จ้าวเต๋อเฉวียนพาหลินซีและเสิ่นเฉินตรงมายังภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว เชิญพวกเขาเข้าไปยังห้องพักรับรองในสวนด้านหลัง ทั้งยังกำชับให้เสี่ยวเอ้อร์รีบรินชาชั้นดีให้อย่างแข็งขัน
หลินซีเห็นท่าทีเช่นนี้ ในใจก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
‘แค่ขายผักป่าไปครั้งเดียว ต้องดูแลกันดีขนาดนี้เชียวหรือ?’
หลินซีตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ “เถ้าแก่จ้าว ท่านพูดมาตามตรงเถิดเ้าค่ะ ว่าท่าน้าพูดคุยอะไรกับพวกเรา?”
นางกับเสิ่นเฉินขนเอาของป่าออกมาขายอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกับใครไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะกับเถ้าแก่ตรงหน้า ก็เพิ่งเคยขายผักป่าให้เขาไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ จ้าวเต๋อเฉวียนย่อมไม่อาจรู้ได้เลยว่านางจะมาวันนี้ แล้วเหตุใดจึงรีบร้องเรียกนางไว้อย่างร้อนรนขนาดนั้น เป็ไปได้อย่างเดียวว่าต้องอยากเจรจาเื่อื่น ที่ไม่ใช่ซื้อสินค้าในเกวียนแน่
จ้าวเต๋อเฉวียนได้ยินวาจาของหลินซีก็หัวเราะเบา ๆ “แม่นางช่างตรงไปตรงมาเสียจริง”
กล่าวจบ เขาก็มองไปทางเสิ่นเฉินคล้าย้ารู้จัก
หลินซีเห็นจึงแนะนำง่าย ๆ “เขาคือสามีของข้าเ้าค่ะ”
คำพูดนี้ทำให้ชายหนุ่มหันมามองนางทันที
หลินซีรีบส่งสายตาเป็เชิงขอร้องไปให้เขา ‘อย่าเพิ่งขัดคอกันตอนนี้เลย เงียบไว้ อะไรก็อย่าพูดเป็ดีที่สุด นางแค่ขอยืมสถานะสามีภรรยามาใช้ชั่วคราวเท่านั้น’
ไม่รู้ว่าเสิ่นเฉินเข้าใจความหมายจากสายตานาง หรืออาจเป็เพราะเหตุผลอื่นใด แต่เขาก็ยินยอมทำตามแต่โดยดี แสดงท่าทีราวกับว่าทุกอย่างให้นางเป็ผู้ตัดสินใจ ไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว
ยุคนี้สมัยนี้ สตรีน้อยคนนักที่จะออกมาทำการค้าแบบออกหน้า ยิ่งกว่านั้นยังแทบไม่มีสตรีคนใดเป็ใหญ่ในบ้าน โดยพื้นฐานแล้วเื่เล็กเื่ใหญ่ในครอบครัวล้วนต้องให้บุรุษเป็ฝ่ายตัดสินใจ
จ้าวเต๋อเฉวียนจึงเข้าใจไปเองว่าผู้มีอำนาจต่อรองที่แท้จริงคือเสิ่นเฉิน เขาเผยรอยยิ้มเป็มิตร แล้วกล่าวกับเสิ่นเฉินอย่างสุภาพ
“คือเื่เป็เช่นนี้ เมื่อวานภรรยาของท่านได้นำของมาขายให้ระ—”
ทว่าเกริ่นไปไม่ถึงครึ่งประโยค เสิ่นเฉินก็เอ่ยขัดขึ้น “ข้าให้นางตัดสินใจ ท่านพูดกับนางเถอะ”
“...หา?”
มือหนายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนย้ำคำเนิบช้า “ข้า…ฟัง…นาง”
จ้าวเต๋อเฉวียนหันกลับไปมองหลินซีด้วยสีหน้าตกตะลึงระคนประหลาดใจ
หลินซีรู้สึกพึงพอใจในการกระทำของชายหนุ่มข้าง ๆ จึงส่งยิ้มบาง พลางพยักหน้าพร้อมเอ่ยปาก “ท่านพูดต่อเถอะ ข้าฟังอยู่เ้าค่ะ”
จ้าวเต๋อเฉวียนนิ่งมองด้วยความฉงน เห็นคนหนุ่มเอาแต่นั่งจิบชาท่าทางไม่สนใจจะฟัง อีกทั้งยังดูไม่ยี่หระต่อเื่ของภรรยาแม้แต่น้อย จึงกดความประหลาดใจเอาไว้ แล้วกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“เื่เป็เช่นนี้ ผักป่าที่แม่นางขายให้ร้านเราเมื่อวานนั้น ลูกค้าชื่นชอบกันมาก ข้าจึงอยากถามแม่นางว่ายังมีของดีแบบนั้นมาขายอีกหรือไม่?”
‘อ้อ! ที่แท้ก็เป็เพราะเหตุนี้เอง’
หลินซีพลันกระจ่างแจ้งแก่ใจ แต่ก็ไม่รีบร้อนตอบรับในทันที กลับเอ่ยหยั่งเชิงไป “เถ้าแก่จ้าว เมื่อวานตอนที่ข้าขายผักให้ท่าน ข้าก็บอกแหล่งที่มาของมันไปแล้ว ท่านย่อมรู้ดีว่าผักป่าพวกนี้ขุดมาจากบริเวณเขาพยัคฆ์คำราม ในเมื่อท่าน้า เหตุใดไม่หาคนขึ้นไปเก็บเองหรือเ้าคะ?”
ร้านอาหารใหญ่โตถึงเพียงนี้ ไหนเลยจะหาคนไปเก็บผักป่าไม่ได้?
…แล้วเพราะเหตุใดถึงยอมถามซื้อผักกับนาง?
หญิงสาวอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเถ้าแก่จ้าวผู้นี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่อีกหรือไม่
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เจรจาการค้าก็เช่นกัน นอกจากต้องรอบคอบ ยังต้องรู้ให้รอบด้าน แม้นางจะอยากหาเงินมากแค่ไหน แต่หากเป็เื่ที่อาจนำภัยมาถึงตัว หลินซีก็ขอผ่าน…ไม่มีทางยอมทำเด็ดขาด!
เมื่อได้ยินคำถามระวังภัยเช่นนี้ จ้าวเต๋อเฉวียนก็ถอนหายใจแ่เบา แล้วตอบอย่างตรงไปตรงมา “ไม่ขอปิดบังท่านทั้งสอง เขาพยัคฆ์คำรามอันตรายเกินไป คนทั่วไปไหนเลยจะเต็มใจขึ้นไปกัน ต่อให้หาคนไปได้ แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าผักชนิดนั้นอยู่บริเวณใด ที่สำคัญคือ—”
จ้าวเต๋อเฉวียนเหลือบมองหลินซีอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนจะกล่าวต่อด้วยสีหน้าลำบากใจ
“เมื่อวานมีเพียงข้า เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่ง และพ่อครัวจ้าวเท่านั้นที่ได้เห็นผักป่านั่น แต่พวกเรากลับไม่มีใครจำลักษณะของมันได้แม่นยำเลยแม้แต่คนเดียว”
