รอจนกว่าจะได้รัก (
เขาว่ากันว่า.....
การซ่อนรอยน้ำตาภายใต้สายฝนโปรยปรายจะดูแเีที่สุด
ทว่า การซ่อนร่องรอยความเศร้าโศก หยดน้ำตาที่ใกล้หยาดริน หรืออารมณ์หม่นเศร้าไว้ในเสียงเพลง บทกวีหรือแม้กระทั่งในตัวอักษรบนเื่ราวที่ปั้นแต่ง ก็กระทำได้แเีไม่แพ้กัน
ชนวิชญ์ ต่างออกไปเล็กน้อยที่เลือกซ่อนเื่ราวเ่าั้ไว้กับผืนผ้าใบสีขาวหม่น มันให้อารมณ์อันหลากหลายยามเมื่อได้บรรจงบรรเลงปลายแปรงของพู่กันลงไปบนผืนผ้าใบผืนนั้น ความเจิดจ้าของแสงอาทิตย์สะท้อนระยิบระยับกับผิวน้ำ สะพานที่ทอดยาว หากมองจากมุมสะพานจะเห็นพระปรางค์ของวัดแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ มันสวยงามในสายตาของศิลปินผู้วาด
ทว่าผู้ยืนมองภาพนั้นกลับไม่ชอบใจเอาเสียเลย
ยามสายน้ำโอบอุ้มทุกสรรพสิ่งที่ตกลงสู่เบื้องล่าง
ความเศร้าโศกถูกห่มคลุมไปด้วยความเย็นเยียบ
หากแต่ไม่ทำให้รู้สึกหนาวเหน็บอีกต่อไป....
นั่นแหละ คำบรรยายใต้ภาพนั่นแหละที่ปรุฬฤทธิ์ (ปะรุนริด) ไม่ชอบใจถึงขั้นออกอาการฮึดฮัดให้กับชายหนุ่มผมยาวประบ่าที่นั่งวาดภาพอยู่ภายในห้องเดียวกัน
“วันนี้วันหยุดผมนะฤทธิ์”
ชนวิชญ์ว่าขึ้นหลังละสายตาและหยุดลงสีภาพวาดเมื่อมันเสร็จสวยงามตามความ้าของเ้าตัว เขาขมวดคิ้วมองชายหนุ่มอีกคนที่ง่วนกับการพับแขนเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทของเ้าตัว
“ออกไปทำภารกิจกับผมมั้ย”
“ฤทธิ์ วันนี้ผมหยุด”
“ก็อยากให้ชนไปด้วยกัน”
ใบหน้างอแงของชายหนุ่มวัยกลางวันทำให้ชนวิชญ์ส่ายหน้าน้อย ๆ เขายืนขึ้นแล้วยกผืนผ้าใบไปเก็บไว้ในห้องผลงาน ก่อนจะกลับออกมาหยิบนมกล่องแล้วเจาะหลอดดูดเสียงดังจนกล่องฟีบแบน
“วันนี้ว่าจะไปรับใบชาน่ะ มันใกล้หมดแล้ว”
ชนวิชญ์บอกปัดด้วยการพูดในสิ่งที่ตน้าจะทำในวันนี้
“อืม เดี๋ยวนี้มนุษย์ดื่มชามากขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อน”
“คงไม่อยากจำอะไรแย่ ๆ มั้ง”
ปรุฬฤทธิ์ยกยิ้ม ซึ่งเขาไม่ชอบรอยยิ้มแบบนี้เลยสักนิด
“เหรอ”
“ฤทธิ์ไม่พอใจอะไรเราหรือเปล่า”
“เปล่านี่”
คนมีชนัฎติดหลังหลบสายตาที่มองมาของปรุฬฤทธิ์
รู้เหรอ....ไม่หรอกน่า
“อย่าทำอะไรเกินตัวนะชน อย่าคิดว่าผมไม่รู้”
“อ...อะไร”
“ผมจะปล่อยเขาไป แต่ชนรู้ใช่มั้ยเวลาของเขาใกล้หมดเต็มที”
“....”
“อย่าทำอะไรแบบนั้นอีก”
“อืม”
“ไม่มีครั้งหน้าแล้วด้วย”
“ฤทธิ์”
“หรือผมควรให้คุณดื่มชาดี”
“ม...ไม่นะ”
“นั่นแหละ ก็อย่าทำอย่างนั้นอีก”
“อื้อ!”
