ณ ตำหนักหลักของสาขาเทียนซิง
หลินโม่จดจ้องประตูตำหนักที่ปิดสนิทโดยไม่พูดจาแม้แต่คำเดียวยามนี้จิตใจกลับหนักหน่วงอย่างถึงที่สุด
“เจ้าอย่ากังวลเกินไปเลย”
เฟิงเทียนสิงตบบ่าแกร่งของหลินโม่เบาๆแม้ในใจจะรู้สึกจนปัญญา แต่ก็ไม่รู้ว่าควรพูดโน้มน้าวหลินโม่อย่างไรดีเช่นกัน
ระหว่างทางกลับตำหนักเฟิงเทียนสิงได้ตรวจดูอาการบาดเจ็บคร่าวๆ ของเหลิงอู่เหยียนแล้วบาดแผลภายนอกยังสามารถจัดการได้ด้วยวิชาแพทย์ของเทียนซิงจื่อ อย่างไรก็รักษาหายแน่นอนแต่สิ่งสำคัญคือตันเถียนของเหลิงอู่เหยียนนั้นได้แตกสลายไปเสียแล้วต่อให้เป็นวิชาแพทย์ของเทียนซิงจื่อก็ไม่มีทางคืนสภาพให้กับตันเถียนที่เสียหายไปได้
ตันเถียนของผู้ฝึกตนก็เปรียบเสมือนจุดสำคัญของคนธรรมดาอันแสนเปราะบางต่อให้ได้รับบาดแผลเพียงเล็กน้อยก็อาจสร้างความเสียหายแก่ตันเถียนได้ย่อมส่งผลกระทบมหันต์ต่อการเลื่อนขั้นในวันหน้าอย่างแน่นอน
ตันเถียนของเหลิงอู่เหยียนเสียหายถึงขั้นสาหัสร้ายแรงแทบกลายเป็นเศษละเอียดแล้ว สภาพอาการบาดเจ็บเช่นนี้เฟิงเทียนสิงเคยพบเห็นมาหลายคราแทบไม่มีความเป็นไปได้ที่จะรักษาให้หาย ในสถานการณ์ที่ดีที่สุดคือสามารถฟื้นตันเถียนคืนกลับมาได้บ้างเล็กน้อยทว่าแม้ฟื้นคืนสภาพแล้วอย่างไรความสมบูรณ์ของตันเถียนนั้นก็ไม่มีทางเทียบกับก่อนหน้าได้จากความเสียหายในจุดตันเถียนของเหลิงอู่เหยียนเฟิงเทียนสิงได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้ในใจมาก่อนแล้ว เกรงว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่มีหวังในการทะลวงสู่ระดับหลอมปราณได้อีกต่อไป
หลินโม่ปิดปากเงียบมาโดยตลอดสายตาเอาแต่จดจ้องประตูใหญ่ของสำนักหลักอย่างไม่วางตา
เมื่อยามแปดขวบนั้นเป็นเพราะหลินโม่เอาแต่ห่วงเล่นอะไรบางอย่างจึงวิ่งไปนอกเมืองหลินโจวทว่ายามนั้นกลับรู้สึกได้ว่าสติพร่าเลือน ท้ายสุดก็สิ้นสติไปเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นตัวเขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเช่นกันครั้นฟื้นคืนสติกลับมาก็พบเหลิงอู่เหยียนอยู่ข้างกายแล้ว
ต่อมาเหลิงอู่เหยียนจึงได้บอกว่าหลินโม่สังหารอสูรระดับต่ำตนนั้นไปแล้วอีกทั้งยังช่วยชีวิตเขาเอาไว้
สังหารอสูรระดับต่ำไป...
