เมื่อตัดสินใจเรื่องการฝึกฝนทักษะได้แล้ว นายน้อยแห่งจวนแม่ทัพประจิมก็พลันขี่กระบี่บินเสาะหาสถานที่เหมาะๆท่ามกลางพายุฝนที่ซัดโหมกระหน่ำ หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาก็มาถึงยังยอดเขาสูงชันซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลรอยต่อระหว่างประเทศเท่าไรนัก
“เอาล่ะ! ควรเริ่มเสียที!” พูดจบ! เย่หยุนซีก็สะบัดมือเบาๆหนึ่งครั้ง ธงค่ายกลลวดลายหยินหยาง 10 ด้ามพุ่งทะยานออกจากมิติเก็บของไร้ขีดจำกัดมุ่งตรงไปปักล้อมรอบยอดเขาโดยมีตัวเย่หยุนซีเป็นศูนย์กลาง
“ทักษะค่ายกลระดับ 3 อัญเชิญสายฟ้า” เด็กหนุ่มนั่งลงกับพื้นดิน สองมือทำมุทรา ก่อนที่จะถ่ายพลังปราณเข้าไปในธงค่ายกลตามลำดับ จนกระทั่งเหนือศีรษะบังเกิดวงเวทย์สีทองขนาดใหญ่
“เด็กน้อย อย่าได้ฝืนตนเองเกินไป ครั้งแรกเอาเท่าที่ทนไหวก็พอ” เทพธิดาเซียนเหยากล่าวย้ำด้วยความห่วงใย
เย่หยุนซีพยักหน้าอย่างเข้าใจ แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น พร้อมทั้งโคจรพลังตามทักษะบ่มเพาะกายาวัชระฉบับปรับปรุง
“สายแรก มาเถอะ!”
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว เด็กหนุ่มก็เริ่มกระตุ้นค่ายกลทำให้สายฟ้าสายแรกฟาดใส่ตัวเขาอย่างจัง
“เปรี้ยง!”
“อั่ก!”
เพียงแค่สายแรกเท่านั้น เย่หยุนซีถึงกับกระอักเลือดคำโตออกมา ร่างกายเข้าสู่โหมดกายามังกรทองแดงอย่างฉับพลัน
“ความอหังการของสายฟ้าช่างน่าหวาดหวั่น แต่ถ้าแค่นี้ข้ายังพอทนไหว!”
“สายที่สอง มา!!” เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า คำรามอย่างท้าทาย
“เปรี้ยง!”
อัสนีบาตรสายที่ 2 ราวกับได้ยินคำพูดนั้นของชายหนุ่ม มันจึงฝ่าลงมาเพื่อเติมเต็มความปรารถนา หลังจากนั้นไม่นาน! อัสนีบาตสายที่ 4 5 6 และ7 ก็ฝ่าลงมาอย่างต่อเนื่องราวกับว่ามันกำลังโกรธเด็กหนุ่มที่คิดท้าทายมัน
เหตุการณ์ยังคงวนลูปเช่นนี้อยู่หลายครั้ง เสียงกรีดร้องอันบ้าคลั่งของเด็กหนุ่มดังกังวานไกลไปทั่วทั้ง 4 ทิศ เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยไหม้และหยาดโลหิตที่หลั่งไหลออกมา ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ใช่สิ่งที่จะพรรณนาเป็นคำพูดได้
“เห้อ ปากก็บอกว่าจะไม่ฝืน แต่สุดท้ายก็ยังฝืนอยู่ดีไม่ใช่หรือไง” เทพธิดาเซียนเหยาที่เฝ้าสังเกตการณ์บ่นพึมพำอย่างเบื่อหน่าย แต่นางก็มิได้ลงมือช่วยเหลือ เพราะถือว่าเย่หยุนซีได้เลือกเส้นทางนี้ด้วยตัวของเขาเอง จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขา
“อั่ก! สายที่ 30 แล้ว อีกแค่ 20 สาย แค่ 20 สายเท่านั้น!”เย่หยุนซีกำหมัดแน่น! กัดฟันกล่าว! เขาทนมาได้เกินครึ่งทางแล้วจะให้ถอยตอนนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้
“เปรี้ยง!!”
“อ๊าก!”
อัสนีบาตยังคงฝ่าใส่ร่างกายของเด็กหนุ่มอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายสาย ทำให้เกล็ดมังกรทองแดงปรากฏรอยร้าวอย่างเห็นได้ชัด
“สายที่ 49 แล้ว” น้ำเสียงที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นกลับกลายเป็นอ่อนแรง ติดขัด
“เปรี้ยง!”
“เพล้ง!”
ทันทีที่อัสนีบาตสายที่ 49 ฝ่าลงมา เกล็ดมังกรทองแดงทั้งหมดแตกสลายไม่มีชิ้นดี เด็กหนุ่มดวงตาเบิกกว้างในทันที แต่ก็กัดฟันแบกรับความเจ็บปวดเอาไว้
“คุณชาย!!!”