ใบหน้าของชนวิชญ์ถูกปลายนิ้วดันขึ้นให้รับััจากริมฝีปากหนาของปรุฬฤทธิ์ มันบดขยี้ลงมารุนแรงราวกับจะให้มันเป็ดั่งบทลงโทษที่คนตรงหน้าบังอาจท้าทายแหกกฏของการเป็ ยมทูต
หน้าที่ของยมทูตนั้นมีเพียงการนำทางดวงิญญามุ่งสู่ยมโลก
แต่เมื่อวานคนตรงหน้าเขากลับ ช่วยเหลือ มนุษย์ผู้นั้น
โชคดีที่เขาจัดการได้ทันท่วงที และชายหนุ่มผู้นั้นยังหลงเหลือแต้มบุญในการยื้อชีวิตอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นละก็ชนวิชญ์เองก็จะกลายเป็ดวงิญญาที่แตกสลาย เพราะทำผิดกฎ
มนุษย์ผู้กระทำเคราะห์กรรมหนัก หากเมื่อหมดลมหายใจแล้วถ้าไม่ได้ลงไปรับทัณฑ์ทรมานยังขุมนรกเบื้องล่าง ก็มักจะถูกทาบทามให้รับหน้าที่ ผู้นำทางดวงิญญา ซึ่งมักปะปนและกระจายตัวอยู่ร่วมกับเหล่ามนุษย์โลก ดังเช่นที่เขาและชนวิชญ์กำลังทำหน้าที่อยู่
“เจ็บ”
ถึงแม้จะเป็เพียงยมทูตแต่พวกเขาก็มีความรู้สึก รับรู้ความเ็ป อารมณ์ต่าง ๆ ทั้งของตนเองและมนุษย์โลก ตอนนี้ชนวิชญ์ปาดป้ายเอาน้ำลายที่เลอะมุมปากออกพร้อม ๆ กับจับริมฝีปากที่บวมเจ่อ
“ทำโทษ”
“ไปทำงานเลยนะ”
ปั้นปึ่งใส่ยมทูตหนุ่มร่างสูง แม้จะเป็ยมทูตเหมือนกันแต่อีกคนก็ทำหน้าที่นี้มานานกว่าตน เคยแอบถามตอนที่เจอกันใหม่ ๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า เขามีอายุมาหลายร้อยปีแล้ว ข้อมูลนั้นทำเอาชนวิชญ์ตาโต เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของปรุฬฤทธิ์ราวกับชายหนุ่มอายุสามสิบต้น ๆ
“ผมได้ยินนะ จะบอกว่าผมแก่หรือไง เด็กน้อย”
เฮ้อออออออ
ชนวิชญ์อยากจะเถียงใจแทบขาด แต่เมื่ออายุของเขาในขณะนี้รวมกับตอนเป็มนุษย์รวมกันยังไม่ถึงหนึ่งร้อยปีดี ก็ได้แต่ขมุบขมิบปากค้อนอากาศไปเรื่อย
“รีบกลับมานะ เสร็จงานจะพาไปร้านนม มีร้านนมมาเปิดใหม่ไอิญญาเข้มข้นใช้ได้เลย”
“ไปลองมาแล้วละสิ”
“ใช่”
“อื้อ แล้วจะรีบกลับนะ”
“อย่าซนล่ะ”
ทิ้งท้ายไว้ไม่รอให้ยมทูตร่วมบ้านอุทธรณ์ให้ตัวเองก็ขยับไทป์แล้วเดินตัวปลิวออกไปด้านนอกทันที
ชนวิชญ์ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเตรียมตัวไปรับใบชาที่ต้องใช้เพื่อลบความทรงจำของเหล่าิญญาก่อนนำดวงิญญาเ่าั้สู่ภพภูมิตามบุญกรรมของตน
ย้อนกลับไปราว ๆ หกสิบปีก่อน เขาเจอปรุฬฤทธิ์ตอนที่อีกฝ่ายมารับดวงิญญาของเขา
ดวงิญญาที่คล้ายจะทำผิดมหันต์ ตามกฎของปรโลกน่ะนะ
เขาทิ้งตัวลงจากสะพานสูง ใช้สายน้ำโอบอุ้มทุกความเ็ป ผิดหวัง และลบรอยแผล ยามเมื่อพยายามจะใช้ชีวิตแล้วแต่ดูเหมือนหนทางจะมืดมนไปหมด
เขาตื่นขึ้นมาบนสะพานแห่งนั้น มีผู้นำทางดวงิญญายืนรอรับเขาอยู่ เพียงแต่ในตอนนั้นอีกฝ่ายเพียงแค่ยกยิ้มเศร้า ๆ แล้วเอ่ยปลอบประโลมเขาด้วยคำพูดสั้น ๆ
.