สำหรับหลินโม่ในวัยนั้นกลับไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไรเดิมทีเขาก็ไม่มีความทรงจำในส่วนนี้อยู่แล้ว ยิ่งบวกกับนิสัยและความยังเด็กเข้าไปจึงไม่ได้ใส่ใจมากมายนักหากแต่ต่อมาเมื่อเติบโตขึ้น หลินโม่ที่ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกตนถึงตระหนักขึ้นได้ว่าอสูรระดับต่ำนั้นน่าสะพรึงกลัวมากเพียงใดหลินโม่จึงเดาว่าเรื่องราวเกี่ยวกับการสังหารอสูรระดับต่ำที่เหลิงอู่เหยียนเคยบอกทั้งหมดเหลิงอู่เหยียนคงฝันไปก็เท่านั้น
หากแต่เหลิงอู่เหยียนกลับยังคงยืนยันคำเดิมมาโดยตลอดว่าไม่ใช่ความฝันเพื่อที่จะตอบแทนหลินโม่ เขาจึงเอ่ยสาบานว่าจะติดตามหลินโม่ไปตลอดชีวิต
แปดปีที่คบหากันมาเหลิงอู่เหยียนรักษาคำสาบานมาโดยตลอด ทั้งคอยตามติดหลินโม่ ไม่หนีไม่ทิ้งไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเรื่องอันใด หรือต่อให้เป็นความตายเขาก็จะยืนขวางหน้าและคอยจัดการแก้ไขปัญหาทุกอย่างเพื่อหลินโม่อยู่เสมอ
นับตั้งแต่วัยเยาว์เป็นต้นมาหลินโม่ก็รู้ว่าความฝันสูงสุดในชีวิตนี้ของเหลิงอู่เหยียนคือการเดินทางไปบนเส้นทางวิถีแห่งการฝึกให้ไกลยิ่งขึ้นหากแต่ยามนี้ตันเถียนของเหลิงอู่เหยียนได้แตกสลายไปแล้ววิถีแห่งการฝึกกำลังจะสิ้นสุดลง สำหรับเหลิงอู่เหยียนนี่ยังทุกข์ทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก
“ไม่มีทางฟื้นคืนสภาพตันเถียนได้จริงๆหรือ?” หลินโม่หันมองเฟิงเทียนซิงพลางเอ่ยถามด้วยความใจเสีย
“เท่าที่ข้ารู้มายามนี้ยังไม่มีวิธีใดที่จะสามารถฟื้นคืนตันเถียนทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์”
เฟิงเทียนสิงส่ายหน้าเบาๆอันที่จริงวิธีรักษานั้นยังมีอยู่ ทว่าวิธีเหล่านั้นล้วนยากเกินไป ไม่ต้องพูดถึงหลินโม่ต่อให้เป็นเฟิงเทียนสิงเองก็ยังมิอาจทำได้แทนที่จะให้ความหวังอันเลือนรางแก่หลินโม่ คงเป็นการดีกว่าที่จะดับไฟความหวังอันน้อยนิดนี้ไปตั้งแต่ต้นลม
อย่างไรเสียยามนี้หลินโม่ก็เพิ่งทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณขั้นต้นได้นับว่าขาข้างหนึ่งได้ก้าวไปสู่วิถีแห่งการฝึกแล้ว จากฝีมือและอายุของหลินโม่ ไม่แน่ว่าอาจจะก้าวไปบนเส้นทางวิถีแห่งการฝึกได้ไกลยิ่งขึ้นดังนั้นเฟิงเทียนสิงจึงไม่อยากให้หลินโม่สิ้นเปลืองเวลาแห่งการฝึกตนอันมีค่าไปกับการช่วยฟื้นคืนสภาพตันเถียนของเหลิงอู่เหยียนนี่เป็นเพียงเจตนาเล็กๆ ที่อาจดูเห็นแก่ตัวของเฟิงเทียนสิงยิ่งไปกว่านั้นจากการบำเพ็ญของหลินโม่ในยามนี้ที่ถึงทางตันไร้ซึ่งหนทางไปตามหาและได้รับโอสถวิเศษที่สร้างเนื้อนิรมิตกระดูกขาวขึ้นมาได้
“ไม่มีจริงๆ หรือ?”หลินโม่จ้องเฟิงเทียนสิงเขม็งไม่ยอมละสายตา
“เจ้ามองข้าไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดีมันไม่มีจริงๆ!”
เฟิงเทียนสิงกัดฟันส่ายหน้าพลางเอ่ยเจ้าหนุ่มหลินโม่อายุยังน้อยแต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะเหมือนกับคนแก่ที่ใช้ชีวิตมานานแล้วก็มิปานสายตาเมื่อครู่ราวกับว่ามองเห็นความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของเขาอย่างทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น
หลินโม่กำลังจะเอ่ยอันใดบางอย่างจู่ๆ ภายในตำหนักใหญ่กลับแผ่กลิ่นอายอันหนาวเหน็บขึ้น
แกร็ก แกร็ก...
ทันใดนั้นน้ำแข็งเย็นพลันแข็งตัวเกาะบนประตูใหญ่ ผลึกน้ำแข็งลามไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งเกาะไปเกือบครึ่งประตูใหญ่ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากภายในตำหนักใหญ่ อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงในพริบตา
หลินโม่และเฟิงเทียนสิงประสานสายตามองกันจึงเห็นว่าแววตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยแปลกใจ
“ท่านเฟิงรีบเข้ามา...” เสียงของเทียนซิงจื่อพลันดังขึ้นจากตำหนักใหญ่น้ำเสียงนั้นดูร้อนรนระคนคล้ายกับแฝงไปด้วยความเจ็บปวด
ปัง!
