั้งที่ได้เห็นนางเต็มตา

            ดวงตาคม จมูกโด่ง แต่ริมฝีปากเล็ก ๆ น่ารักใคร่

            “โต๊ะอื่นก็ว่างไฉนท่านไม่ไปนั่ง”

            เสียงแหบของนางมีเสน่ห์ยิ่ง

            มันไม่สนใจ ลากเก้าอี้นั่งลง

            “ตับหมูผัดพริกแห้ง ปลานึ่งซีอิ๊ว สุรามีอันใดยกมาหนึ่งไห” มันสั่งเสี่ยวเอ้อ

            เบย์ซาวางตะเกียบ

            “ปีศาจสุรา”

            แล้วทำท่าจะลุกขึ้น

            “แม่นางกลัวหรือ”

            นางนั่งลงทันที ตาคมวาวโรจน์ราวกระบี่เผาไฟ

            “ผู้ใดกลัว”

            หวงซิ่นหัวเราะ

            “หากไม่กลัว เชิญดื่มสักจอก มื้อนี้ข้าพเจ้าขออนุญาตเป็นเจ้ามือ  ขอขมาที่เคยล่วงเกินแม่นาง”

            ครู่เดียวสุราอาหารก็ถูกยกมา

            หวงซิ่นชูจอกสุราขึ้น

            “จอกนี้ขออภัยแม่นาง โปรดลืมความบาดหมางของสองเรา”

            “ผู้ใดบาดหมางกับท่าน”

            “หากมิบาดหมางคงพอดื่มได้”

            เบย์ซายกสุราขึ้นดื่มทีเดียวหมดจอก

            หวงซิ่นฉีกยิ้ม

            ดูท่าทั้งเบย์ซาและสาวร่างยักษ์นั่น คงเป็นปีศาจสุราหญิงเช่นกัน

            เมื่อหวงฮูหยินตรวจร่างกายเสร็จ เสี้ยวอู่หมิงขอตัวกลับโรงเตี๊ยม

            แต่เจียเจียขอให้มันพักที่ตระกูลหวง เนื่องจากนางให้แม่ครัวทำอาหารบำรุงไว้แล้ว

            หวงฮูหยินความจริงต้องการตรวจร่างกายของมันมากกว่านี้

            ประมุขหวงแม้ไม่ต้องการเท่าใด แต่ก็ต้องยอมให้เสี้ยวอู่หมิงพักที่ตึกใหญ่

            เสี้ยวอู่หมิงเอง แม้ต้องการกลับไปพักที่โรงเตี๊ยม แต่แท้จริงรู้สึกว้าเหว่เงียบเหงา

            ทุกผู้คนต่างมีความในใจ

            ผู้ใดว่าวรยุทธสูงส่งสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งปวง

            แท้จริงปัญหามากกว่าครึ่งหนึ่งของมนุษย์เกิดในใจตน

            ซึ่งไม่มีวิชาฝีมือใดจะช่วยได้

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    218K 196