ขณะที่กำลังใกล้หมดสติ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยร้อนรนใจสายหนึ่งก็พลันดังขึ้นมา ทำให้เย่หยุนซีต้องเบนสายตาไปยังต้นเสียงนั้น และสิ่งที่เขาเห็นก็คือหลิงจีที่กำลังพุ่งตรงมาหา แถมยังทำสีหน้าราวกับจะร้องไห้
“เสี่ยวหลิงอย่าพึ่งเข้ามา อีกเหลืออีกหนึ่งสาย” เสียงอันอ่อนแรงของเด็กหนุ่มมิอาจหยุดยั้งโฉมสะคราญได้
แต่ยังไม่ทันที่นางจะมาถึง! อัสนีบาตรสายสุดท้าย สายที่ 50 ก็ฝ่าลงมาบนร่างกายของเด็กหนุ่มต่อหน้าต่อตาของหลิงจี
“เปรี้ยง!”
“ไม่นะ!!” มองเห็นภาพนี้! หลิงจีถึงกับล้มทั้งยืน ใบหน้าขาวซีด หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ทว่าหลังจากนั้นไม่นานนัก! สายตาของนางก็ไปกระทบเข้ากับร่างกายเย่หยุนซีที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนยอดเขาสูงชันด้วยสภาพที่ดูอ่อนล้า
“คุณชาย!” หลิงจีรีบพุ่งทะยานขึ้นไปประคองเขาเอาไว้
“สะ เสี่ยวหลิง มาได้อย่างไร?”
“ท่านอย่าพึ่งพูดให้มากความ ตอนนี้ข้าต้องรีบพาท่านกลับไปรักษาก่อน!” พูดจบ! นางก็พยายามที่จะแบกเย่หยุนซีขึ้นหลัง แต่เด็กหนุ่มกลับฉุดรั้งจนนางล้มลงนอนกับพื้นไปพร้อมๆกันในเวลาต่อมา
“ว้าย!”
“อ่า.......ไม่จำเป็นต้องรักษาอะไรทั้งนั้น ท่านดูนี่สิ” เย่หยุนซีกล่าวพลางยืนแขนให้หลิงจีดู ซึ่งสิ่งที่นางเห็นก็คือรอยไหม้ที่ค่อยๆลอกจนกลายเป็นผิวพรรณอันเรียบเนียนเปล่งปลั่ง
หลิงจีดวงตาเบิกกว้าง “นะ นี่มัน!!”
“มันคือการบ่มเพาะกายเนื้อโดยใช้สายฟ้าหลอมร่างน่ะ” เด็กหนุ่มแถลงไข
“ถึงกับฝึกฝนทักษะอันตรายเช่นนี้!! เย่หยุนซี ท่านทำให้ข้าเกือบหัวใจวายตายแล้วรู้ไหม!” นางรีบลุกขึ้นนั่งอย่างไว ในใจนึกอย่างจะทุบตีเขาสักครั้งโทษฐานที่ทำให้นางเป็นห่วงจนแทบบ้า
“เอ่อ.....เสี่ยวหลิง ข้าขอโทษ ท่านอย่าโกรธข้าเลยนะ” เย่หยุนซีลุกขึ้นโอบกอดนางจากทางด้านหลัง พร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง
การกระทำนี้ทำเอาหลิงจีถึงกับลืมความโกรธไปเกือบหมดสิ้น แถมใบหน้ายังแดงกล่ำด้วยความเขินอาย เพราะมันเป็นครั้งแรกที่เย่หยุนซีตั้งใจโอบกอดนาง
“เย่หยุนซี ข้ารู้ว่านี่มันอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน แต่ขอร้องเถอะ อย่างน้อยก็ขอให้ข้าได้อยู่เป็นเพื่อนคอยเฝ้าระวังในตอนที่ท่านทำเรื่องอันตรายๆเช่นนี้ได้หรือไม่?” นางบ่นแกมถาม
เย่หยุนซีพยักหน้า “ได้ๆ ข้ารับปาก แต่ท่านยังไม่ตอบคำถามข้าเลยว่ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
หลิงจีเมื่อได้ยินก็หมุนกายหันมาหาเขาทั้งๆที่ถูกโอบกอดไว้เช่นนั้น “ท่านหายไปนาน ข้าก็เลยออกตามหา จนกระทั้งมองเห็นสายฟ้าฝ่าลงมาที่นี่ซ้ำๆก็เลยลองมาดูแล้วก็พบเจอท่านในสภาพปางตาย”
คำตอบนี้ทำเอาเย่หยุนซีถึงกับยิ้มเจื่อนตอบกลับไป แต่ทันใดนั้น โฉมสะคราญก็พลันหน้าแดงระเรื้อแล้วเบือนหน้าหนีเขาในทันที
“ยะ เย่หยุนซี ท่านใส่อาภรณ์ก่อนดีไหม”