“คุณยังเริ่มต้นใหม่ได้เสมอนะ ตามผมมาสิ”
หลังจากวันนั้น ชนวิชญ์ก็รับหน้าที่เป็หนึ่งในผู้นำดวงิญญาของเหล่ามนุษย์สู่ปรโลก
ยมทูตหนุ่มอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกถึงการกระทำหลากหลายที่ปรุฬฤทธิ์มีต่อเขา มันเป็ความหวังดีในรูปแบบที่ตอนยังมีชีวิตเขาค่อนข้างที่จะไม่ได้รับมากนัก
ชนวิชญ์แต่งตัวเรียบร้อยก็ออกจากที่พักมุ่งหน้าไปซื้อใบชาตามที่บอกอีกฝ่ายไว้ กว่าจะทำธุระเสร็จก็เย็นย่ำค่ำมืด
หิวแฮะ แต่ยมทูตอย่างพวกเขาดื่มกินได้แต่ไอิญญา และไอิญญาที่ว่าก็มีในน้ำนมวัว ก็ตามที่ปรุฬฤทธิ์ว่านั่นแหละ ค่ำนี้จะพาเขาไปซื้อ
สองยมทูตเดินฝ่าความมืดมิดไปในซอยเปลี่ยวที่มีบ้านเก่าหลบมุมอยู่ท้ายซอยด้วยท่าทางเชื่องช้าหลังจากที่ทั้งคู่ซื้อนมมาดื่มและขอแบบเป็แกลอนอีกคนละหนึ่ง พวกเขาสามารถเลือกได้ว่าจะปรากฏกายให้มนุษย์เห็นหรือไม่เห็นก็ได้ตามแต่ใจนึก ซึ่งในตอนนี้ไม่มีมนุษย์คนใดจะสามารถมองเห็นพวกเขาได้ทั้งนั้นจนกระทั่งกลับถึงบ้าน
“ชอบหรือเปล่า”
“อื้อ”
ปรุฬฤทธิ์ถามยมทูตที่นั่งดูดนมกล่องบนโซฟาจนแก้มอ้วน เขานึกเอ็นดูอีกฝ่ายขึ้นมาตงิด ๆ ใบหน้าน่ารักเมื่อครั้งหนึ่งเคยปรากฏร่องรอยของความเศร้า มาบัดนี้กำลังยิ้มแย้มแจ่มใส
เขาอยากรักษารอยยิ้มนี้ไว้ให้นานที่สุด
แต่รู้ดีว่าตัวเขาเอง ก็เหลือเวลานั้นไม่มากนัก
ไม่อยากปิดบัง และยังไงวันนี้คงต้องบอก
“ชน”
“หือ”
“ฤทธิ์มีเื่จะบอก”
“อื้อ”
“แต่สัญญามาก่อนว่าจะไม่เชื่อเหลืุ์แบบเมื่อวานอีก”
“ได้ ชนสัญญา”
“ชน”
“หืม”
“ฤทธิ์ ฤทธิ์ต้องไปแล้วนะ”
“ไป...ไปไหน”
คล้ายวินาทีที่โลกหยุดหมุนหากแต่ดวงตากลมโตของชนวิชญ์ยังคงสะท้อนความสงสัยและตื่นใเอาไว้เต็มเปี่ยมไม่ได้ถูกหยุดเวลาไปด้วย
“ถึงคิวที่ฤทธิ์ต้องไปเกิดแล้ว”
“เกิด?”
อ้อ อีกฝ่ายทำงานมาแล้วหลายร้อยปีคงพอชดใช้สิ่งผิดบาปเ่าั้จนหมดสิ้นแล้ว
“อื้อ แต่ถ้าชนไม่อยาก-”
“ไปเถอะ ชนรู้ว่าฤทธิ์รอเวลานี้มานานแล้ว”
“แต่ฤทธิ์เป็ห่วง”
“ชนอยู่ได้ จะไปเมื่อไหร่”
“อีกห้าวัน”
“ห้าวัน...”