…เพียงแค่ลักษณะของผักยังจำไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดถึงการไปตามหาด้วยตัวเองแล้ว…
จ้าวเต๋อเฉวียนถอนหายใจอีกครั้ง แล้วกล่าวต่อแววตาจริงจัง “เช่นนี้ดีหรือไม่ พวกเรามาทำธุรกิจร่วมกัน แม่นางเป็ผู้รับผิดชอบจัดหาของมาส่งให้กับร้านของเรา ส่วนพวกเราจะรับซื้อไว้ทั้งหมดเอง”
ในฐานะผู้กุมบังเหียนของภัตตาคารใหญ่ จ้าวเต๋อเฉวียนไม่ได้มองเพียงผลกำไรเฉพาะหน้าเท่านั้น
การจ้างคนออกไปตามหาวัตถุดิบเองมีต้นทุนสูงมาก ยิ่งเป็ผักป่าที่ไม่รู้จักด้วยแล้วก็ไม่รู้จะต้องสูญเงินเปล่าหรือไม่ อย่างไรในวันนี้จู่ ๆ ก็ประจวบเหมาะ โชคดี ได้พบแม่ค้าผู้นำผักมาขายโดยตรงแล้ว การรีบตกลงผูกขาดรับซื้อผักกับนางเสียเลยจึงคุ้มค่ากว่ากันมากโข ในเมื่อร้านอาหารอื่นไม่มีผักป่าชนิดนี้ ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวของเขาย่อมสามารถนำไปทดลองคิดค้นสูตรเด็ด โฆษณาส่งเสริมเป็จานเด่นประจำร้านได้
หากลองคำนวณดูอย่างละเอียด ธุรกิจร่วมครั้งนี้ร้านของเขาย่อมไม่มีทางขาดทุนแน่นอน
หลินซีทำท่าครุ่นคิด แล้วเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง “ไม่ว่าข้าจะมีของมากเท่าไหร่ พวกท่านก็รับซื้อทั้งหมดหรือเ้าคะ?”
จ้าวเต๋อเฉวียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น “รับซื้อแน่นอน!”
“แล้วถ้าหากวันไหนพวกท่านขายไม่หมด เหลืออยู่จำนวนมาก วันรุ่งขึ้น ข้านำมาส่งอีก พวกท่านก็ยังจะรับซื้อไว้หรือไม่?”
จ้าวเต๋อเฉวียนหัวเราะเสียงดัง ตอบอย่างมั่นใจ “ไม่ขอปิดบังแม่นาง ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวของเรามีสาขาอยู่ในอำเภออื่นด้วย หากสาขานี้ขายไม่หมด ก็ยังมีสาขาอื่น ๆ ที่้าของเหล่านี้อีกมากมาย”
คำตอบนี้ชัดเจนมาก มันหมายความว่า ‘ไม่ต้องกังวลเื่ช่องทางการระบายสินค้าเลย’
หลินซีวางใจขึ้นเล็กน้อย แต่ธุรกิจสำคัญเช่นนี้จะรีบตัดสินใจในทันทีคงไม่ได้
หญิงสาวตกผลึกความคิดชั่วครู่ แล้วจึงยื่นข้อเสนอ “เช่นนี้ดีหรือไม่ สองสามวันแรก ข้าจะส่งของให้ร้านของท่านวันละสามสิบชั่งก่อน ให้พวกท่านได้ลองดูว่ายอดขายเป็อย่างไร”
ทว่าจ้าวเต๋อเฉวียนส่ายหน้าทันที “แค่ปริมาณที่ใช้อยู่ตามปกติหนึ่งวัน อย่างน้อยก็ต้องเก้าสิบชั่งขึ้นไปแล้ว สามสิบชั่งไม่พอแน่นอน!...”