เฟิงเทียนสิงพุ่งเข้าไปเปิดประตูใหญ่
สภาพในตำหนักใหญ่เบื้องหน้าทำเอาหลินโม่และเฟิงเทียนซิงตกตะลึงชาวาบไปทั้งตัว
ทั่วตำหนักใหญ่ปกคลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็งใสแวววาวราวไอเย็นยะเยือกอบอวลไปทั้งตำหนัก ทว่าเทียนซิงจื่อที่นั่งอยู่ใจกลางตำหนักใหญ่กำลังสั่นระริกไปทั้งตัวทั่วร่างถูกปกคลุมด้วยผลึกน้ำแข็งบางๆ
ครั้นเฟิงเทียนสิงเห็นสถานการณ์จึงรีบพุ่งไปข้างกายเทียนซิงจื่อพลางสาดพลังเจินหยวนสีแดงเลือดนก หลอมละลายผลึกน้ำแข็งบนร่างเทียนซิงจื่อออกไปสีหน้าขาวซีดน่าเวทนาเมื่อครู่จึงได้ฟื้นสภาพดวงหน้าซีดเซียวจึงกลับมาเลือดฝาดอีกครา
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”เฟิงเทียนสิงรีบเอ่ยถามอย่างสงสัย
“พวกท่านไปดูเองเถิด”เทียนซิงจื่อส่ายหน้าฝืนยิ้มเจื่อนพลางชี้ไปยังเหลิงอู่เหยียนที่นอนหงายอยู่บนพื้น
สายตาของหลินโม่และเฟิงเทียนสิงหันไปตามปลายนิ้วก็เห็นร่างของเหลิงอู่เหยียนที่ปกคลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็งแวววาวราวกับว่าร่างกายถูกแช่แข็งผนึกไว้อย่างไรอย่างนั้นสิ่งที่ทำให้ทั้งสองแปลกใจมากกว่าคือ กลิ่นอายเยือกเย็นที่อบอวลทั่วร่างเหลิงอู่เหยียนนั้นกลับรุนแรงยิ่งขึ้นพูดได้ว่าตำหนักใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็งแล้วทั้งหมดนี้เป็นเพราะร่างของเหลิงอู่เหยียนปลดปล่อยไอพลังเยือกเย็นอันแปลกประหลาดออกมา
หลินโม่พยายามขยับเข้าใกล้ หากแต่ไอเยือกเย็นหนาวเหน็บที่เหลิงอู่เหยียนปลดปล่อยออกมานั้นแข็งแกร่งเกินไปจนปวดกระดูกครั้นขยับเข้าใกล้เลือดในกายก็ส่อลางเหมือนกำลังจะถูกแช่แข็งเอาไว้ เพื่อป้องกันไอเยือกเย็นนี้หลินโม่จึงต้องใช้งานพลังเจินหยวนขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“อย่าเข้าใกล้เกินไป”เทียนซิงจื่อรีบเตือน เมื่อครู่เขาก็ถูกเหลิงอู่เหยียนปล่อยไออันเยือกเย็นนี้ใส่อย่างกะทันหันจนเกือบถูกแช่แข็งไปแล้ว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเหลิงอู่เหยียนกัน?”หลินโม่ถอยห่างไประยะหนึ่งพลางมองเทียนซิงจื่อแล้วเอ่ยถาม
“นี่คือเค้าลางการตื่นตัวของสายโลหิตพิเศษ”เทียนซิงจื่อกระซิบตอบ
“เจ้าหนุ่มนี่แท้จริงแล้วคือผู้ครอบครองสายโลหิตพิเศษ...”