ชนวิชญ์จ้องหน้าปรุฬฤทธิ์นิ่ง
“อีกหลายวันเลย อย่าคิดมากน่า”
เขาวางกล่องนมลงบนโต๊ะ ยื่นมือไปััแก้มของปรุฬฤทธิ์แ่เบา ยิ้มน้อย ๆ ให้คนตรงหน้าแม้ว่ามันจะจืดเจื่อนไปบ้างแต่ก็พยายามยิ้มอย่างเต็มที่
“เมื่อถึงเวลานั้นฤทธิ์ต้องลืมชนนะ”
ชนวิชญ์บอกพยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอของตน
“ไม่ ชนจะไม่ดื่มชานั่น”
“ไม่ได้หรอก อย่าแหกกฎสิปรุฬฤทธิ์”
“รักชนนะ”
เสียงนั้นแหบแห้ง สั่นพร่า ปรุฬฤทธิ์พูดมันด้วยท่าทางเศร้าโศก
“ชนก็รักฤทธิ์นะ”
“ฤทธิ์จะรอ”
“อย่ารอ”
“งั้นฤทธิ์จะขอพร ให้เราทั้งคู่ได้รักกันอีกครั้ง”
“จะรอชนจริง ๆ เหรอ ไม่รู้อีกนานแค่ไหนเลยนะ”
“ไม่เป็ไร รอได้ ยังไงฤทธิ์ก็จะรอ”
“ฤทธิ์”
“ครับ”
“ทำไมต้องโกหก”
ปรุฬฤทธิ์เม้มปากแน่น เมื่อมือของชนวิชญ์ที่ทาบทับอยู่ค่อย ๆ ลดเลือนััเ่าั้ลง และชนวิชญ์รับรู้ได้ทันทีว่า
เวลาของปรุฬฤทธิ์ใกล้จะหมดลงแล้ว
“ขอโทษ ฤทธิ์ไม่ได้รับโอกาสให้บอก”
“งั้นไม่เป็ไร”
ดวงตากลมโตของชนวิชญ์ฉายแววเข้าใจแม้จะมีน้ำตาหยดไหลลงอาบแก้ม
“แลกกับการให้ฤทธิ์และชนจดจำกันได้ในภพหน้า”
“ได้ จะภพหน้าหรือภพไหน ๆ ชนจะตามหาฤทธิ์”
“ไม่ เราจะตามหากันต่างหาก”
นิ้วหัวแม่มือของชนวิชญ์แตะลงบนริมฝีปากก่อนที่ใบหน้าจะโน้มเข้าหาแล้วประกบจูบกับร่างที่เลือนลางตรงหน้า
“รอนะ”
ปรุฬฤทธิ์เอ่ยร้องขอ
“อื้อ รอ ไม่มีทางลืม ชนจะไม่ลืม”
“รักนะ”
“รักเหมือนกัน”
ถ้อยคำกระซิบแ่จากปรุฬฤทธิ์ทำให้ชนวิชญ์ที่น้ำตาไหลหลุดยิ้มออกมา
สองร่างโถมตัวเข้ากอดกันแน่น จนกระทั่งอ้อมแขนนั้นเลือนรางลงเรื่อย ๆ
จากทั้งคู่
“ขอโทษที่โกหกนะฤทธิ์”
“อ..อะไร”
“ถ้าจำกันได้อย่าโกรธกันนะ”
“หือ”
ก่อนที่ปรุฬฤทธิ์จะเข้าใจเื่ราวทั้งหมด ร่างของชนวิชญ์ก็สลายหายไปต่อหน้าเขา พร้อมเสียงกระซิบข้างหูชวนให้อยากกรุ่นโกรธอีกฝ่าย
“ขอโทษที่ไม่ได้บอกว่าจะไปเกิดวันนี้เหมือนกัน ชนแลกกับการขอพรน่ะ ขอให้เราได้กลับมารักกันอีก”
ปรุฬฤทธิ์ยิ้มจางท่าทางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะชนวิชญ์มีพลังน้อยกว่าเขาเนื่องจากยังเป็ยมทูตมือใหม่ เขาที่มีพลังเยอะกว่าจึงทำได้แค่เพียงมองร่างของชนวิชญ์ค่อย ๆ เลือนหายไปก่อนร่างของตน
“ไอ้ตัวแสบ”
“...”
“แล้วเจอกันนะครับ ชนวิชญ์”
THE END
Talk: ่นี้ทดลองแต่งเื่สั้นบ้าง ยาวบ้าง กำลังหาแนวทางไปเรื่อย ๆ ค่ะ หากใครชอบเื่นี้เมนต์บอกกันได้นะคะ ไม่ทิ้งเื่หลักแน่นอนค่ะ แค่่นี้สมองแล่นเื่สั้นเยอะหน่อย แฮ่