เขาไม่ได้ค้าขายเพียงทำอาหารขึ้นโต๊ะภายในภัตตาคารเท่านั้น แต่ยังมีคฤหาสน์ขุนนางและคหบดีหลายบ้านที่สั่งจองอาหารจากเค่ออวิ๋นโหลวเป็ประจำ แน่นอนว่ารายการอาหารจานใหม่จากวัตถุดิบแปลกใหม่น่าสนใจเช่นนี้ ก็ย่อมต้องนำไปให้ผู้มีอันจะกินเ่าั้ได้ลิ้มลองเพื่อกระชับความสัมพันธ์อยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวก็ไม่ได้มีเพียงสาขาเดียว การกระจายวัตถุดิบเป็เื่ที่ผู้ควบคุมดูแลกิจการร้านอาหารอย่างเขาคุ้นชินอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอให้ทดลองขายจากปริมาณน้อยดูก่อนก็เป็เื่ที่จ้าวเต๋อเฉวียนรู้สึกเห็นด้วย หากขายไม่ออกจริง ๆ ก็ยังสามารถหยุดความเสียหายได้ทัน ท่วงที แม้ลูกค้าคนสำคัญผู้นั้นจะรับประทานแล้วถูกปาก แต่ก็ไม่มีผู้ใดจะรับประกันได้ว่า รายการอาหารใหม่จากของป่าแปลกจะประสบความสำเร็จแน่นอน
จ้าวเต๋อเฉวียนจึงกล่าวเสริม “...แต่ข้าก็คิดว่า ข้อเสนอของแม่นางน่าสนใจมาก เช่นนั้นสามวันแรก แม่นางลองส่งให้เราวันละหนึ่งร้อยชั่งก่อนได้หรือไม่ ร้านของเราจะรับซื้อของไว้ทั้งหมดแน่นอน”
หลินซีครุ่นคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจพยักหน้ารับ “ตกลงเ้าค่ะ”
จ้าวเต๋อเฉวียนยิ้มหน้าบานทันที เมื่อนึกถึงสัตว์ป่าที่หลินซีกับเสิ่นเฉินขนขึ้นเกวียนวัวมาขาย เขาก็เอ่ยออกมาอย่างใจกว้าง
“เพื่อแสดงความจริงใจ สัตว์ป่าที่พวกท่านนำมาวันนี้ ข้าขอรับซื้อไว้ทั้งหมดเลยก็แล้วกัน!”
หลินซีได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย องค์เทพเ้าแห่งการค้าประทับร่าง ปากเจรจา “แต่…นั่นไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ เลยนะเ้าคะ”
“ไม่เป็ไร ๆ” จ้าวเต๋อเฉวียนโบกมือไปมาด้วยท่าทีราวกับเศรษฐีเหมาแผงผักเล็ก ๆ ของชาวนา
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย ทั้งสามจึงเดินออกไปตรวจดูสินค้าที่ขนมา บนเกวียนวัวนั้นมีไก่ป่าสี่ตัว กระต่ายป่าห้าตัว หมูหริ่งป่าสามตัว? หมูป่าตัวเล็กหนึ่งตัว?! และ…กวางป่าวัยรุ่นอีกสองตัว?!!
ไก่ป่า กระต่ายป่ายังถือว่าพบเห็นได้ทั่วไป แต่หมูหริ่ง หมูป่า กับกวางป่า ปีทั้งปีจะมีผู้ขนมาขายสักกี่คน หรือขนมาทีจะมีให้รับซื้อสักกี่ชั่ง? เนื้อพวกนี้ไม่ใช่ว่าจะพบกันได้ง่าย ๆ เลย!
ครั้งนี้จ้าวเต๋อเฉวียนจึงยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น แต่ก็ดีใจอย่างยิ่ง คราแรกเขานึกว่าจะมีเพียงสัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้นเสียอีก ไม่คิดว่าจะมีของดีขนาดนี้ เถ้าแก่จ้าวเห็นสินค้าในเกวียนวัวแล้วตาวาวราวกับเห็นทองคำกองตรงหน้า…ของที่ได้มาต้องทำเงินให้เขาได้มากแน่! งานนี้รุ่งเรืองแล้ว!
เขาหันไปกล่าวกับแม่ค้าสาวด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม “แม่นาง ไก่ป่าข้าให้พวกท่านตัวละสี่เฉียน กระต่ายป่าตัวละห้าเฉียน หมูหริ่งป่าตัวละเจ็ดเฉียน หมูป่าหนึ่งตำลึงสามเฉียน ส่วนกวางป่าหนึ่งตำลึงห้าเฉียน พวกท่านเห็นว่าอย่างไร?”
หลินซีคำนวณในใจ… ราคาที่อีกฝ่ายเสนอให้ รวมทั้งหมดเป็เงินสิบตำลึง!