เฟิงเทียนสิงจ้องเหลิงอู่เหยียนอย่างไม่คาดคิดเมื่อเห็นสีหน้าสับสนของหลินโม่จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “หลังจากสิ้นยุคสมัยโบราณสิ่งมีชีวิตโบราณจึงค่อยๆ เลือนหายไป เผ่ามนุษย์ก้าวสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองในยุคนั้นว่ากันว่ามีเทพที่ยังคงอยู่ในโลก อีกทั้งร่วมมือกับเผ่ามนุษย์และให้กำเนิดทายาทออกมาซึ่งต่างมีสายโลหิตพิเศษอันหลากหลาย ผู้ที่มีสายโลหิตพิเศษเหล่านี้จะมีพละกำลังที่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดติดตัวมาแต่กำเนิดพลังเช่นนี้ถูกขนานนามว่า พลังแห่งการสืบทอดสายโลหิตพิเศษ”
“ตามกระแสกาลเวลาที่ผันเปลี่ยนเพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือสาเหตุอื่นๆ จำนวนของเหล่าผู้มีสายโลหิตพิเศษจึงลดลงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งยามนี้หาได้ยากยิ่งแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่พลังแห่งฟ้าดินแห้งขอดลง โลหิตของผู้ครอบครองสายโลหิตพิเศษก็ยิ่งตื่นตัวเองได้ยากขึ้น”
เทียนซิงจื่อพลันเอ่ยเสริมขึ้น “สภาพของเหลิงอู่เหยียนยามนี้คงเป็นเพราะผ่านการบาดเจ็บสาหัสมาด้วยเหตุนี้จึงกระตุ้นสายโลหิตพิเศษที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษในอดีตกาลขึ้นสำหรับเขานี่ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้าย หากแต่เป็นเรื่องน่ายินดี”
“เอ๋? ตันเถียนของเขากำลังเริ่มรักษาตัวด้วยพลังของสายโลหิตพิเศษแล้ว...อีกทั้งปราณวิญญาณก็ดูเหมือนกำลังมีการเปลี่ยนแปลง...”หลังจากเทียนเฟิงสิงเข้าไปสังเกตใกล้ๆ คราหนึ่งแล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย“เหมือนว่าร่างกายของเขาจะไม่ค่อยปกติสักเท่าไร น่าแปลกสภาวะร่างกายเช่นนี้ช่างคุ้นเสียจริง...พลังของสายโลหิตพิเศษของเขาแข็งแกร่งมากเกรงว่าชีวิตของเจ้าหนุ่มคนนี้คงจะไม่ธรรมดาเชียวล่ะ”
“ท่านเฟิงท่านมองออกหรือไม่ว่าเป็นสายโลหิตรูปแบบใดกัน?” เทียนซิงจื่อเอ่ยถาม
“ข้าก็มิอาจบอกได้เช่นกันสายโลหิตพิเศษที่สามารถกำเนิดกลิ่นอายเยือกเย็นอันแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้สายโลหิตพิเศษของเหลิงอู่เหยียนคงจะเกี่ยวกับน้ำแข็งเหมันต์เป็นแน่หากอิงตามบันทึกโบราณ สายโลหิตพิเศษที่เกี่ยวข้องกับพลังน้ำแข็งเหมันต์มีเพียงสองรูปแบบเท่านั้นแบ่งเป็นเจ็ดจันทราเหมันต์ทมิฬและสุริยาคิมหันต์เยือกแข็งซึ่งสายโลหิตแรกพบได้บ่อยทว่าสายโลหิตหลังกลับไร้ซึ่งผู้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลแล้วสายโลหิตพิเศษของเขาคงเป็นสายโลหิตเจ็ดจันทราเหมันต์ทมิฬ” เฟิงเทียนสิงขมวดคิ้วเอ่ยขึ้น
“ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเจ้าหนุ่มผู้นี้ก็เพราะโชคร้ายจึงได้ดิบได้ดี ไม่ใช่เพียงตันเถียนที่เสียหายกำลังได้รับการฟื้นฟูทว่าแม้แต่สายโลหิตพิเศษก็ตื่นตัวขึ้นด้วยเช่นกัน” เทียนซิงจื่อกล่าว
ครั้นได้ยินบทสนทนาของเทียนซิงจื่อและเฟิงเทียนสิงหลินโม่จึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“แล้วอู่เหยียนจะฟื้นสติขึ้นเมื่อไร?”หลินโม่เอ่ยถาม
“ยามนี้ยังไม่แน่ใจนักต้องรอโลหิตหมุนเวียนตื่นตัวให้สมบูรณ์ ไม่แน่ว่าเป็นพรุ่งนี้ แต่ก็คงใช้เวลานานถึงประมาณหนึ่งเลยเช่นกัน”เทียนซิงจื่อเอ่ยขึ้น
เพื่อป้องกันเหลิงอู่เหยียนถูกรบกวนเฟิงเทียนสิงจึงได้ใช้ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณ กางอาณาเขตเกราะกำบังพลางปิดผนึกตำหนักใหญ่เอาไว้ซึ่งเมื่อมองจากภายนอก ตำหนักใหญ่จะคงอยู่ในสภาพแรกสุดไม่มีการเปลี่ยนแปลงทว่าภายในตำหนักกลับถูกปกคลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็งเยือกเย็นไปแล้ว