นี่มากกว่าที่นางคาดการณ์ไว้เสียอีก
‘เถ้าแก่จ้าวผู้นี้ไม่เลวเลย ทั้งรู้จักทำการค้าและผูกสัมพันธ์ไปพร้อมกัน แบบนี้ถึงจะน่าคบค้า’
หลินซีหันไปมองเสิ่นเฉิน ส่งสายตาถามความเห็นจากเขา
เสิ่นเฉินพยักหน้าเบา ๆ เป็เชิงบอกว่ายอมรับข้อเสนอนี้
เมื่อเห็นสองสามี-ภรรยาผู้ขายตกลงกันเรียบร้อย ผู้ซื้ออย่างจ้าวเต๋อเฉวียนจึงหันไปสั่งเสมียนให้ไปเบิกเงินมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“แม่นาง ต่อ—”
“ขออภัย ข้าแซ่หลินเ้าค่ะ” หลินซีรีบเอ่ยตัดบทอย่างสุภาพ
จ้าวเต๋อเฉวียนจึงเปลี่ยนถ้อยคำทันที “แม่นางหลิน ต่อไปหากมีของดี ๆ หรือสัตว์ป่าเช่นนี้อีก ก็สามารถนำมาส่งให้ข้าที่นี่ได้เลย”
หลินซียิ้มตอบพร้อมพยักหน้ารับ
‘มีช่องทางทำเงินมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่รับไว้ก็เหลือแค่รออดตายเท่านั้น!’
หลังส่งมอบของและรับเงินเรียบร้อย หลินซีก็ตกลงกับจ้าวเต๋อเฉวียนว่าจะนำผักป่ามาส่งให้เขาใน่บ่ายของวันถัดไป จากนั้นจึงเดินทางกลับออกมาพร้อมเสิ่นเฉิน
.
.
ระหว่างทาง นางเอ่ยกับชายหนุ่ม
“เห็นหรือไม่ นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าราคาปกติ ต่อไปอย่าได้ค้าขายกับสหายหน้าเืคนนั้นของเ้าอีก แม้แต่จะคบหาก็อย่าทำเลย ข้าว่าเขาเอาเปรียบเ้าจนเกินไปแล้ว”
แววตาของเสิ่นเฉินวูบไหวเล็กน้อย ก่อนตอบรับเสียงทุ้มต่ำตามเดิม “อืม”
ทั้งสองขับเกวียนวัวไปรับไหที่สั่งไว้ ระหว่างรอคนที่ร้านขายไหขนของใส่เกวียนให้ หลินซีก็นึกขึ้นได้ว่านางยัง้าเพาะปลูกพืชผัก จึงขอให้เสิ่นเฉินนำทางไปซื้อเมล็ดพันธุ์ รวมถึงแวะซื้อเนื้อหมูและผักสดอีกเล็กน้อยก่อนกลับ
ระหว่างเดินทางกลับบ้าน หญิงสาวผู้จัดแจงทุกอย่างมาตลอดทางก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เื่เพาะปลูกข้าไม่รู้อะไรเลย คงต้องพึ่งพาเ้าแล้ว เห็นเมล็ดพันธุ์ผักพวกนี้หรือไม่? พรุ่งนี้เ้าก็เอาไปปลูกลงในที่นา ข้าเล็งที่ดินแปลงหนึ่งข้างบ้านไว้ เดี๋ยวกลับไปข้าจะชี้ให้เ้าดู เ้าก็ช่วยปลูกตรงนั้นด้วย ตอนบ่ายเหลือเวลาเ้าค่อยไปล่าสัตว์ แต่หากเหนื่อยก็ไม่ต้องไป เว้นว่างสักวันคงไม่เสียหาย”
เสิ่นเฉินหันมามองนางนิ่ง ๆ ครั้งนี้ไม่ได้ครางรับอย่างว่าง่ายอีก แต่กลับเอ่ยถึงอีกเื่หนึ่ง “เ้าไปขุดผักป่าคนเดียว จัดการไม่ไหวหรอก”
หลินซีชะงักกึก แต่ไม่นานนักมุมปากเล็ก ๆ ก็ยกขึ้น ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบเสียงใส
“ใครบอกว่าข้าจะไปคนเดียวกันเล่า?”
.
.
.